พระปฏิมากรลอยอยู่ในอากาศในเวียนเทียนวัดปากน้ำ พระทิพย์ปริญญา(มหาธูป กลัมพะสุต ป.ธ. ๖ เนติบัณฑิต)
เชื่อว่าเรื่องนี้คงเคยปรากฏในhttp://www.pantip.com/cafe/religious/
แต่ที่นำมาเสนอครั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมข้อมูลที่มีอยู่เดิมให้สมบูรณ์ขึ้น
ขอเริ่มด้วย " ท่านเล่าว่าเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านพระครูรูปหนึ่งอยู่วัดประดู่พูดว่า ‘เมื่อวันวิสาขะนี้(หมายถึงวันวิสาขะปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ) เวลาเวียนเทียนที่วัดปากน้ำ มีคนเห็นเป็นรูปพระปฏิมากรลอยอยู่ ท่านว่าท่านได้ซักถามหลายคนก็รับว่าเห็นจริง’ ( พระทิพย์ปริญญา, ๒๔๙๙,เรื่องธรรมกายของพระมงคลเทพมุนี, กรุงเทพ: โรงพิมพ์ไทยพณิชยการ หน้า ๖)
คุณครูตรีธาเล่าว่าสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อได้อาราธนาพระพุทธเจ้าที่อยู่ในนิพพานมาให้มนุษย์เห็นที่วัดปากน้ำ ในวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชา ‘ในวันเวียนเทียนนั้น เมื่อถึงเวลา ๖ โมงเย็น หลวงพ่อท่านได้สั่งให้ผู้ได้วิชชาธรรมกายทุกคนไปพร้อมกันที่โรงงาน เพื่อทำวิชชาธรรมกายพร้อมกันทุกคน แม้ไม่ใช่เวรก็ตาม ในขณะที่ภาวนาให้อาราธนาพระนิพพานให้ปรากฎ และกลั่นธาตุธรรมผู้มาเวียนเทียนทุกคนให้ใสสะอาด ให้เปิดความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ เพื่อให้พระนิพพานปรากฏนั้น’ (ตรีธา, ๒๕๓๕,ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อและวัดปากน้ำ, กรุงเทพฯ:วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, และสมาคมศิษย์เก่าวัดปากน้ำ ฯ, หน้า ๙๕)
ปรากฏว่าคนที่มาเวียนเทียนที่วัดปากน้ำนั้น บางคนเห็นบางคนไม่เห็น บางคนเล่าว่าเมื่อเห็นองค์พระก็เกิดปิติอยากให้คนอื่นเห็นด้วยจึงได้ชี้ชวนให้คนอื่นดูว่าองค์พระปฏิมากรยังปรากฏอยู่บนท้องฟ้า ปรากฏว่าบางคนมองเห็น บางคนมองไม่เห็น คนที่มองไม่เห็นก็ยังมองไม่เห็นอยู่เหมือนเดิม
ดังนั้นคนที่มองไม่เห็นบางคนเลยเข้าใจผิดว่า ผู้ที่บอกว่าเห็นนั้นจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เห็นเหมือนตัว เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ยกย่องหลวงพ่อ เลยไปเขียนหนังสือ บอกว่าการเห็นพระพุทธเจ้าในวันเวียนเทียนที่วัดปากน้ำนั้นไม่จริง เป็นการหลอกลวง เพราะบังเอิญไปถามเอากับคนที่เห็นจริง เลยนึกว่าผู้ที่บอกว่าเห็นนั้นเป็นคนโกหก อาจจะกระดากอายถ้าบอกว่าไม่เห็น ถ้าเขาไปถามกับคนที่ไม่เห็นเหมือนเขา เขาก็คงจะได้ทราบตั้งแต่วันนั้นแล้ว ว่ามีทั้งคนเห็นและคนไม่เห็น โดยไม่ต้องเข้าใจผิดไปเขียนหนังสือให้เป็นบาปแก่ตนเอง (เคยเจอ หนังสือ๒เล่มที่เขียนวิจารณ์เรื่องนี้ เล่มแรกผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นไปเวียนเทียนแล้วมองไม่เห็นบังเอิญไปถามเอาคนที่มองเห็น เลยนึกว่าเป็นการหลอกลวง ส่วนเล่มที่ ๒ เจ้าตัวว่าเป็นไปไม่ได้)
