อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

สิ่งมหัศจรรย์ในวันเวียนเทียน

 

                สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่   เมื่อถึงวันเวียนเทียนอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ท่านจะทำพิธีอาราธนาพระนิพพานให้มาปรากฏในพิธีเวียนเทียน  ฉะนั้นในวันเวียนเทียนจึงมีสาธุชนมาร่วมในพิธีเวียนเทียนกันคับคั่ง   เพื่อจะได้เห็นอานุภาพของวิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อได้อาราธนาพระนิพพานให้ปรากฏแก่สายตาของผู้ที่มาเวียนเทียน   ก่อนจะถึงพิธีเวียนเทียนหลวงพ่อท่านจะอธิบายถึงความสำคัญของวันเวียนเทียนวันนั้นเสียก่อน  แล้วสอนว่าในขณะที่กำลังทำพิธีเวียนเทียน  ให้ทุกคนทำจิตเป็นสมาธิไปด้วย  คือ ทำใจให้หยุดนิ่ง  ให้เวียนเทียนด้วยอาการสำรวมระวัง ไม่พูดไม่คุย  ไม่แสดงอาการศึกคะนองอย่างหนึ่งอย่างใด  ให้สำรวมกาย วาจาใจให้สงบ  หลังจากนั้นท่านจะนำไหว้พระสวดมนต์

 

                การสำรวมใจหรือการทำใจให้หยุดนิ่งของหลวงพ่อหมายถึง   การเอาใจไปหยุดนิ่งที่ฐานที่    ศูนย์กลางอากาศธาตุ  สำหรับท่านที่เห็นดวงอุคคหนิมิตเป็นดวงกลมใสแล้ว  ก็ให้เอาใจไปหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางดวงนั้น  ท่านที่เห็นกายมนุษย์ละเอียดก็ให้เอาใจไปหยุดนิ่งอยู่ที่ฐาน ๗  ของกายมนุษย์ละเอียด  ท่านที่เห็นกายทิพย์  กายพรหม  กายอรูปพรหมทั้งหยาบละเอียดก็ให้เอาใจไปหยุดนิ่งตรงศูนย์กลางอากาศของธาตุของกายนั้น ๆ  ขณะที่กำลังเวียนเทียนทักษิณาวรรต ๓ รอบให้ภาวนาว่า สัมมาอะระหังเรื่อยไป  เมื่อใจหยุดนิ่งดีแล้วให้มองขึ้นสู่ท้องฟ้า เท่าที่เคยปรากฏมาแล้ว บางท่านเห็นพระพุทธรูปลอยอยู่ในอากาศเป็นองค์ใสบ้าง  ไม่ใสบ้าง  เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์บ้าง   ปางสมาธิบ้าง  ปางประทานพรบ้าง   บางคนก็เห็นครึ่งองค์  บางคนก็เห็นเต็มองค์ บางคนเห็นเป็นกายเนื้อของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

                หลวงพ่อท่านจะไม่ให้ผู้ที่ได้วิชาธรรมกายออกไปเวียนเทียน  เมื่อถึงเวลา  ๖ โมงเย็นผู้ได้ธรรมกายทุกคนจะต้องมาพร้อมกันในโรงงาน  (สถานที่ปฏิบัติกิจภาวนา)  เพื่อทำวิชชาธรรมกายพร้อมกันทุกคน แม้ไม่ใช่เวรของตนก็ตาม  ในขณะที่ปฏิบัติกิจภาวนาให้อาราธนาพระนิพพานให้ปรากฏ  และกลั่นธาตุธรรมของผู้มาเวียนเทียนทุกคนให้ใสสะอาด ให้เปิดความเห็น  ความจำ ความคิด  ความรู้  เพื่อจะได้เห็นพระนิพพานที่มาปรากฏนั้น  หลวงพ่อได้เคยเล่าเรื่องนี้ว่าธรรมกายวัดปากน้ำได้ค้นพบได้ตัวจริงแล้ว   จะไปนรกได้ไปสวรรค์ได้ ไปนิพพานได้  อาราธนาพระพุทธเจ้าที่อยู่ในพระนิพพานมาให้มนุษย์เห็นที่วัดปากน้ำนี้มากมายในวันมาฆบูชา และ วิสาขบูชา  ให้ปรากฏเห็นจริงจังกันอย่างนั้น  คุณพระทิพย์ปริญญาก็เคยเขียนเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้  เคยได้ยินท่านพระครูที่วัดประดู่องค์หนึ่งเล่าว่า  เมื่อวันวิสาขบูชาและวันมาฆบูชามีคนโจษกันมากว่าเวลาเวียนเทียนทีวัดปากน้ำ มีคนเห็นพระปฏิมากรลอยอยู่ในอากาศ  ท่านว่าท่านได้ซักถามหลายคนก็รับว่าเห็นจริง......

 

                                หลังจากเสร็จพิธีเวียนเทียนแล้ว  หลวงพ่อจะแสดงพระธรรมเทศนาภาคค่ำให้ผู้มาเวียนเทียนฟัง  ต่อจากนั้นพวกที่ได้ธรรมกายจึงจะถอนตัวออกจากการปฏิบัติภาวนาได้  ข้าพเจ้านั้นอยากทราบเหลือเกินว่าจะมีผู้เห็นพระนิพพานมาก น้อยเพียงใด  เมื่อเสร็จพิธีเวียนเทียนแล้วข้าพเจ้าออกเดินไปรอบ ๆ พระอุโบสถ  เห็นใครเขาจับกลุ่มสนทนากันก็จะไปร่วมฟังกับเขาด้วย และซักถามว่ามีใครเห็นพระนิพพานบ้าง  เห็นในลักษณะใดเมื่อได้ข้อมูลมาก็นำมากราบเรียนให้หลวงพ่อทราบทุกครั้งไป

 

                ประมาณปี พ.ศ.  ๒๔๘๙  ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นวันมาฆบูชา หลังจากเสร็จพิธีเวียนเทียนแล้ว  ข้าพเจ้าได้ออกจากโรงงานเดิน มาที่ลานพระอุโบสถ  จำได้ว่าหลวงพ่อท่านแสดงพระธรรมเทศนาเสร็จแล้ว  สาธุชนส่วนใหญ่กำลังแยกย้ายกันกลับ  ข้าพเจ้าก็ได้ปฏิบัติอย่างเคยคือ ไปฟังคนที่เขาจับกลุ่มสนทนากัน  บางคนกำลังเล่าว่าได้เห็นองค์พระ  พร้อมกับชี้ให้ผู้อื่นดูว่ายังเห็นปรากฏอยู่บนท้องฟ้า  ข้าพเจ้าก็แหงนมองตามก็ไม่เห็นอะไร  [b]จากการที่ข้าพเจ้าเที่ยวไปสอบถามผู้ที่มาเวียนเทียน  ในวันนั้น  ก็ทราบว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นองค์พระกันแทบทั้งนั้น  ทำให้ข้าพเจ้าคิดน้อยใจตัวเองว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ได้เห็นองค์พระด้วยตาเนื้อกับเขาบ้าง ในขณะที่เดินคิดน้อยอกน้อยใจตัวเองอยู่นั้น  ข้าพเจ้าก็แหงนมองไปทางทิศเหนือหน้าวัด  ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็เห็นพระพุทธไสยาสน์เป็นสีขาวแต่มิใช่เป็นปุยเมฆ   ที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นเป็นลักษณะสีขาวเหมือนกับพระจันทร์ที่เพิ่งเยี่ยมท้องฟ้าในยามเย็น  พระพุทธไสยาสน์ที่ปรากฏแก่สายตาข้าพเจ้านั้นองค์ยาวมาก  ในครั้งแรก  ข้าพเจ้าเห็นเพียงครึ่งองค์เท่านั้น[/b]   ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความปลาบปลื้มปิติใจจนมิอาจจะกลั้นน้ำตาไว้ได้  ตัวเนื้อสั่น  ขนลุกชันด้วยความปราโมทย์   ข้าพเจ้าทรุดกายลงกราบท่านและชี้ให้เพื่อนที่เดินไปด้วยกันดู  แต่เพื่อนเขาบอกว่าไม่เห็นอะไรเลย

 

                ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า  ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดไปก็ขอให้ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระพุทธ ไสยาสน์ปรากฏแก่สายตาตลอดทั้งองค์  การที่ข้าพเจ้าอธิษฐานเช่นนั้น  เพราะในช่วงนั้นข้าพเจ้ากำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะลาศีลจากชีกลับไปอยู่บ้านดี  หรือว่าจะจะบวชชีต่อไปอยู่ปฏิบัติกิจภาวนากับหลวงพ่อ  การอธิษฐานเช่นนั้นเท่ากับเป็นการตัดสินชี้ขาดชะตาของข้าพเจ้าในความรู้สึกของข้าพเจ้าขณะนั้นเหมือนมีม่านรูดเปิดออกให้เห็นองค์พระตลอดทั้งองค์  องค์พระที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นยาวประมาณ  ๒๐ วา  ท่านประทับนอนให้ข้าพเจ้าเห็นด้วยตาเนื้ออยู่เป็นเวลานานแล้วจึงค่อย ๆ  เลือนหายไปข้าพเจ้ามีพยานยืนยันในเรื่องนี้  คือ  คุณสุธรรม  จันทร์กลัด  อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์  และอดีตนายก สมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ  พ.ศ.  ๒๕๑๕-๒๕๑๙

 

                ข้าพเจ้าขอนำเรื่องที่คุณสุธรรม  จันทร์กลัด  เขียนไว้มาให้ผู้อ่านได้ทราบรายละเอียดดังนี้

                ....บรรพบุรุษของข้าพเจ้าเป็นพุทธมามกะ  ชอบทำบุญ  ฟังเทศน์  สนทนากับพระ  สนใจในธรรมทุกคนเสมอมา  โดยเฉพาะบิดาข้าพเจ้ายังมีความสนใจในทางเวทมนต์คาถาอาคมเป็นพิเศษอีกด้วย  บิดามักพาข้าพเจ้าเข้าวัดบ่อย ๆ  และยังได้พร่ำสอนสวดมนต์ท่องจำมนต์คาถาต่าง ๆ  มากอยู่  แต่ข้าพเจ้าก็เหมือนเด็ก  ๆ ทั่วไปที่ชอบแต่ละเล่นอย่างเดียว   ค่ำแล้วก็หลับเป็นตายไม่ใคร่สนใจในมนต์คาถานัก   ที่จำต้องท่องก็เพราะกลัวบิดามากกว่า  แต่อย่างไรก็ดีแม้จะจดจำไม่ได้ผล  ก็ยังมีหลงเหลือติดความจำอยู่บ้าง

 

                เนื่องจากบรรพบุรุษของข้าพเจ้ากระทำตนเป็นตัวอย่างไว้ดังกล่าวแล้ว จึงได้เพาะนิสัยนี้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่เด็กตลอดมา  เมื่อโตขึ้นก็ชอบสนทนากับพระ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าองค์ไหนมีคาถามีของดี ๆ  ก็ชอบไปหาบ่อย  การที่สนใจในทางนี้ก็เพราะบิดาสอนไว้ว่าเราเป็นลูกผู้ชายต่อไปภายหน้าจะต้องการผจญภัย  ผจญกับเหตุร้ายอีกมาก ต้องมีของดีของขลังติดตัวไว้เพื่อป้องกันภัย   ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าออกไปรับราชการอยู่หัวเมืองจึงเที่ยวแสวงหาที่วัดไหนที่มีพระเครื่องราง ตะกรุด  หรือของขลังที่ศักดิ์สิทธิ์  ข้าพเจ้ามักไปเสาะหามา  แม้จนกระทั่งรดน้ำมนต์  ลงกระหม่อม  สักยันต์  เอาทั้งนั้น  ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา  ข้าพเจ้ามีหลวงพ่อต่าง ๆ  แขวนคอถึง ๒  พวงเต็ม ๆเวลาเดินไปไหนก็หนักและมีเสียงหลวงพ่อกระทบกันดังแกร๊บ ๆ    ถ้าตกน้ำคงว่ายไม่รอดเพราะความหนักและรุงรัง ตอนนั้นได้แต่แสวงหาพระเครื่องของดีของขลังไว้ประจำตัวเป็นอาจิณ  จิตใจมิได้นึกถึงพระธรรมให้ลึกซึ้ง   ว่าแก่นแท้ของธรรมให้ลึกซึ่ง  ว่าแก่นแท้ของธรรมนั้นเป็นอย่างไร  จะปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเข้าถึง  พระธรรมมีประโยชน์และช่วยเราได้อย่างไร

