หลักธรรมที่สนับสนุนการทำสมาธิ

อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

หลักธรรมที่สนับสนุนการทำสมาธิ 

 

หลักธรรมที่สนับสนุนการทำสมาธิทั้ง  2 ประการ  คือ  สมาธิฝ่ายสมถะ  และสมาธิฝ่ายวิปัสสนา  ได้แก่  โพธิปักขิยธรรม   37  ประการ


โพธิปักขิยธรรม   แปลว่า  ธรรมที่นำไปสู่การตรัสรู้   หรือธรรมที่นำไปสู่การค้นพบสัจธรรมอันตามธรรมดาผู้ใดมีความปรารถนาจะไปจุดหมายใดจุดหมายหนึ่ง  จะต้องเดินให้ถูกทาง  ถ้าเดินผิดทางก็จะไม่ถึงจุดหมายเหมือนผู้ที่ต้องการจะไปเที่ยวอยุธยา  แต่กลับนั่งรถไปทางนครปฐม  ก็เป็นอันว่าอยุธยาไม่มีวันพบฉันใด  ผู้ที่มีความประสงค์จะหาความสงบสุขจากสมาธิก็ต้องดำเนินให้ถูกทางที่นำไปสู่จุดหมายของสมาธิฉันนั้น


โพธิปักขิยธรรมที่เป็นข้อปฏิบัตินำไปสู่จุดหมายของสมาธินั้นมี  37   ประการ  คือ

1.  สติปัฏธาน    4
2.  สัมมัปธาน    4
3.  อิทธิบาท      4
4.  อินทรีย์        5
5.  พละ             5
6.  โพชฌงค์      7
7.  มรรคมีองค์    8



สติปัฏฐาน   4


สติปัฏฐาน  แปลว่า    ที่ตั้งของสติจิตจะเป็นสมาธิจะต้องมีที่วางหรือที่ตั้ง  เหมือนจะปักไม้ลงจะต้องมีหลุมสำหรับปัก  ดังนั้น  สติปัฏฐานจึงเหมือนหลุมสำหรับจิตตั้งหรือปัก   สติปัฏฐานซึ่งเป็นหลักหรือหลุ่มสำหรับจิตนั้นมี   4  ประการ  คือ


1.  สติกำหนดพิจารณากาย  (กายานุปัสสนา)

2.  สติกำหนดพิจารณาเวทนา  (เวทนาปัสสานา)

3.  สติกำหนดพิจารณา  (จิตตานุปัสสนา)

4.   สติกำหนดพิจารณาธรรม  (ธัมมานุปัสสนา)



สติกำหนดพิจารณากาย  มีวิธีปฏิบัติย่อ ๆ  ดังนี้


พิจารณาให้เห็นความจริงว่าร่างกายของคนเราต้องประกอบด้วยธาตุ  4  คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ  และลม  ธาตุดิน  หมายถึงอวัยวะที่มีลักษณะแข็งในร่างกาย  เช่น    ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูก  ม้าม  หัวใจ    ตับ  พังผืด  ปอด  เป็นต้น  ธาตุน้ำ  หมายถึง  วัตถุเหลวไหลในร่างกายของเรา  เช่น  น้ำเหงื่อ  มันขัน   น้ำมูก  น้ำลาย   เลือด  หนอง   ไขข้อ  น้ำตา   เป็นต้น   ธาตุไฟ   หมายถึง สภาวะที่มีลักษณะร้อนในร่างกาย  เช่น  ไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น   ไฟที่ทำร่างกายให้กระวนกระวายและไฟที่ทำร่างกายให้ทรุดโทรม   ธาตุลม   คือ  ลมหายใจ   ลมในท้อง  เป็นต้น


เมื่อร่างกายประกอบขึ้นจากธาตุ  4  แล้ว  มิใช่จะจีรังยั่งยืนได้ตลอดไป   แท้ที่จริงแล้ว   เราผู้เป็นเจ้าของจะต้องเพิ่มธาตุทั้ง  4   นั้น   ทุกวินาที  เช่น  

