จากการได้เข้าชั้นเรียน และเข้าสัมนาที่หลักสูตร Mind, Brain, and Education ที่ มหาวิทยาลัย Harvard ทำให้พบข้อสังเกตมากมาย

เริ่มจากข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักสูตร/คณะ

หลักสูตรนี้เป็นหนึ่งในหลายหลักสูตรของบัณฑิตวิทยาลัยด้านครุศาสตร์ เปิดสอนเฉพาะปริญญาโท เป็นหลักสูตรหนึ่งปี ไม่ทำวิทยานิพนธ์ ทำแต่สารนิพนธ์ รับนักเรียนปีหนึ่ง 30-50 คน เจตนารมณ์ของหลักสูตรเพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในการเรียนการสอนของครุศาสตร์ นักศึกษาที่จบไปจะได้ไปเป็นครูรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้ด้านพัฒนาการสมอง เพื่อเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก เพราะในปัจจุบันวิทยาการก้าวหน้าจนทำให้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับพัฒนาสมองมนุษย์มาก คนที่ทำงานด้านเด็ก ทั้งครู ผู้ดูแลเด็กต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ โดยเน้นองค์ความรู้ด้านพัฒนาการสมองมาประยุกต์ใช้กับสังคม และวัฒนธรรม มิติต่างๆ  เนื่องจากปีหนึ่งเขาผลิตนักศึกษาได้มาก ปัจจุบันหลักสูตรจึงเติบโตเร็วทั้ง ๆ ที่เพิ่งดำเนินการเรียนการสอนมาได้ 6รุ่นเอง ว่าไปแล้วเท่ากับที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มีนักศึกษาปริญญาโทด้านพัฒนาการมนุษย์มา 6รุ่นเช่นเดียวกัน ! คณะไม่ร่ำรวยเหมือนคณะอื่น ๆ(ไม่มีนักศึกษาปริญญาตรี) เป็นเพราะนักศึกษาที่จบไปมักจะไปอยู่ในส่วนงานไม่แสวงกำไร แต่ท่านประธานหลักสูตรกล่าวว่า เราต้องไม่เน้นกำไรที่เป็นตัวเงิน แต่เน้นคุณภาพของนักศึกษาในการออกไปปฏิบัติงานหลังจบการศึกษา เมื่อมีคุณภาพจริง ๆ เดี๋ยวแหล่งเงินจะมาเอง แต่ท่านก็ทำวิจัยมาก เพื่อมาเป็นทุนให้ลูกศิษย์ และคณะนั่นเอง

ข้อสังเกตเกี่ยวกับอาจารย์ผู้สอน/การเรียนการสอน

มีอาจารย์ประจำหลักสูตรไม่มาก ใช้วิธีใช้ทรัพยากรร่วมกับคณะอื่น เชิญอาจารย์จากต่างคณะ และต่างมหาวิทยาลัยมาสอน มีเลขานุการภาค 1 คน ทำสารพัดเรื่อง แม้นักศึกษามากแต่ใช้ระบบ online เพื่อลดขั้นตอน อาจารย์ที่สอนจะประกอบด้วยอาจารย์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์(Neuroscience) กุมารแพทย์ จิตแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และอาจารย์ที่เรียนจบครูวิทยาศาสตร์ สำหรับวิชาด้านบริหาร สังคม วัฒนธรรมให้ไปเรียนต่างคณะเอา

อาจารย์ที่นี่ทุ่มเทมาก มีบุคลิกภาพ active ตื่นตัวตลอดเวลา ไม่ปล่อยเวลาไร้สาระ สอนเก่ง เวลาสอนในชั้นเรียนใช้เวลาประมาณ1 ชั่วโมงเอง เป็นการบรรยายสรุป และซัก ถาม นักเรียนต้องไปอ่านหนังสือมาก่อนเข้าเรียน อีกหนึ่งชั่วโมงแยกย้ายเข้าห้องสัมนา เลือกเอาตามหัวข้อที่เราสนใจ เมื่อเข้ามาสัมนา อาจารย์จะถามว่าวันนี้ใครอยากคุยเรื่องอะไรบ้าง พอนักเรียนพูด อาจารย์จะจดประเด็นของทุกคน และรวมที่คล้ายกันมาไว้ด้วยกัน และเริ่มจุดประเด็น ให้ช่วยกันอภิปราย โดยอาจารย์จะช่วยเสริมถึง บทความหรือหนังสือที่ต้องไปอ่านเพิ่มเติมในประเด็นนั้น ๆ ถ้าอาจารย์ไม่ทราบก็บอกไม่ทราบ ไม่อาย ไม่วางฟอร์ม ไม่มีประเภทโง่อวดฉลาด! สรุปว่าทุกคนเข้าห้องสัมนาอย่างมีความหมาย ไม่ตกประเด็นจริง ๆ

เวลาเลิกชั้นตรงเวลาเป๊ะ แต่นักเรียนสามารถนัดพบเพื่อหารือต่อได้เลย ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยด้วยทำให้ทราบว่าอาจารย์ต้องมีหน้าที่ทำให้นักเรียนรู้สึกสบาย ปลดปล่อยความรู้สึก ความคิดอ่านออกมาในขณะอยู่ในห้องเรียน เพื่อเราจะได้รู้ว่าเขามีความสามารถแค่ไหน จะก้าวต่อไปไหวไหม ถ้าไม่ไหว จะได้แนะนำที่เหมาะสมกับเขา ไม่ใช่ไล่ออก แต่เป็นการแนะนำที่ใหม่ที่เขาจะได้ไม่อึดอัดและเบื่อหน่าย เป็นการรักษามาตรฐานของอาจารย์ และสถาบัน ไม่ใช่อุ้มนักเรียนจนตัวนักเรียนไม่ได้พัฒนาเลย อย่างนี้นักเรียนก็เสีย อาจารย์ก็เสียสุดท้าย จะเสียมาตรฐานของ HARVARD อืมห์ อันนี้น่าคิด และนำไปใช้ได้กับหลายเรื่อง เรื่องรักษามาตรฐานนี่สำคัญนะคะ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับนนักเรียน/การเรียนการสอน