การเห็นพระพุทธเจ้านั้นบางคนเห็นเป็นองค์พระปฏิมากรลอยอยู่ในอากาศเป็นองค์ใสบ้าง ไม่ใสบ้าง ยืนบ้าง นั่ง(ปางสมาธิ ปางพระทานพร)บ้าง นอน(ปางไสยาสน์)บ้าง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง บางคนเห็นเป็นกายเนื้อของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นคุณครูตรีธา เนียมขำ เห็นเป็นพระพุทธไสยาสน์สีขาว เมื่อปี ๒๔๘๙ ส่วนคุณสุธรรม จันทร์กลัด อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์ อดีตนายกสมาคมศิษย์วัดปากน้ำ ท่านเห็นเป็นภิกษุอินเดียในดวงจันทร์ดวงที่ ๒ (ตรีธา, ๒๕๓๕,ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อและวัดปากน้ำ, กรุงเทพฯ:วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, และสมาคมศิษย์เก่าวัดปากน้ำ ฯ,หน้า ๑๐๐) เมื่อปี ๒๔๙๓
การที่บางคนเห็นบางคนไม่เห็น เข้าใจว่าธาตุธรรมของท่านผู้เห็นในขณะนั้น ใสสะอาด ทำให้ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ มีญาณแจ่มใสทำให้สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นคงเนื่องจากธาตุธรรมไม่ใสสะอาด ทำให้ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ไม่แจ่มใส จึงไม่สามารถเปิดตาในให้มองเห็นพระพุทธเจ้าได้
การเห็นด้วยตาเนื้อนั้นความจริงแล้วอาจเห็นด้วยตาใน ดังที่เทวดาท่านหนึ่งได้เรียนให้หลวงปู่ชอบทราบ ที่ท่านเห็นเทวดาด้วยตาเนื้อนั้น ‘ที่เห็นนี้เป็นใจท่านและตาท่าน ผู้มีธรรมคือมีสมาธิมีญาณสามารถมองเห็นอย่างถนัดชัดเชน แม้ตาเนื้อท่านมองเห็น ก็เป็นมาจากญาณภายในสนับสนุนจึงทำให้เห็นได้ราวกับตาเนื้อมองเห็นจริง ๆ ความจริงก็คือตาในท่านต่างหากที่ทำให้ตาเนื้อเห็นไปด้วย ถ้าท่านไม่มีญาณภายในเป็นพื้นฐานอยู่แล้วท่านจะไม่สามารถมองเห็นกายทิพย์ของเทวดาได้เลย’ (ท่านอาจารย์พระมหาบัว, ญาณสัมปันโน, (ไม่ระบุพ.ศ.ที่พิมพ์),ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ, กรุงเทพฯ : ผู้จัดการ, ...,หน้า ๑๑๙)
เรื่องการเห็นอะไรๆด้วยตาเนื้อนี้ สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์นั้นยากจะเชื่อ ขอบอกว่าคนบางคนนั้นเห็นได้เป็นปรกติ
เป็นเรื่องที่เกิดจริงที่มีคนเห็นพระปฏิพระปฏิมากรลอยอยู่ในอากาศในเวียนเทียนวัดปากน้ำสมัยเมื่อหลวงพ่อวัดปากนำมีชีวิตอยู่
ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่ว่ากัน ไม่ประสงค์ให้ใครเชื่ออย่างงมงาย เชื่อว่าใครก็ตามปฏิบัติกรรมฐานที่ใช้สมถะเป็นฐานสามารถพิสูจน์เรื่องเหล่านี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาโดยตรง หมดสิทธิ์ เพราะเป็นประเภทปัญญาวิมุติ รู้ตามความเป็นจริงแต่ไม่เห็น
แก้ไขเมื่อ 22 ก.ค. 49 22:54:05
จากคุณ : ธารณธรรม - [ 22 ก.ค. 49 22:48:09 ]