->  จะต้องสูดอากาศเพื่อธาตุลม  ถ้าไม่สูดอากาศเราก็ตาย

->  ต้องกินน้ำทุกวันเพื่อธาตุน้ำ  ถ้าเราไม่ดื่มน้ำเราก็ตาย

->  ต้องรับประทานอาหารเพื่อซ่อมแซมอวัยวะต่าง  ๆ   ซึ่งเป็นธาตุดิน  ถ้าไม่ทานอาหารเราก็ตาย  

->  เราต้องระวังร่างกายของเราให้มีไออุ่น  เมื่อไรร่างกายหมดไออุ่น   เมื่อนั้นร่างกายนี้ก็จะเย็นชืด   นั่นคือ   ความตาย



การพิจารณาอย่างนี้เรียกว่าสติกำหนดพิจารณากาย   หรือกายานุปัสสนา


สติกำหนดพิจารณาเวทนา   มีวิธีปฏิบัติย่อ  ๆ ดังนี้


พิจารณาให้เห็นความจริงในชีวิตประจำวันของเราว่า...


คราวใดเรามีความสุข   คราวนั้นความทุกข์และอุเบกขาจะไม่มี  

คราวใดเรามีความทุกข์   ความสุข   และอุเบกขา   จะไม่มี  

คราวใดเรามีความรู้สึกเฉย   (อุเบกขา)   คราวนั้นความสุข   และความทุกข์จะไม่มี  


เวทนาที่เกิดกับเราย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปอย่างนี้มิได้แน่นอน    ทั้งนี้เป็นเพราะเหตุปัจจัยของเวทนา  


เหตุที่จะให้เกิดเวทนาก็คือการสัมผัส  ระหว่างอายตนะภายใน  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ   กับอายตนะภายนอก  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัสทางกาย  และอารมณ์  เช่น...

เมื่อตาเห็นคนสวยก็มีความสุข   ถ้าพบคนที่เป็นศัตรูกันก็เป็นทุกข์  ดังนั้น   พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าผัสสะระหว่างอายตนะเป็นปัจจัยหรือต้นเหตุให้  เกิดเวทนาคือ   สุข  ทุกข์   และเฉย   ๆ



สติกำหนดพิจารณาจิต  มีวิธีปฏิบัติดังนี้


หมั่นพิจารณาจิตว่ามีกิเลส  เช่น ราคะ   โทสะ   เป็นต้นหรือไม่  เป็นการสำรวจจิตของตนอยู่เสมอและรู้ทันในขณะปัจจุบัน




สติกำหนดพิจารณาธรรม   มีวิธีปฏิบัตินี้


หมั่นพิจารณาธรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลว่ามีอยู่ในตนหรือไม่  ธรรมที่เป็นกุศล  เช่น   โพชฌงค์  7  ที่เป็นอกุศล    เช่น   นิวรณ์  5  ธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร   ดับไปอย่างไรให้รู้วิธีกำจัดหรือวิธีดับธรรมที่เป็นอกุศลและวิธีเจริญธรรมที่เป็นกุศล



สัมมัปปธาน  4



สัมมัปปธาน  แปลว่า   การทำความพยายามที่ถูกต้อง   หรือการทำความบากบั่นที่เป็นประโยชน์ผู้ที่จะทำความหมดจดทางจิตโดยวิธีสมถะและวิปัสสนาจะต้องมีพยายามอย่างยิ่งยวด   ต้องสละแม้แต่ชีวิต  ก็เมื่อเราต้องปฏิบัติกันอย่างจริงจังแล้วก็ต้องปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง  ถ้าปฏิบัติทางผิดก็เหนือเปล่า  ดังนั้น   พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติแนวทางบำเพ็ญสมาธิทั้ง  2   ประการนั้นไว้สำหรับผู้ต้องการ เรียกว่า   สัมมัปปธาน   สัมมัปปธานมี  4   ประการ   ดังต่อไปนี้



1.  พยายามละความชั่วที่เกิดขึ้นมาแล้ว   เช่น  ละความเกลียดคร้านที่เป็นนิสัย  ละความเห็นแก่ตัวที่เกิดเป็นนิสัยเสียให้หมด (ปหานปธาน)


2.  พยายามระวังไม่ให้ความชั่วที่ยังไม่เคยทำ   ไม่เคยพูด  และไม่เคยคิด  ให้เกิดขึ้น เพราะถ้าเราทำความชั่วครั้งแรกได้  การทำความชั่วครั้งที่  2  ก็จะตามมา  (สังวรปธาน)


3.  พยายามทำความดีที่เรายังไม่เคยทำเลยให้เกิดขึ้น  เช่น  การทำใจให้สงบที่ เรียกว่า   สมาธินี้เรายังไม่เคยทำก็พยายามฝึกหัดวันละเล็กวันละน้อย  (ภาวนาปธาน)


4.  พยายามรักษาความดีที่เราทำได้แล้วให้คงอยู่   และให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น  (อนุรักขนาปธาน)



อิทธิบาท 4



อิทธิบาท  แปลว่า  ทางเดินไปสู่ความสำเร็จ  เช่น  ถ้าเราต้องการบำเพ็ญสมาธิเพื่อความสงบใจ   เราต้องอาศัยข้อปฏิบัติที่เรียกว่าอิทธิบาทนี้   สมาธิของเราจึงจะสำเร็จ  อิทธิบาทมี   4   ประการคือ


1.  ความพอใจอย่างแรงกล้าในการทำสมาธิ   หรือทำความดีอื่น  ๆ  (ฉันทะ)

2.  ความพยายามอย่างแรงกล้าในการทำสมาธิหรือทำงานอื่น  ๆ   (วิริยะ)

3.  ความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการทำสมาธิ  หรือทำงานอื่น  ๆ  (จิตตะ)

4.  ระดมปัญญาอย่างเต็มที่ในการทำสมาธิ  หรือทำงานอื่น  ๆ  (วิมังสา)



อินทรีย์ 5



อินทรีย์  แปลว่า  ความเป็นใหญ่   โดยปกติมนุษย์เรามีคุณสมบัติ   หรือเครื่องมือสำหรับทำการงานประจำอยู่ในตัวทุกคน   ถ้าใครปลุกคุณสมบัติเหล่านั้นให้เข็มแข็ง   การงานต่าง  ๆ   ก็สำเร็จลงได้  คุณสมบัติดังกล่าวนั้นมี   5  ประการ  คือ


1.  ความเชื่อ   (ศรัทธา)

2.  ความเพียร  (วิริยะ)

3.  สติ  (สติ)

4. ทำใจให้นิ่ง  (สมาธิ)

5.  ความรู้  (ปัญญา)



ผู้ที่จะทำสมาธิจะต้องมีอินทรีย์  5  ประการ เป็นหลักปฏิบัติขั้นต้นจะต้องมีศรัทธาในพระพุทธเจ้า  ในพระธรรม   และพระสงฆ์  


เป็นการแน่นอนว่า   ผู้ที่ไม่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย   ย่อมจะไม่ได้สนใจการทำสมาธิ   เพราะฉะนั้น   ผู้ที่จะหาความสงบสุขจากสมาธิจึงต้องมีศรัทธาก่อน  


เมื่อมีศรัทธาแล้ว   ถ้าไม่ขยันทำสมาธิ   ผลก็ไม่เกิด  ฉะนั้น  จะต้องมีความเพียร   ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งแม้จะขยัน  แต่ถ้าไม่มีสติงานย่อมไม่บรรลุเป้าหมาย


ฉะนั้น   สติจึงต้องมีสำหรับทำสมาธิ  ในขณะที่ทำสมาธิ  ถ้าใจไม่สงบ ฟุ้งสร้านคิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้   การทำสมาธิก็จะไม่สำเร็จ  


ดังนั้น   เมื่อจะทำสมาธิจึงต้องประครองจิตให้นิ่ง   ความจำเป็นสุดท้ายของการทำการงานหรือทำสมาธิก็คือปัญญา  การทำงานหรือการทำสมาธิ  ถ้าไม่รู้ความจริงในรายละเอียดงานย่อมผิดพลาด  เหมือนคนทำงานในที่มืดย่อมทำไม่สะดวก   แต่ถ้าทำในที่สว่างย่อมทำสะดวก  และงานก็สำเร็จในที่สุด