 

                ต่อมาประมาณ พ.ศ.  ๒๔๙๐ หรือ ๒๔๙๑  จำไม่ได้แน่ชัด   พี่สอน  ตัดสถิตย์  ผู้เลี้ยงดูบุตรข้าพเจ้าคุยว่า  มีหลวงพ่อองค์หนึ่งอยู่วัดปากน้ำ  ภาษีเจริญ  ชื่อพระครูสมณธรรมสมาทาน  ท่านเก่งทางวิปัสสนา  สามารถอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้เห็นได้ ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจไม่เคยได้ยิน  พระพุทธเจ้าทานเสด็จปรินิพพานไปนานเกือบ  ๒๕๐๐  ปีแล้วยังเสด็จมาได้อีกหรือ  ใจหนึ่งไม่ใคร่เชื่อ  ใจหนึ่งก็ใคร่จะทดลอง  เพราะนิสัยของข้าพเจ้าใครพูดอะไรไม่เชื่อง่าย  จะต้องทดลองให้เห็นเสียก่อนจนกระทั่งเจ็บตัวไปนั่นแหละจึงจะเชื่อ  ดังนั้นจึงให้พี่สอนพาไปวัดปากน้ำ  ภาษีเจริญ  เย็นวันนั้น ไม่พบหลวงพ่อ  ทราบว่าท่านรับนิมนต์ไปนอกวัด  ข้าพเจ้าจึงเดินดูรอบ ๆ วัด  เห็นมีพระภิกษุสามเณรจำนวนมากอยู่ตามกุฏิเล็ก ๆ  เป็นหลัง  ๆโบสถ์และกำแพงก็เก่า ๆ  มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไปบรรยากาศรู้สึกเงียบ ๆ  ทึม ๆ อย่างไรชอบกล  เมื่อไม่พบหลวงพ่อจึงกลับ

                วันหลังข้าพเจ้าไปอีก  ครั้นนี้พบหลวงพ่อกำลังฉันเพลอยู่ที่ศาลาไม้หลังเก่า  ได้เข้าไปกราบนมัสการคุยกับท่านและขอของดีหรือน้ำมนต์จากท่านอย่างที่เคยขอจากพระองค์อื่น ๆ มาแล้ว [b][u]หลวงพ่อบอกว่าวัดปากน้ำไม่มีคาถาไม่มีน้ำมนต์มีแต่หยุดในหยุดเอ็งจะเอาเปลือกหรือเอาแก่น[/b][/u]  เมื่อหลวงพ่อพูดอย่างนี้ใครเล่าจะเอาเปลือกต้องการแก่นกันทุกคน  เพราะแข็งคงทนกว่า  แต่ก็ยังติดใจสงสัยอยู่ว่า  อะไรหนอที่หลวงพ่อว่า หยุดในหยุด  ขณะที่พูดคุยกับหลวงพ่อสังเกตว่าหลวงพ่อองค์นี้มีสง่าราศี  ลักษณะเด่นน่าเคารพยิ่งกว่าพระองค์อื่น ๆ  ที่ข้าพเจ้าเคยพบเห็นมา  พูดจานิ่มนวลเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ข้าพเจ้าเกิดจิตเคารพเลื่อมใสขึ้นในทันที   แต่ยังไม่มีศรัทธาไปถึงว่าหลวงพ่อจะอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เห็นได้  (ข้าพเจ้าต้องของกราบอภัย ณ ที่นี้ด้วยว่า ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะเป็นความในใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น  แต่เวลานี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้ว)

 

                ตอนบ่ายของทุกวันพฤหัสบดี  หลวงพ่อจะสอนให้นั่งภาวนา  ผู้ที่จะเข้านั่งจะต้องทำพิธีขึ้นธรรมเนียมเสียก่อน โดยลงชื่ออยู่ในสมุดที่ตั้งอยู่หน้าอาสนสงฆ์ข้าพเจ้าจำได้ว่ามีคุณประยูร สุนทารา ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วนั่งประจำอยู่  มีเลขลำดับให้ลงชื่อ  ข้าพเจ้าจำได้ลาง ๆว่า  เลขลำดับในตอนที่ข้าพเจ้าลงไว้ตอนนั้นเป็นเลขจำนวนพันเท่านั้น  ต่อมาสมุดนั้นหายไปไม่ทราบว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน  ลงชื่อแล้วก็บูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ธูปเทียนแล้ว หลวงพ่อก็เริ่มเทศนาอธิบายธรรมต่าง ๆ  ลงท้ายก็สอน ถึงเรื่อง  วิชาที่ท่านค้นพบเองอันเป็นวิชชาที่เร้นลับลึกซึ้งยิ่งนัก  แล้วท่านก็ให้ทุกคนนั่งหลับตาตั้งกายให้ตรง  นั่งขัดสมาธิเท้าขาวทับเท้าซ้าย  มือขวาวางแบทับมือซ้าย  ให้ปลายนิ้วชี้ขวาจดตรงปลายหัวแม่มือซ้าย  ทำใจให้หยุดนิ่ง  มองย้อนเข้าไปเอาใจไป จดอยู่ศูนย์กลางกาย  นิ่งในนิ่ง  หยุดในหยุด    หยุดในกลางของกลางพร้อมกับภาวนาคำว่า สัมมา อะระหัง เรื่อยไป   การบริกรรมเช่นนี้  เป็นทางเดียวกับที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม   เป็นผลสำเร็จเป็นสัมมาสัมโพธิญาณซึ่งชี้แจงโดยละเอียดคำสอนของหลวงพ่อ  ซึ่งมีอยู่ในหนังสืออีกต่างหากแล้ว   และเวลานี้มีการสอนวิธีนั่งวิปัสสนาดำเนินตามแบบหลวงพ่อ  ที่วัดปากน้ำทุกวันอาทิตย์  และ วันพฤหัสบดีติดต่อตลอดมาเป็นประจำ

 

                ความเห็นที่ว่าการนั่งบริกรรมเช่นนี้  จะบังเกิดผลต่อไปเป็นอย่างไร  ข้าพเจ้าได้กระทำตามคำสอนของหลวงพ่อเรื่อยไปจนหมดเวลาสอน  เมื่อลืมตาขึ้นรู้สึกว่าใจคอโล่งโปร่งสบายเย็นและสงบยิ่ง  ซึ่งไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย

 

                ข้าพเจ้านึกเปรียบเทียบกับการดูหนังสือ ว่า  ถ้าเสียงเงียบจิตสงบไม่ฟุ้งซ่านคิดถึงเรื่องอื่นตั้งจิตใจเป็นสมาธิ  เพ่งดูแต่หนังสือ  อย่างเดียวแล้ว  การดูหนังสือจะจำและเข้าใจได้ดีทำให้เกิดปัญญา นึกอะไรต่ออะไรออกทันที   การนั่งแบบอย่างที่หลวงพ่อสอนก็เช่นเดียวกัน เมื่อจิตสงบนิ่งตัดความฟุ้งซ่านออกไปได้ก็จะเกิดปัญญา  คิดกำจัดขัดเกลากิเลสตัณหาต่าง ๆ ออกไปจากดวงจิตทีละน้อย ๆ จนหมดสิ้นไปในที่สุด   จิตก็ผ่องแผ้ว  สะอาด สว่างสงบ  เข้าทางเดินของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้านั่งแล้วก็ติดใจ   ได้พยายามทำในเวลาต่อมา  บางครั้งก็ไม่สงบ  เนื่องจากจิตยังวุ่นวายในการงาน  แต่ถ้าวันไหนได้มานั่งต่อหน้าหลวงพ่อแล้ว  วันนั้นรู้สึกสงบ  ใจคอสบายไปทุกครั้ง  ข้าพเจ้าพยายามทำอยู่เรื่อย ๆแต่ก็ยังไม่เห็นดวงธรรมอย่างหลวงพ่อสอน  ส่วนที่ว่าหลวงพ่อจะอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้เห็นได้นั้นก็ยังขัดข้องใจอยู่

 

                ในวันวิสาขบูชา  และ มาฆบูชา   ทางวัดปากน้ำ  ภาษีเจริญ ได้จัดให้มีการเวียนเทียนเป็นประจำทุกปี  ข้าพเจ้ากับพะยอมภรรยามาเวียนเทียนด้วยทุกครั้งมิได้ขาดตามข่าวที่ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำอาราธนาพระพุทธเจ้า เสด็จมาให้เห็นได้ตามที่ทราบกันมาก่อนแล้วนั้นก็มีคนพูดกันในวันเวียนเทียนหลายคน   บางคนก็บอกว่าเห็นเป็นองค์พระปฏิมากรยืนบ้าง  นั่งบ้าง  นอนบ้าง  เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง   มีอยู่เช่นนี้ทุก ๆ ปี  ข้าพเจ้าขยับเข้าไปถามคุณยายคนหนึ่งที่อ้างว่าเห็นแกชี้ให้ดูในท้องฟ้าว่า นั่นไงล่ะลอยอยู่กลางอากาศองค์เบ้อเร่อ  ข้าพเจ้ามองตามที่แกชี้มือแต่ท้องฟ้าเปล่า ๆ  กับดวงจันทร์เท่านั้นไม่เห็นมีอะไร  ข้าพเจ้าถามแกว่าอยู่ตรงไหน  แกก็ชี้ให้ดูอีก  และพูดว่าอยู่นั่นไงล่ะเห็นออกชัดเจนคุณยังไม่เห็นอีกหรือ  ข้าพเจ้าตอบว่าไม่เห็นแล้วข้าพเจ้าถามแก่ว่า  คุณยายเห็นด้วยตาข้างนอกหรือเห็นด้วยตาข้างใน  (นัยน์ตาข้างนอกหมายถึง มองเห็นด้วยตาเปล่า  ตาข้างในหมายถึงการนั่งหลับตาเห็นได้ด้วยการภาวนา  )  แกว่าเห็นด้วยตาที่ลืมอยู่นี่แหละ  ข้าพเจ้าพยายามดูเท่าไร  ๆ ก็ไม่อาจเห็นได้  จึงจนใจไม่กล้าจะซักถามต่อล้อต่อเถียงกับคุณยายคนนั้นต่อไป  ในใจคิดว่าถ้าคุณยายจะโฆษณาเชียร์หลวงพ่อเป็นแน่หรือจะเป็นด้วยมีความเคารพนับถือหลวงพ่ออย่างแรงกล้า  ทำให้เกิดอุปาทานขึ้นได้ทุกครั้ง

 

                ข้าพเจ้าพยามยามมาเวียนเทียนและเฝ้าดูเช่นนี้ถึง  ๓ ปี  ได้ถามและมองดูบนท้องฟ้าก็ได้ความอย่างเดิมทุกครั้ง แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นอยู่นั่นเอง   เลยอ่อนใจไม่อยากจะถามอีกต่อไป  คิดว่าคงไม่จริงเสียแล้ว  แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าหรือจะมีจริง  เพราะคนที่เห็นนั้น เป็นคนมีอายุมาก ถือศีลเข้าวัดเข้าวากันทั้งนั้น  จะมาพูดปดหลอกเราให้เสียศีลเพื่อประโยชน์อะไร  ที่เขาเห็นอาจจะเป็นด้วยบุญกุศลเพราะไม่ได้เห็นทุกคน   เมื่อมานึกถึงตัวข้าพเจ้าก็ได้ทำบุญกุศลเสมอมิได้ขาด  แต่มากน้อยบ้างตามกำลัง  บุญกุศลน่าจะส่งเสริมให้เห็นกับเขาบ้าง

 

                เมื่อคิดได้อย่างนี้  หลังจากเวียนเทียนแล้วในปีที่ ๓  ก็เลยตั้งจิตอธิษฐานอยู่ในใจว่า  ลูกมาวัดนี้ก็เพื่อจะมาหาอาจารย์ที่เก่งกล้าศักดิ์สิทธิ์  ที่สามารถนำจิตใจไปสู่ความสุขความสงบอันเป็นแก่นแท้ของศาสนา  จะมีทางใดบ้างที่จะทำให้ลูกเชื่อได้อย่างมั่นใจเบื้องต้นจะต้องได้เห็นความอัศจรรย์ของหลวงพ่อตามข่าวลือนั้นเสียก่อนว่าจริงหรือไม่ ถ้าลูกได้เห็นพระพุทธเจ้าจริงแล้ว  ลูกจะขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อตลอดไป

