สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ชาวblog ตอนนี้มาอยูที่เมือง Cambridge รัฐ Massachusetts สหรัฐอเมริกาแล้วค่ะ การเดินทางมา ลปรร ครั้งนี้มีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาแบ่งปันเพื่อย้ำว่า”ทำดีไม่สูญเปล่า” นะคะ
เมื่อปีที่แล้วที่แล้วดิฉันถูกทีมงานของคุณปู วันชัย บุญประชา ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวเชิญไปบรรยายให้กับครู ผู้ปกครองของโรงเรียนบุญวาทย์ จังหวัดลำปาง เรื่อง หน้าต่างแห่งโอกาส การพัฒนาสมองเด็ก (ทั้ง ๆ ที่ยุ่งมาก ไม่อยากรับเลย แต่เกรงใจ คุณปู และทีมงาน แต่เห็นทีมเป็นจิตอาสาทั้งนั้น จึงรับเชิญ และทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เป็นไงเป็นกัน งานยุ่งแค่ไหนไว้กลับมาค่อยว่ากัน) มาคั้งนี้ทำให้ได้รู้จักกับ ผู้อำนวยการโรงเรียนคือ อาจารย์เบญจวรรณ ท่านต้อนรับดิฉันดีมาก และท่านได้ปรึกษาเรื่องหลานสาวของท่าน ซึ่งกำลังเรียนยู่แพทยศาสตร์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยปีที่ 4 แต่ไม่อยากเรียนต่อแล้ว อยากเรียนทางด้านสมอง เป็นอย่างหนูดี หรือเป็นอย่างดิฉันก็ได้ แต่ไม่ทำแลปมาก ไม่ต้องลงลึกแบบดิฉัน จะมีไหม ดิฉันก็ให้เบอร์โทรศัพท์ไป เพื่อจะได้คุยกัน หลังจากนั้นน้องเขาก็โทรศัพท์มาคุยเรื่อยๆ จนแน่ใจว่าไม่อยากเป็นหมอแล้ว ดิฉันจึงขวนขวายหาทุนเรียนโท-เอก โดยส่งไปให้ศาสตราจารย์ปิยะรัตน์ โกวิตรพงศ์ เพื่อเป็นนักเรียนทุนกาญจนาภิเษกของอาจารย์ เพราะน้องเข้าข่ายทุนเพราะเกรดเฉลี่ย 3.8 หลังจากนั้นน้องก็เงียบไป ต่อมาปีนี้ดิฉันถูกหลักสูตร Mind, Brain, and Education ที่มหาวิทยาลัย HARVARD โดยผู้อำนวยการและประธานหลักสูตรคือ Prof. Kurt Fischer เชิญให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระยะเวลา 10 สัปดาห์ เพื่อให้ดิฉันตั้งหลักว่าจะเป็น Neuro-Educator จริงหรือไม่ เนื่องจากปีหน้าจะต้องมารับทุนที่เขาเป็นเวลา ปีครึ่ง ถ้าไม่ชอบจะได้กลับตัวทัน ไม่เสียเวลาทั้งคู่ ดิฉัรับคำเชิญ โดยได้รับแรงบันดาลใจนี้จากท่านศาสตราจารย์วิจารณ์ พานิช อาจารย์วิจารณ์มีวิธีส่งเสริม กระตุกกระตุ้น และอำนวยดิฉันเท่าที่อาจารย์จะทำได้(กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ)
ก่อนจะมามหาวิทยาลัย HARVARD ดิฉันก็ต้องเตรียมตัวติดต่อเรื่องที่พัก เริ่มจากคุณหมอทรงเกียรติ ปิยะกะ ผู้ก่อตั้งหลักสูตรวิทยาการเสพติด บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านไม่ได้ทำงานที่เมืองไทย ท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการเสพติด และเป็นจิตแพทย์ ที่โรงพยาบาลหลายแห่งใน สหรัฐอเมริกา ดิฉันจำได้เพียงที่เดียวคือโรงพยาบาล Mac Neal Memorial คุณหมอทรงเกียรติท่านให้ความกรุณาดิฉันมาก ทั้ง ๆ ที่โดยส่วนตัวไม่รู้จักใกล้ชิดกันเพียงแต่ดิฉันก็เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาการเสพติดเท่านั้น ท่านติดต่อให้ลูกชายท่านและลูกสะไภ้ ซึ่งเคยอยู่มหาวิทยาลัย HARVARD หาที่พักให้ นอกจากนั้นดิฉันเองก็ติดต่อผ่านน้องนิธิพัฒน์ พลชัย ซึ่งเป็นเด็กไทยที่เคยได้รับเหรียญฟิสิกส์โอลิมปิก และปัจจุบันได้รับทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) มาเรียน