ข้อควรสังเกตก็คือ  ศรัทธากับปัญญาต้องอาศัยกัน  


ถ้าใครมีศรัทธามากกว่าปัญญา  คนผู้นั้นจะเป็นคนงมงาย

แต่ถ้ามีปัญญามากกว่าศรัทธาคนนั้นก็จะเป็นคนมีความเห็นผิดมีสายตาสั้นจะเชื่อเฉพาะที่ตัวเห็น   ถ้าไม่เห็นจะไม่เชื่อ  


ดังนั้น  ในการใช้ชีวิตประจำวันควรมีศรัทธาและปัญญาเสมอกัน  คือ  มีศรัทธาที่ปัญญาประคอง   และมีปัญญาที่ศรัทธาชี้นำ  



พละ  5



ผู้ที่มีอินทรีย์  5  ประการ  ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  ถ้าพบอุปสรรคเล็กน้อย  คุณธรรมเหล่านั้นจะหายไป   เช่น  ถ้ามีศรัทธาในพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว  แต่พอมีใครมาพูดเป่าหูว่าเชื่อเรื่องเหลวไหลพระพุทธเจ้าที่ไหนกันพระพุทธเจ้าไม่มี  พอฟังคำพูดเพียงเท่านี้   ก็เลยหมดศรัทธาในพระพุทธเจ้าศรัทธาที่ล้มง่ายอย่างนี้เรียกว่า   ศรัทธาที่เป็นอินทรีย์


คุณธรรม  5   ประการ   คือ  ศรัทธา   ความเพียร   สติ  สมาธิ  และปัญญาที่มั่นคงสามารถปราบศัตรูของตนได้  เรียกว่า  พละ   ลักษณะของพละมีดังนี้   คือ...  


ศรัทธา   มีความเชื่ออย่างมั่นคงในพระรัตนตรัย   ไม่หวั่นไหวในเหตุที่จะไม่ให้เกิดศรัทธา    

ความเพียรเข้มแข็งไม่หวั่นไหวในเหตุให้เกิดความเกียดคร้าน  

สติมั่นคงไม่หวั่นไหวในเหตุที่ให้เกิดการหลงลืม  

สมาธิมีความมั่นคงไม่เอนเอียงไปในความฟุ้งสร้าน  

และปัญญามีความมั่นคงสามารถต่อสู้กับความหลงใหลในภาวะจอมปลอมได้


ข้อสังเกต  อินทรีย์กับพละ   มีหัวข้อธรรมอย่างเดียวกัน ที่ต่างกันก็คือ   ศรัทธา  ความเพียร  สติ  สมาธิ  และปัญญา   ที่มีกำลังน้อย  เรียกว่า  อินทรีย์  แต่ถ้ามีกำลังมาก  เรียกว่า  พละ


ชื่อยศทหารระดับนาย พล   โดยที่จริงแล้วก็นำเอาคำว่าพละนี้เองไปตั้ง  เพราะว่า  นายพลย่อมไม่หวั่นไหวในหน้าที่ปกครองลูกน้องของตน  ตนย่อมมีอำนาจเหนือลูกน้องทุกคน   ซึ่งก็เหมือนศรัทธา  ความเพียร   สติ   สมาธิ  และปัญญา  ที่เป็นพละไม่สะดุ้งต่อสภาวะที่เป็นข้าศึกของตนเหมือนกัน

 

โพชฌงค์   7


โพชฌงค์  แปลว่า   องค์คุณที่สนับสนุนให้ตรัสรู้  ผู้ปรารถนาจำจิตให้สงบด้วยสมาธิจะต้องอาศัยธรรม   7  ประการนี้   โพชฌงค์  7  ประการมีดังนี้


1. สติ

2. การค้นคว้าธรรม (ธัมมวิจยะ)

3. ความเพียร (วิริยะ)

4. ความอิ่มใจ   (ปิติ)

5. ความสงบกายใจ  (ปัสสัทธิ)

6. ความมีจิตมั่นคง  (สมาธิ)