                เมื่อตั้งจิตอธิษฐานในใจเช่นนี้แล้ว  ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปนั่งบนฐานเจดีย์องค์ใหญ่คนเดียว  เจดีย์นั้นอยู่ด้านซ้ายของโบสถ์  แต่เดี๋ยวนี้ทางวัดได้รื้อออกไปแล้วเพื่อขยายโบสถ์ให้กว้าง  ตอนนั้นหลวงพ่อยังรับแขกและแจกพระของขวัญอยู่ในโบสถ์

 

                ข้าพเจ้านั่งนิ่งทำให้ใจสงบเป็นสมาธิ  แต่มิได้หลับตาอยู่พักใหญ่  ก็เห็นดวงจันทร์ขึ้นเต็มดวงลอยบนท้องฟ้าตรงหน้าพระอุโบสถ  เยื้องไปขวามือนิดหน่อย  ตาก็จ้องดูดวงจันทร์นั้นเฉย อยู่  มิได้คิดว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในดวงจันทร์นั้น  ขณะนั้นจิตลอย ๆ ว่าง เฉยเพ่งมองแล้วก็ย้อนไปถึงสมัยเด็กว่า  ภายในดวงจันทร์นั้นผู้หลักผู้ใหญ่บอกว่ามีกระต่ายอยู่  ขณะนั้นภายในดวงจันทร์มีสิ่งมัว ๆ ปรากฏอยู่บางส่วนในดวงจันทร์  ใจก็อยากเห็นว่าสิ่งมัว ๆนั้นจะใช่กระต่ายหรือเปล่า  เมื่อเพ่งหนักเข้าสิ่งมัว ๆนั้นก็ค่อย ๆ ปรากฏเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้น  แต่รูปนั้นหาใช่กระต่ายไม่ กลับเป็นรูปพระภิกษุอินเดียไว้ยมยาว  แต่ม้วนเป็นกลุ่มมุ่นไว้บนศีรษะ  มีหนวดเครายาวรุงรัง  ห่มผ้าจีวรม้วนเป็นเกลียวตลอดจากไหล่ซ้ายลงมาถึงแขน  เห็นเพียงหน้าอก  เห็นแล้วรู้สึกตกใจที่ว่าเป็นกระต่าย  ทำไมกลายเป็นรูปพระไปได้หรือว่านัยน์ตาเราฝาดไปเอง  หรือจิตนึกอะไรต่ออะไรขึ้นมาทำให้มองเห็นเป็นรูปอะไรไปได้  หรืออาจจะเกิดอุปาทานขึ้นมาจึงก้มหน้าขยี้ตาสลัดความนึกคิดต่าง ๆ  ออกไปแล้วตั้งอกตั้งใจดูใหม่  ก็เห็นรูปคงเดิม   แต่ยิ่งเพ่งก็เห็นรูปชัดเจนยิ่งขึ้น   เห็นจมูกปาก แม้แต่เส้นหนวดเคราก็เห็นได้ชัดเจน  นัยน์ตาท่านจ้องมองตรงมายังข้าพเจ้า  ทำให้ใจคอเริ่มรู้สึกไม่ใคร่ดี  ขนในกายก็ค่อย ๆ เริ่มลุกเกลียวขึ้นทีละน้อย ๆ เหมือนถูกผีหลอกกระนั้นพลันก็คิดว่าถ้าจะเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียแล้วกระมัง พอนึกเท่านั้นจิตใจก็เกิดเชื่อมั่นว่า  ใช่แล้ว  ๆ ทันใดขนในกายทุกขุม  ตลอดจน บนศีรษะลุกชันเกลียวซู่กันทั้งหมดเกิดความปิติซาบซ่านไปทั่วสารพางค์กาย  ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่งว่า  เรานี่ยังมีบุญได้เห็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับเขาได้เหมือนกัน ข่าวลือที่ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้เห็นนั้นจริงแน่แล้ว

 

               

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ http://khunsamatha.com/

พุดคุยสนทนาธรรมในประเด็นต่างๆ กันได้ที่ห้องสนทนา &nbsp