ตรี-โท-เอก ที่มหาวิทยาลัย HARVARD ให้ติดต่อที่พักให้ น้องนิธิพัฒน์น่ารักมากเลย ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน และขณะนี้น้องก็ไปทำแลปอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง แต่น้องก็ช่วยส่งข่าวไปยังเพื่อน ๆ ที่ MIT และ HARVARD ให้ช่วย ๆ กัน ดิฉันซึ้งในน้ำใจของทุก ๆ คนจริง ๆ และวันหนึ่งก่อนเดินทางมาดิฉันก็ได้รับ e mail จากน้องคนหนึ่งชื่อ ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล ซึ่งเป็นหลานของอาจารย์เบญจวรรณ ที่ดิฉันเคยหาทุนให้เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับจดหมายส่งต่อจากนิธิพัฒน์เรื่องช่วยกันหาที่พักให้อาจารย์จึงรู้ว่าเป็นอาจารย์เหม่ง ตอนนี้น้องเขาเรียนอยู่ที่หลักสูตรเดียวกับที่ดิฉันจะไป ลปรร (มิน่าล่ะหายเงียบไปจากเมืองไทย) และที่สำคัญ Prof. Kurt Fischerก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาน้องเขาด้วย และนี่เองทุกอย่างเรื่องที่พัก การเข้าพบเลขานุการภาค ตลอดจนเข้าพบประธานหลักสูตรเรียบร้อยเป็นอย่างดี
ขอต่อเรื่องวันที่มาถึงอเมริกา ดิฉันออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเช้าวันพฤหัสบดี โดยสายการบิน UNITED AIRLINES (UA) เครื่องออกเวลา 06.50 น สามีกับลูกสาวมาส่งตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ร่ำลา กอดลูกแล้วแยกกัน (ทั้งน้ำตา) เป็นครั้งแรกที่ต้องห่างกันนานขนาดนี้ เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิมาเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนาริตะ ญี่ปุ่น สะดวกดีมากเพราะต่อสายการบินเดิมคือ UA ไม่ต้องเอาประเป๋ามาเช็คใหม่ไปรับกระเป๋าทีเดียวตอนเข้าอเมริกา จากนาริตะมาถึงสนามบินซานฟรานซิสโก 9.30 เช้าของอีกวัน ทุกท่านที่เคยมาอเมริกาจะทราบดีว่าที่นี่ต้องถอดรองเท้า เข็มขัด เสื้อนอก ผู้หญิงแนะนำว่าอย่าใส่สายเดี่ยว หรือเกาะอกจะโป๊ คอมพิวเตอร์ Note book เอาออกด้วย ดิฉันก็ผ่านเอกซ์เรย์ด้วยดี รับกระเป๋าและไปเช็คอินต่อภายในประเทศไปลงสนามบินโลแกน เมืองบอสตัน ถึงบอสตันเวลาเกือบสามทุ่ม เรียกแท๊กซี่สนามบินให้ไปส่งเมือง Cambridge ตามที่อยู่ แท๊กซี่ก็ใจดีมาก โทรศัพท์ไปหาเจ้าของบ้านให้เปิดประตูรับด้วยเพราะดึกแล้ว ปรากฏว่าเจ้าของบ้านออกไปธุระ กำลังเดินทางกลับ ขอให้ส่งดิฉันที่ร้าน DUNKIN’DONUT แล้วอีก 45 นาทีจะมารับเอง แต่ถ้าประสงค์เข้าบ้านเลยก็ได้ลูกสาวเขาอยู่ เมื่อถึงร้านโดนัท แท๊กซี่ก็บอกให้รอในรถ จะลงไปคุยกับทางร้านก่อนว่าสะดวกไหม ปลอดภัยไหม ระหว่างที่เขาลงไปคุยดิฉันเริ่มใจไม่ดี ก็เมืองไทยมีแต่เรื่องราวเกี่ยวกับแท๊กซี่และผู้โดยสารไม่ดี ดิฉันเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ แต่ยังทำหน้าใจดีสู้เสือ และพยายามสงบ สักครู่แทกซี่บอกว่า รอที่ร้านนี้ได้ ปลอดภัย เขาช่วยเอากระเป๋าสัมภาระลง และสั่งกาแฟ กับขนมโดนัทให้ดิฉันทานระหว่างรอ และจดเบอร์โทรศัพท์ให้ดิฉันและบอกว่าถ้ามีอะไรให้โทรศัพท์ตามเขาได้เลย โอ้ ไม่น่าเชื่อ แทกซี่แบบนี้ก็มี อึ้งไปเลย(สวดมนต์ในใจ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์) นั่งรอก็คุยกับเด็กขายหน้าร้านเป็นอินเดีย อพยพหนีความยากจนมาอยูที่นี่ได้เกือบสิบปีแล้ว