7. การวางเฉย   (อุเบกขา)



สติ  ต้องใช้ตลอดเวลาในขณะที่ทำสมาธิ  หรือวิปัสสนา


->  เมื่อจิตเกิดท้อถอยในขณะทำสมาธิจะเป็นเพราะง่วงนอน  หรือเกลียดคร้านก็ตามในขณะนั้นต้องกำจัดความหดหู่ด้วยโพชฌงค์ทั้ง   3  คือ   การค้นคว้าธรรม   ความเพียร  และความอิ่มใจ



->  เมื่อจิตฟุ้งสร้าน   ต้องกำจัดความฟุ้งสร้างด้วยโพชฌงค์  3  คือ   ความสงบกายใจ  ความมีจิตมั่นคง  และการวางเฉย


->  เมื่อต้องการเจริญการค้นคว้าธรรมควรพิจารณาถึงการทำที่มีคุณและการทำที่มีโทษ เช่น  คิดว่าการทำลายชีวิตสัตว์เป็นโทษ   การมีชีวิตด้วยอาชีพโจรกรรมเป็นโทษ  การมีเมตตาเป็นคุณของชีวิต  การพิจารณาอย่างนี้เรียกว่าการค้นคว้าธรรม


->  เมื่อต้องการเจริญความเพียร  หรือต้องการให้เกิดกำลังใจในการทำสมาธิ  ควรพิจารณาว่า ในตัวเรานี้มีธาตุริเริ่ม   ธาตุบากบั่น   เราควรปลุกธาตุเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของเราการพิจารณาอย่างนี้เรียกว่า   เจริญความเพียร


->  เมื่อต้องการเจริญความอิ่มใจ  ควรพิจารณาถึงคุณพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์  เป็นต้น     ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเกิดความอิ่มใจ  นี่คือการเจริญปีติกำจัดความหดหู่


->  เมื่อต้องการเจริญความสงบกายสงบใจ  ควรปฏิบัติดังนี้  คือ  ทานอาหารที่ถูกใจ  เปลี่ยนอิริยาบถที่ถนัด  คบคนที่จิตใจมั่นคง


->  เมื่อต้องการความมีจิตมั่นคง   ควรเอาใจใส่ในนิมิตกสิณ    ทำจิตให้ร่าเริง  เป็นต้น


->  เมื่อต้องการเจริญอุเบกขา   ควรวางตนเป็นกลาง  และพยายามมองเห็นประโยชน์ของการวางจิตเป็นกลางนั้น



มรรคมีองค์   8



มรรค   แปลว่า   หนทาง  มรรคมีองค์  8  คือ  หลักปฏิบัติประจำวันของผู้มุ่งแสวงหาความพ้นทุกข์จากวัฏฏสงสาร   ลักษณะของมรรคมีองค์  8  เป็นหลักปฏิบัติสายกลาง  คือ  ไม่เอนไปข้างทุกกรกิริยาและไม่เอนไปข้างพัวพันทางกาย  มรรคมีองค์  8  มีดังนี้


1. มีความเห็นถูกต้อง     (สัมมาทิฏฐิ)

2. มีความคิดถูกต้อง    (สัมมาสังกัปปะ)

3. พูดจาดี                   (สัมมาวาจา)

4. ทำงานดี                (สัมมากัมมันตะ)

5. มีอาชีพสุจริต           (สัมมาอาชีวะ)

6. มีความพยายามดี     (สัมมาวายามะ)

7. มีสติถูกต้อง              (สัมมาสติ)

8. มีจิตมั่นคง               (สัมมาสมาธิ)


หลักปฏิบัติมรรคมีองค์  8

ดังได้กล่าวมาแล้วว่ามรรคมีองค์  8  คือ  หลักปฏิบัติประจำวันของคนทุกคน  สำหรับผู้มุ่งไปนิพพาน  ควรทราบหลักการปฏิบัติมรรคมีองค์  8  ดังต่อไปนี้


หลักที่ว่ามีความเห็นถูกนั้น
 หมายถึง  พยายามพิจารณาให้เห็นจริงในหลัก  4  ประการ  คือ


