แม้บทความนี้จะอ้างอิงกับสิ่งที่เลื่อนลอยหรือคาดเดาเอาเองและก่อผลกระทบความเชื่อมากมายจนก่อให้เกิดความแตกแยกให้สังคม
แต่มันก็ทำให้เราต้องย้อนกลับมาพิจรณาความเชื่อของตนเองว่าน่าเชื่อถือในความเป็นจริงหรือไม่หรือสมเหตุสมผลเช่นเดียวกับความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆที่มีหลักฐานหนักแน่น
สังคมของเราเป็นสังคมของความเชื่อที่มักจะเชื่ออย่างสุดกำลังจนขาดการพิจรณาถึงหลักความเป็นจริงและความสมเหตุสมผลจึงง่ายต่อการที่จะถูกชักจูงและมักจะถูกหลอกอย่างง่ายดายเช่นบอกว่ากว่า70เปอร์เซ็นต์ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเชื่อว่ามีพระเจ้าแต่ส่วนใหญ่ก็ยังค้นคว้าหาคำตอบที่เป็นจริงกันต่อไปแทนที่จะหยุดคำตอบที่พระเจ้าหรือมีหลักฐานทางโบราณคดีว่าพบหลักฐานเกี่ยวกับใต้ทะเลนั้นถ้านักโบราณคดีเจอหลักฐานเช่นนั้นจริงพวกเขาก็คงไม่บอกอายุโลกที่ห่างไกลจากในพระคัมภีร์ที่มีอายุเพียงไม่กี่ชั่วอายุคนหรือพวกนักวิทยาศาสตร์ก็คงไม่เชื่อหลักวิวัฒธนาการของชาร์ล ดาวินส์หลอกนะ