แต่ละรายวิชาจะเรียน 2 ชั่วโมง เรียนรวมในห้องประมาณ 1 ชั่วโมง อีกหนึ่งชั่วโมงแยกย้ายไปสัมนาและได้ใช้ห้วข้อความรู้นี้ทันที ทุกหัวข้อจะมีนักเรียนที่เป็นผู้ช่วยสอน จะเข้ามาก่อนเวลา มาเตรียมพวกอุปกรณ์ ร่วมกับช่างเทคนิค เพราะเขาจะรู้ว่าวันนี้อาจารย์ผู้สอนจะต้องการอุปกรณ์ใดบ้าง มีการทดสอบไมค์เองด้วย ทดสอบ slide ที่เขาร่วมทำกับอาจารย์ และก่อนเริ่มเรียนเขาจะต้องเป็นคนเกริ่นนำหัวข้อนี้ และชวนซัก ถามประมาณ 5- 10 นาที จากนั้นส่งต่อให้อาจารย์ผู้สอนทำการสอน ก่อนเลิกชั้นประมาณ 10-15 นาที อาจารย์จะให้เขาสรุปบทเรียนและเปิดอภิปราย เขาจะสรุปและเริ่มเปิดประเด็น แต่ในระหว่างเรียนนักเรียนก็สามารถยกมือใต่ถามตามสบาย นักเรียนปริญญาโท ส่วนใหญ่จะทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องแล้วถึงมาเรียนจึงมีประเด็นเยอะ มีน้อยมากที่จบปริญญาตรีแล้วเรียนเลย เด็กที่นี่ขยันมาก อ่านหนังสือเยอะ เพราะครูให้อ่านมากมายจริง ๆ โต๊ะเรียนจะมีปลั๊กไฟพร้อมให้นักเรียนเอาคอมพิวเตอร์ของตัวเองออกมาโนต และ ค้นคว้าอินเตอร์เนตได้สะดวกสะบาย กาแฟ ขนมนมเนย ใครใคร่กินไปเรียนไปไม่เป็นไร เมื่อเข้านั่งเรียนปุ๊บทุกคนจะวางป้ายชื่อตัวเองปั๊บ เพื่อเวลายกมือแล้วอาจารย์หันมาจะได้เรียกชื่อถูก (น่าเลียนแบบ กรณีนักศึกษาเยอะจำชื่อนักศึกษาไม่ได้) โต๊ะเรียนจัดเป็นครึ่งวงกลม และไล่ระดับเพื่อไม่บังกัน นักเรียนที่นี่แย่งกันอภิปรายมาก เข้าเรียนตรงเวลาเป๊ะ ไม่ขาดเรียน

ข้อสังเกตเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ/การเรียนการสอน

ที่คณะจะมีห้องสมุดของคณะใหญ่มาก มีหนังสือให้ค้นคว้าเยอะ เปิดให้บริการทุกวัน เพียงแต่วันอาทิตย์จะเปิดสาย(12.00 น) ที่หน้าห้องสมุด และบริเวณรอบ ๆ คณะจะมีโต๊ะ เก้าอี้มากมายวางอย่างเป็นระเบียบ สะอาด ต้นไม้ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับสวยงามน่านั่งเล่น ไม่ว่านั่งตรงไหนก็สามารถเข้าอินเตอร์เนต wi fi สะดวกมาก

ในมหาวิทยาลัยแต่ละคณะจะมีห้องสมุดใหญ่ ๆ หนังสือมาก มีจุดนั่งเล่นมาก ร้านค้าร้านอาหาร ภัตตาคาร(เยอะไปหน่อย) ที่ไม่ดีคือรถจอดเกะกะเต็มข้างทาง (มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายาสวยกว่า)

สหกรณ์ของมหาวิทยาลัย (The Coop) มี 3 ชั้น ชั้นที่1 เป็นพวกเสื้อผ้า และของที่ระลึก ชั้น2 เป็นสมุด แฟ้ม กระดาษ กระเป๋า อุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน ที่ชั้น3นี่ละดิฉันชอบ ชั้น3นี้ขายหนังสือ แต่เขาจัดเป็นระเบียบดีมาก โดยแยกเป็นคณะ พอมาที่คณะตัวเองก็ดูหมวดรายวิชา เช่น HT100 ก็มีลอคของวิชานี้ จะรวมหนังสือที่ต้องใช้อ่านใช้เรียนของวิชานี้ทั้งหมด มีแบบหนังสือใช้แล้วแต่สภาพยังดีก็ถูกหน่อย ถ้าเล่มใหม่เอี่ยมก็ราคาตามหน้าปก อยากซื้อแบบไหนเลือกเอา ดิฉันก็ดูแบบใช้แล้วมาประหยัดตังค์

นอกรั้วมหาวิทยาลัยในเมือง Cambridge นี้มีร้านหนังสือหลายร้าน เป็นร้านที่เรียกว่าหนังสือมือสองโดยเฉพาะก็มี ที่สำคัญมีโรงพยาบาลเม้าทน์ออเบิร์น (Mount Auburn Hospital) ซึ่งเป็นที่ประสูตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้วย วันหยุดนี้ดิฉันตั้งจะไปเที่ยวเพราะอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก พอเดินได้เหงื่อจะได้ไม่หนาวช่วงนี้อุณหภูมิยามเช้าประมาณ 4-6 องศาเอง