1. เห็นชีวิตเป็นทุกข์    (ทุกขา)

2.  เห็นเหตุให้เกิดทุกข์  (สมุทัย)

3.  เห็นคุณของการดับทุกข์   (นิโรธ)

4.  เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติในมรรคมีองค์  8  



หลักที่ 2
  ผู้ปฏิบัติเมื่อคิดอะไรก็ตาม  จะต้องคิดในหลักเป็นธรรม   3  ประการ   คือ


1. ต้องคิดปลีกตนออกจากกาม

2. ต้องไม่คิดอาฆาตพยาบาทใคร

3. ต้องไม่คิดเบียดเบียนคนอื่น



หลักที่  3
ผู้ปฏิบัติต้องพูดจาประกอบด้วยลักษณะ  4   ประการ คือ


1. ไม่พูดเท็จ

2. ไม่พูดส่อเสียด

3. ไม่พูดคำหยาบ

4. ไม่พูดเพ้อเจ้อ



หลักที่  4
 ผู้ปฏิบัติจะต้องมีพฤติกรรมที่ดี  3  ประการคือ


1. ไม่ฆ่าสัตว์

2. ไม่ลักทรัพย์

3. ไม่เสพกาม



หลักที่  5
 ผู้ปฏิบัติจะต้องมีอาชีพสุจริต  อาชีพสุจริต  คือ  อาชีพไม่ผิดศีลธรรม  ไม่ผิด
กฎหมาย



หลักที่  6
 ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความพยายามดี  ลักษณะของความพยายามดี  เหมือนที่กล่าวไว้ในสัมมปธาน  4



หลักที่  7
 ผู้ปฏิบัติจะต้องพยายามระลึกในทางที่ถูกต้อง  ลักษณะของการระลึกถูกต้อง   คือ  ระลึกในสติปัฏฐาน   4  ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว



หลักที่  8
 ผู้ปฏิบัติต้องมีจิตมั่นคงเป็นสมาธิ



ตามที่กล่าวมานี้
 คือ   หลักการปฏิบัติในมรรคมีองค์  8  มรรคทั้ง  8  ประการนี้  สรุปลงได้  3  ประการ คือ


1.  สรุปลงในศีล   คือ  พูดดี  ทำดี   อาชีพสุจริต


2.  สรุปลงในสมาธิ  คือ   พยายามดี  มีสติถูกต้อง  และมีสมาธิ


3.  สรุปลงในปัญญา  คือ   มีความเห็นชอบ  และมีความคิดชอบ



ในโพธิปักขิยธรรม  37  ประการ  นี้
มีธรรมอยู่  7  หมวด  คือ  สติปัฏฐาน   4 , สัมมปะธาน  4 , อิทธิบาท  4 , อินทรีย์  5  , พละ 5  , โพชฌงค์  7  และมรรคมีองค์  8  ผู้ประสงค์จะทำสมาธิต้องยึดหลักปฏิบัติธรรม  37  ประการนี้   จึงจะสำเร็จสมประสงค์


-->> 1.สมาธิเป็นชื่อของวิธีการชำระจิตให้ปลอดจากกิเลส  จนจิต  มีอารมณ์แน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวดังนั้น   สมาธิจึงมีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างกลาง


-->> 2.  สมาธิ  มี   2  ประเภท  คือ

2.1  สมถกัมมัฏฐาน

2.2  วิปัสสนากัมมัฏฐาน


-->> 3.  อารมณ์กัมมัฏฐาน  แต่ละประเภท

3.1  สมถกัมมัฏฐาน   มีอารมณ์   40

3.2  วิปัสสนากัมมัฏฐาน  มีอารมณ์   6




**************************************************************************

ข้อมูลในการเรียบเรียง  :  หนังสือหลักพุทธศาสนา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมาธิ – บริกรรมนิมิต – บริกรรมภาวนา

คำสำคัญ (Tags)#พุทธศาสนา#หลักธรรม#ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส#ปราชญ์ขยะ#คุณสมถะ

หมายเลขบันทึก: 215498, เขียน: 10 Oct 2008 @ 13:03 (), แก้ไข: 23 Jun 2012 @ 05:06 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)