ไม่ได้เรียนต่ออะไรไม่มีเงินเรียน สักครู่เจ้าของบ้านที่ดิฉันจะไปพักก็มารับตามเวลาเป๊ะ เป็นผู้หญิงอายุเท่าคุณแม่ดิฉันเลย เขาสวมกอดทันที และขอโทษพอดีมีธุระ จากนั้นก็ขับไปยังบ้านแต่ไม่ยอมเข้าบ้านพาทัวร์มหาวิทยาลัยยามค่ำคืน ที่นี่แม้ดึกแล้วนักศึกษายังอยู่กันเต็มไปหมด ถนนหนทางก็สว่าง รถเมล์วิ่งตลอดตามกำหนดเวลาของแต่ละสาย เจ้าของบ้านขับรถพาดูเส้นทางที่ดิฉันต้องใช้ พาดูคณะที่ดิฉันต้องมา พาดูร้านต่างๆ ที่ดิฉันอาจจะต้องเข้าซื้อของกินของใช้ ดูห้องสมุดแม้ว่าจะปิดแล้ว ธนาคาร สวนสาธารณะ บริเวณที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย และพาดูโบสถ์ ถึง 2 โบสถ์ เพราะคิดว่าดิฉันเป็นคาธอลิก จากนั้นเข้าบ้าน ที่บ้านนี้มีอายุ 100ปีกว่าแล้ว ผ่านคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า มีสามชั้น ชั้นล่างเจ้าของอยู่กับครอบครัวสามี ลูกสาวฝาแฝด สามคนอายุ30ปีแล้ว ชั้นสองเป็นห้องของอาจารย์คณะวิศวะเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยจากสเปน มาทำวิจัยที่ HARVARD และMIT (สามีเจ้าของบ้านก็จบ MIT) ชั้นสามจะมี 4 ห้องเรียก North เป็นอาจารย์จากสเปนเช่นกันเพื่อนของอาจารย์ที่ชั้นสอง ห้องWest เป็นอาจารย์จากอินเดีย (ตั้งแต่มายังไม่เจอกันเลย เขาออกแต่เช้ากลับมาดึก) ห้องEast เป็นอาจารย์จากเยอรมันอยู่กับครอบครัวไม่มีลูก และห้อง South ดิฉันอยู่เอง (ตรงข้ามห้องน้ำพอดี) ที่นี่สะอาด ปลอดภัย บ้านมีประตู 2ชั้นเปิดเข้ามาจะเจอประตูอีกสองบาน บานทางด้านซ้ายมือเข้าบ้านชั้นหนึ่งของเจ้าของ และอีกประตูขึ้นบรรไดชั้นสองและสาม คนในออกได้แต่คนนอกต้องมีกุญแจจึงจะไขเข้ามาได้ ทุกคนที่นี่อยู่กับแบบตัวใครตัวมัน แต่เคารพสิทธิของคนอื่นจะไม่ทำของหกเลอะเทอะ ไม่เสียงดัง ไม่มีปาร์ตี้ ไม่สูบบุหรี่ และห้ามรับแขกข้ามคืนยกเว้นญาติ อ้อ ค่าเช่าห้องสัปดาห์ละ 220 เหรียญ รวมค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เนต ดิฉันอยู่ 10 สัปดาห์เลยได้rate ลดลงเป็น 200 เหรียญต่อสัปดาห์
ที่เล่ามาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าดิฉันได้รับความสะดวก และปลอดภัยเป็นอย่างดีไม่มีอันตรายใดเลยเพราะพระคุ้มครองจริง ๆ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เอ่ยนาม และอยากให้พวกเราทุกคนเชื่อว่า ทำดีไม่สูญเปล่า ไปไหนตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ต่อให้ชีวิตโดนมรสุมสักเพียงใด ถ้าเรามั่นคง จิตมั่น คิดดี ทำดี เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่สาธารณะแล้ว ชีวิตเราต้องได้ดีในสักวัน ดังเพลงของคุณเรวัต พุทธินันทน์
“คงจะมีสักวัน คงเป็นวัน ที่ชื่นใจ คงจะมีสักวัน คงเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ อยู่บนทางที่เธอ เคยหวั่น
แต่เป็นวันที่คอยเธออยู่ไม่ไกลหาก ใจ ท้อ ขอจงอดทน หนทางที่เดินไป เหนื่อย เพียง ไหน
ไม่กลัวสิ่งใด ก้าวไป ให้มั่น คง
คงจะมีสักวันคงเป็นวัน ที่ชื่นใจ คงจะมีสักวัน คงเป็นวัน ที่ยิ่งใหญ่”
ขอบคุณ คุณ naree ค่ะ ตอนนี้ไปเที่ยวถึงไหนแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มีคนดีคนเลวปนกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเจอประเภทดีหรือเลว