ให้นิสิตทุกคนเขียนหัวข้อของการศึกษาของตนเอง วิธีการศึกษา และผลการศึกษา ลงไปในช่องความคิดเห็นข้างล่างนี้
หัวข้อ วาทกรรมการทำแท้ง : ศึกษาจากวรรณกรรมเรื่อง "ก้อนเนื้อ"
การศึกษานี้เป็นการศึกษาประเด็นวาทกรรมการทำแท้งผ่านวรรณกรรมเรื่อง "ก้อนเนื้อ" ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงของผู้หญิงคนหนึ่ง โดยเป็นการเล่าถึงการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงชีวิตไปจนถึงวาระสุดท้าย ซึ่งการใช้ชีวิตของเธอได้ถูกให้ความหมายว่าเป็นการใช้ชีวิตที่ "ผิดพลาด" ในวรรณกรรมมีการพูดถึงประเด็นการทำแท้ง ผู้ศึกษาจึงได้อาศัยวรรณกรรมเล่มนี้ในการนำมาวิเคราะห์เกี่ยวกับวาทกรรมการทำแท้ง
วิธีการศึกษา
ศึกษาโดยวิเคราะห์ตัวบทในวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงวาทกรรมการทำแท้ง แล้วนำเสนอด้วยการพรรณนาวิเคราะห์
ผลการศึกษา
จากการศึกษาพบว่า ผู้เขียนวรรณกรรมรวมถึงผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวยังมีแนวคิดอยู่ภายใต้วาทกรรมการทำแท้งของสังคม นั่นคือแนวคิดเรื่องบาปบุญคุณโทษในศาสนาพุทธ ซึ่งมองว่าการทำแท้งเป็นการฆ่าชีวิต และเป็นการทำบาปอย่างร้ายแรง โดยพยายามสะท้อนให้เห็นว่าการทำแท้งของผู้หญิงในวรรณกรรมเป็นการทำบาป และเป็นผลให้เธอต้องได้รับผลกรรมในรูปแบบต่างๆ จากการทำแท้งนั้น นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงไม่สามารถหลุดจากวาทกรรมหลักของสังคมในการมองเรื่องการทำแท้งได้ แม้จะมีความพยายามที่จะออกนอกกรอบอย่างไร แต่ในท้ายที่สุดตัวตนของผู้หญิงก็ยังคงถูกกำหนดโดยวัฒนธรรม เนื่องจากวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานและยังทรงอิทธิอยู่อย่างมากต่อคนในสังคม
ขอบคุณนะคะ
รวดเร็วทันใจ
หัวข้องานวิจัย : ปัจจัยที่ส่งผลให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต
ของนิสิตวิทยาลัยการเมืองการปกครองมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
วิธีการศึกษา : จะทำการศึกษาโดยศึกษาจากจำนวนนิสิตที่มีรูปแบบพฤติกรรมที่มีผลต่อการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย วิเคราะห์และนำแนวคิดทฤษฎีมาอธิบายถึงปัจจัยที่ส่งผลให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
ผลการศึกษา : จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีส่วนทำให้โทรศัพท์มือถือกลาย เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตมีดังนี้
1. ความเป็นสมัยใหม่
ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลก การสื่อสารก็เกิดขึ้นตามมาด้วย การสื่อสารช่วยให้มนุษย์ มีความเข้าใจ ในสิ่งที่จะสื่อออกมา วิวัฒนาการของการสื่อสารก็มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เช่น จากจดหมาย มาเป็นโทรเลข และในปัจจุบันคือโทรศัพท์
2. รองรับความต้องการที่หลากหลาย
สำหรับการพกพาอุปกรณ์ต่างๆไปไหนมาไหน อาจกลายเป็นความยากลำบากในการขนย้าย ถ้าบางที อุปกรณ์บางอย่างมีหนาดใหญ่ไม่สะดวกในการเคลื่อนที่ เช่น ทีวี วิทยุเทปซีดี กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้สร้างอุปกรณ์ชนิดหนึ่งนั่นคือ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ชนิดนี้ได้รวบรวมเอาความสามารถของ อุปกรณ์ต่างๆที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น มารวบรวมอยู่ในเครื่องเดียว
3.แรงกระตุ้นจากแหล่งโฆษณา
การเชิญชวนนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ การโฆษณาถือว่ามีพลังอำนาจมากในการทำให้มนุษย์หวั่นไหว ต่อคำพูด หรือรูปภาพที่ได้เห็นผ่านการโฆษณา การวางสัญลักษณ์หรือความหมายของสิ่งของที่ผู้โฆษณาได้กำหนดขึ้นนั้น สามารถกระตุ้นความต้องการของมนุษย์ได้ดี
4.แฟชั่น ความสวยงาม
ความสวยงาม เป็นสิ่งที่คนทุกคนปรารถนา ความดูดีดูเด่น ทำให้มนุษย์ต้องกระทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้ได้สิ่งนี้มา สังคมหรือกลุ่มคนเป็นตัวกำหนดคำว่าแฟชั่น คือไม่ใช่ว่าใครก็ได้เป็นผู้กำหนด แต่จะต้องมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้กำหนด และสร้างสิ่งที่เรียกว่าแฟชั่น เช่นแฟชั่นการใส่ชุดนิสิตรัดรูป ถ้าใส่คนเดียวไม่สามารถเรียกว่าแฟชั่น แต่ถ้าใส่กันเป็นกลุ่ม และมีการกระจายตัวและเพิ่มจำนวนขึ้น แบบนี้แล้วจึงสามารถเรียกแฟชั่นได้ ซึ่งช่วงเวลาที่มีการเพิ่มจำนวนขึ้นนั้น เรียกว่ากระแส หรือกระแสความนิยมนั่นเอง
5. การได้รับการยอมรับจากสังคม
วัยรุ่นกำลังแสวงหาตัวตน เอกลักษณ์ ตลอดจนแสวงหาการยอมรับจากสังคม โทรศัพท์มือถือจึงถูกใช้เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในการแสดงตัวตน หรือแสดงเอกลักษณ์กลุ่มของพวกเขา การได้รับการยอมรับจากสังคม มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องของแฟชั่นมาก เพราะการที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมจำเป็นที่จะต้องมีแฟชั่น ซึ่งเมื่อคนในสังคมมองเห็นแล้ว คนในสังคมก็จะยอมรับว่า คนเหล่านี้สามรถอยู่ในสังคมเดียวกับเขาได้ ดังนั้นคนพวกนี้จึงต้องซื้อมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด ดีที่สุดมาไว้ประดับกาย และก็มักนิยมโชว์โทรศัพท์มือถือของตนเองทุกที่ พอนั่งได้สักพักก็มักจะหยับโทรศัพท์ออกมาเล่น ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเลย
6. เพื่อการสื่อสาร
แม้ว่าโทรศัพท์มือถือจะมีความสามารถหลากหลายเพียงใดแต่โทรศัพท์มือถือก็ยังหนีไม่พ้นประโยชน์หลัก นั่นคือการสื่อสารนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ที่มีราคาแพงราคาถูก หรือมีรูปร่างรูปแบบต่างๆอย่างไร พื้นฐานหลักของโทรศัพท์มือถือก็ยังคงเป็นการสนทนา และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า เมื่อซื้อโทรศัพท์มือถือมา ก็ต้องนำมาใช้ติดต่อสื่อสารอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีใครซื้อโทรศัพท์ มาเพื่อ ฟังเพลงหรือถ่ายรูปเพียงอย่างเดียวแน่นอน สรุปแล้วถึงแม้จะมีการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้นเท่าใด แต่หน้าที่หลักยังคงเน้นการสนทนานั่นเอง
7. ราคา
ในส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภค ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยทางด้านราคา เนื่องมาจากมนุษย์เรานั้น ยึดติดกับเรื่องราคาค่อนข้างมาก คือถ้าราคาแพงและไม่สมเหตุสมผลกับสินค้าที่ต้องการก็จะไม่ซื้อ หรือจะซื้อเมื่อเห็นว่าได้จำนวนมาก และได้กำไรจากการซื้อสินค้าชนิดนั้น แต่ในบางกรณี ราคา ก็ไม่เป็นปัจจัยที่นำมาใช้ในการซื้อสินค้า ทั้งนี้ถ้าเกิดผู้บริโภคนั้นมีความชอบส่วนตัว หรือ มีพฤติกรรมเลียนแบบ ฉะนั้นการไตร่ตรองในเรื่องราคาจึงไม่มีความจำเป็นสำหรับคนกลุ่มนี้เลย
หัวข้อ เปรียบเทียบการทำงานของบุรุษกับสตรีในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นระเบียบการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เลือกศึกษากรณี ของ
องค์การบริหารส่วนตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อต้องการทราบว่าบุรุษกับสตรีฝ่ายใดมีคุณสมบัติในด้านการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่สูงกว่า เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่ของบุรุษและสตรีในการทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ผลการศึกษา
โดยภาพรวมพบว่า จากการใช้กรอบทฤษฏีทั้งสองมาอภิปรายประมวลผลนั้น บุรุษมีความเป็นผู้นำที่สูงกว่าสตรีอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นด้าน เช่น
1. ความเอาใจใส่จริงจังกับการทำงาน
2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
3. มีมนุษยสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงาน
4. การกล้าตัดสินใจลงมือปฏิบัติหน้าที่
5. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
6. ความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน
7. ความละเอียดรอบคอบ
เหตุผลดังกล่าวล้วนแล้วแต่ส่งผลให้บุรุษนั้นมีภาพลักษณ์ในจุดนี้ดีกว่าสตรีรวมไปถึงความสามารถในการตัดสินใจก็เช่นเดียวกันที่บุรุษนั้นมีคุณสมบัติที่ส่วนตัวที่เอื้อต่อการเป็นผู้ที่สามารถตัดสินใจทำงานปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บุรุษเป็นผู้ที่สามารถที่จะกล่าวได้ว่า มีคุณสมบัติด้านการตัดสินใจได้ดีกว่าสตรี อย่างไรก็ตามตราบใดที่โลกยังไม่หยุดหมุนความเจริญก้าวหน้า หรือโลกภิวัตน์ก็ยังคงก้าวต่อไป ในขณะนี้บุรุษและสตรีนั้น ศักยภาพ บทบาทในการทำงานกำลังมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในแง่บวกแก่สตรีเพศ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพราะสตรีถูกมองจากสายตา ของสังคมรูปแบบใหม่ที่มองผู้หญิงเป็น (Working Women) มากยิ่งขึ้น ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าระบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งในอดีตมีการนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทำให้เกิดการกดขี่สตรี และผู้คนในสังคมนั้นยอมรับ กำลังจะสิ้นสุดลง ความเท่าเทียมกันของบุรุษกับสตรีกำลังบังเกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ อย่างเห็นได้ชัด จากการที่ผู้หญิงได้เข้ามาทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมไปทั้ง การทำงานในบริษัท ห้างร้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายราชการ หรือเอกชน ซึ่งปัจจุบันนี้สตรีกำลังกลายเป็นที่จับตามองจากสังคมว่าในอนาคต สตรีจะมีบทบาทในสังคมมากขึ้นเพียงใด
หัวข้อ ความรุนแรงต่อผู้หญิงในการถูกทารุณกรรมทางเพศ การวิเคาระห์เชิงเอกสาร : ศึกษาการถูกข่มขืนจากคนในครอบครัว
วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์เชิงเอกสาร การวิจัยครั้งนี้จึงมีจุดมุ่งหมาย ในการศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่มีอิทธิพลให้เกิดการข่มขืน ผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ ต่อตัวผู้ถูกข่มขืน ตลอดจนวิธีการแก้ไขและแนวทางป้องกันภัยจากการข่มขืน รวมถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้อง
ผลการวิจัยพบว่า
สาเหตุและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการข่มขืน เกิดจาก
1.ปัจจัยเกี่ยวกับบุคคล ล้วนเกิดขึ้นจากบุคคลทั้งสองฝ่ายคือ ฝ่ายชายที่เป็นฝ่ายกระทำ ซึ่งมีพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคม อีกทั้งฐานะทางสังคม ระดับการศึกษา การเกี่ยวข้องกับอบายมุข สิ่งเสพติดก็มีส่วนทำให้กระบวนการตัดสินใจน้อยลง และฝ่ายหญิงที่เป็นฝ่ายถูกกระทำที่แต่งการล่อแหลม รวมถึงการไม่ระมัดระวังตัว หรือขาดความรู้ในการป้องกันตนเองทำให้ผู้หญิงต้องตกอยู่ในสภาวะที่เป็นรอง
2.ปัจจัยของสังคมที่มีโครงสร้างทางสังคมได้เป็นตัวกำหนดให้มีความแตกต่างทางเพศซึ่งส่งผลต่อ การปฏิบัติต่อเพศตรงข้ามในฐานะที่แตกต่างกันรวมถึง สื่อมวลชนที่ได้นำเสนอข่าว หรือสื่อลามก อนาจาร ต่าง ๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ
3.ปัจจัยของวัฒนธรรม เนื่องมาจากการมีความเชื่อในเรื่องเพศที่ไม่ถูกต้องหรือการได้รับการปลูกฝังแนวความคิดเกี่ยวกับระบบชายเป็นใหญ่ที่ครอบครัวอาจจะมีแนวปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด ทำให้อำนาจของผู้ปกครองของบ้านมีอำนาจในฐานะผู้ชายที่มีพละกำลังความแข็งแรงงของร่างกายมากกว่า ซึ่งเป็นสัมพันธภาพที่เป็นต่อและเป็นรองโดยธรรมชาติ รวมถึงการได้รับการขัดเกลาทางสังคมที่ไม่ชัดเจน
4.ปัจจัยเกี่ยวกับกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะมีบทบัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วแต่ในทางปฏิบัติกับการบังคับใช้กฎหมายยังเป็นไปได้ไม่เต็มที่เนื่องจากช่องว่างของกฎหมายบางส่วนที่ยังเอื้อต่อคนบางกลุ่มแม้จะมีการแก้ไขกฎหมายแต่ผลที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถคุ้มครองสวัดิภาพของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการข่มขืนได้
ผลกระทบต่อตัว “เหยื่อ”
1.ในด้านสุขภาพร่างกายพบว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการข่มขืนนั้นได้รับผลกระทบในส่วนนี่ค่อนข้างมากเนื่องจากการต่อสู้ขัดขืนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเกี่ยวกับร่างกาย เช่น รอยฟกช้ำดำเขียวตามที่ต่าง ๆ เจ็บคอ เสียงแห้ง อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอาการเกี่ยวกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ ตื่นบ่อย ฝันร้าย ส่วนอาการทางระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธ์พบว่า เหยื่อมีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ ตกขาว เวลาถ่ายปัสสาวะเจ็บแสบ มีอาการถ่ายอุจาระเป็นเลือด ถ้ากระทำทางทวารหนัก หรือบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นอาจถึงขั้นเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงตั้งครรภ์ได้
2.ด้านสภาพจิตใจและอารมณ์ พบว่า ในระยะแรกผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักเกิดความสับสนในชีวิตเป็นอย่างมาก มีความรู้สึกหวาดกลัว หวาดระแวงกับสิ่งรอบกาย โกรธและวิตกกังวลกับสภาพที่เป็นอยู่ซึ่งอาจแสดงออกโดยการร้องไห้คร่ำครวญ พูดน้อยแต่ในระยะต่อมาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสามารถปรับตัวได้แต่สภาพจิตใจในเบื้องลึกอาจแฝงไปด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด เฉยเมย หรือบางรายมีอาการเก็บกดความรู้สึกและฝังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนนำมาสู่ความกลัว เช่น กลัวความมืด กลัวผู้ชาย กลัวเสียงดัง เป็นต้น
3.ด้านสังคมชีวิตความเป็นอยู่ พบว่าหลังจากถูกข่มขืนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับผลกระทบในส่วนนี้ค่อนข้างมาก เนื่องจากการที่เธอถูกข่มขืนย่อมถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี และเมื่อกลับเข้ามาอยู่ในสังคมก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ต้องเจอกับความกดดันและใช้ชีวิตอย่างลำบาก ส่วนคนในครอบครัวซึ่งผู้ที่รู้เห็นกลับมาต่อว่าผู้ที่ถูกข่มขืน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพื้นฐานทางครอบครัวที่มีความเชื่อในเรื่องนี้ที่ผิด ทำให้ผลกระทบจึงต้องมาตกอยู่ที่ผู้หญิง
มาตรการในการช่วยเหลือและการป้องกันแก้ไข
1.ในส่วนของการช่วยเหลือจะเห็นได้ว่าแนวทางของกฎหมายในการคุ้มครองผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการข่มขืนนั้นได้ครอบคลุมมากขึ้นทั้งเพศชายและหญิง การให้ความคุ้มครองรัฐและสังคมไทยได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนเพื่อเป็นการให้ความคุ้มครองในเรื่องสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคลไม่ว่าจะเป็นเพศใด แต่สิ่งที่กฎหมายได้บัญญัติขึ้นนั้นการบังคับใช้ก็ยังไม่เป็นผลที่น่าพอใจ ทำให้เกิดช่องว่างในการเอารัดเอาเปรียบ ระหว่างบุคคลได้ อีกทั้งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่เด็ดขาด ยังไม่สามารถเข้าไป ผลักดัน แก้ไขให้เกิดความยุติธรรมได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง
2.การเยียวยาและสร้างความสมานฉันท์ในครอบครัว สามารถนำเข้ามา โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการกระทำความรุนแรง และการข่มขืนด้วยกระบวนการครอบครัวสมานฉันท์ ซึ่งการดำเนินงานเชิงบูรณาการร่วมกันแบบพหุภาคี โดยอาศัยรูปแบบของทีมงาน สหวิชาชีพ (Professional Team work) โดยมีบุคคลกรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจ แพทย์หรือจิตแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งกระบวนการนี้จะเป็นการจัดกลุ่มเพื่อช่วยเหลือประคับประคองให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ
3.การปฏิบัติตัวและการป้องกันการถูกข่มขืน ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการถูกข่มขืนเนื่องจากเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นโดยตรงและสามารถปฏิบัติได้ง่าย ซึ่งวิธีการดังกล่าวนั้นจำเป็นที่ผู้หญิงควรจะมีความรู้เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้หรือเป็นเครื่องป้องกันในยามที่เกิดอันตรายต่อตัวเองไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม อย่างน้อยก็อาจจะช่วยให้หลุดพ้นออกมาจากสถานการณ์อันเลวร้ายนั้นได้ไม่มากก็น้อย
อย่าลืมส่งเล่มเต็มให้กับอาจารย์ภายในวันที่ 20 ตค.นะคะ แต่ถ้าส่งก่อนได้จะเป็นการดีมาก...
เรื่อง: ขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาในสมัยรัฐบาลทัษิณ 2544-2548
ขอบเขตของการศึกษา :ศึกษาพัฒนาการของขบวนการชาวนาไทยกรณีกบฏผู้มีบุญในภาคอีสานในสมัยรัชการที่ 5 กระทั่งถึงการเป็นสมัชชาคนจน (2538) และการเคลื่อนไหวในยุครัฐบาลทักษิณ 2544-2548
วิธีการศึกษา :เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเน้นการศึกษาเอกสารเป็นสำคัญ
ผลการศึกษา :
จากการศึกษาพบว่าขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาไทยตั้งแต่ในสมัยอดีตจนถึงปัจจุบันไม่สามารถอธิบายด้วยทฤษฎีใดทฤษฎีเดียวได้ เพราะไม่ครอบคลุมพฤติกรรมที่แสดงออกต่อการเคลื่อนไหวของพวกเขา ในการศึกษาครั้งนี้ได้นำทฤษฎีมาอธิบายขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาไทยด้วยกันสามทฤษฎี คือ โลกาภิวัตน์หรือคลื่นลูกที่สาม เป็นการพัฒนาที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่สังคม โลกได้มีการเปิดพรมแดนติดต่อระหว่างกันมากขึ้น แต่นั่นคือการนำเอาความคิดเห็นที่แตกต่างจากหลายมุมเกิดเป็นความขัดแย้งที่หลากหลาย เมื่อมีการเปิดเสรีมาก การค้าการลงทุนเป็นเสรีตามไปด้วยนำเอาระบบทุนนิยมเข้ามาในสังคมมากขึ้นเกิดช่องว่างทางสังคม คนรวยคนจน จากความขัดแย้งที่หลากหลายได้แสดงออกมาในรูปแบบของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ขบวนการชาวนาไทยก็เกิดมาเพื่อต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย แต่นั่นไม่พอที่จะอธิบายขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาไทยได้หมด
ทฤษฎีต่อมาที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้คือ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นมาในยุคหลังสงครามเย็น ยุคที่ต่อสู้กันด้วยอุดมการณ์ที่หลากหลาย ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่เป็นการเข้าร่วมขบวนการของกลุ่มจากหลายชนชั้นมีทั้งชาวนากรรมกร นักวิชาการ นักพัฒนา นิสิตนักศึกษาทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวของพวกเขาถูกเรียกว่า ขบวนการข้ามชนชั้น และการต่อสู้เรียกร้องไม่ต้องการที่จะยึดอำนาจรัฐเหมือนขบวนการเคลื่อนไหวแบบเก่า ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬารมองว่าขบวนการเคลือ่นไหวทางสังคมแบบใหม่นี้เกิดมาเพื่อต่อต้านทุนนิยมที่เกิดจากโลกาภิวัตน์ ดังนั้นอาจมองได้ว่าทั้งสองทฤษฎีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ถึงแม้จะสามารถอธิบายขบวนการเคลือนไหวของชาวนาไทยได้ แต่จะขาดทฤษฎีใดไปไม่ได้รวมทั้งการระดมทรัพยากรที่จะมาอธิบายถึงการรวมกันเป็นขบวนการที่เข้มแข็งเพื่อมีอำนาจในการต่อรองกับภาครัฐ
การระดมทรัพยากรไม่ได้หมายรวมเพียงข้าวปลาอาหารเท่านั้นแต่รวมถึงทรัพยากรบุคคล ความคิด การจัดองค์กรรวมทั้งการแบ่งงานกันทำ เมื่อมีการดึงทรัพยากรจากหลายส่วนเข้ามาไว้ด้วยกันจากส่วนที่เล็กๆก็จะกลายเป็นขบวนการที่ใหญ่มีพลังในการต่อรองกับอำนาจรัฐ เห็นได้ว่าทั้งสามทฤษฎีมีความเกี่ยวพันธ์กันไม่ว่าจะเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิที่ถูกกระทบจากการเป็นโลกาภิวัตน์ที่สร้างความขัดแย้งที่แตกต่างให้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เมื่อพวกเขามีความคิดทีี่เห็นว่าจะต้องออกมาแสดงความรู้สึกที่ถูกทำให้เดือดร้อนเหมือนกันจึงรวมตัวกันระดมกำลังคน ความคิดให้มีอำนาจที่เข้มแข็งพอที่จะต่อรองกับอำนาจรัฐได้
ในยุครัฐบาลทักษิณ 2544-2548 การชุมนุมประท้วงของสมัชชาคนจนที่ยืดเยื้อจากรัฐบาลชวน เมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปพบปะพูดคุยและรับกรณีปัญหาของกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้การชุมนุมที่ยาวนานได้ยุติลงและกลับไปเพื่อรอการแก้ปัญหาของรัฐบาล ในรัฐบาลชุดนี้ได้นำเอานโยบายประชานิยมมาใช้อย่างกว้างขวาง เช่น โครงการ30บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน OTOP ฯลฯ ยุทธศาสตร์และวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มชาวไร่ชาวนาผู้ที่ต้องการขยายเวลาชีวิตให้พวกเขาได้หายใจ ถึงแม้ว่าจะต้องเป็นหนี้ก็ตาม
ผลจากการใช้นโยบายประชานิยมนี้เองที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนได้ลดการชุมนุมเรียกร้องลง เพราะนโยบายประชานิยมประกอบกับการสร้างภาพของรัฐบาลที่ทำให้เชื่อว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้จริง และมีประชาชนบางส่วนที่ถูกวาทกรรมทักษิณครอบงำหรือบางคนเชื่อว่าคงไม่มีดีกว่าที่เป็นอยู่ ผลจากการขาดสมาชิกไปบางส่วนทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวต้องขาดหายหรือเบาบางลง แต่ก็ยังดำรงอยู่ถึงจะเป็นส่วนน้อยของสังคมก็ตามการต่อสู้ดังกล่าวจะไม่สูญสลายและยังคงเป็นแนวทางให้กับผู้มีความเดือดร้อนได้ตลอดเวลา เพียงแค่รอการกลับมาอีกครั้งของขบวนการ
หัวข้อ : ศึกษากระบวนการเปลี่ยนคำนำหน้านามหญิงจากนางเป็นนางสาว
วิธีการศึกษา : วิเคราะห์จากเอกสาร และสุ่มสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากบุคคลทั่วไป
การศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ใช้ทฤษฎีสตรีนิยมสายเสรีนิยมที่เน้นการให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกและเน้นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอันเป็นการทำให้เกิดความเสมอภาคระหว่างชายหญิงทั้งตามรูปแบบและเนื้อหาเป็นกรอบในการศึกษา
ผลการศึกษา :
พบว่า จากการออกพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ.2551 นั้นส่งผลให้หญิงที่ซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้วสามารถที่จะคงใช้คำนำหน้านามเป็น "นางสาว" ได้ และหญิงที่ซึ่งการสมรสนั้นได้สิ้นสุดลงก็สามารถที่จะกลับมาใช้คำนำหน้านามเป็นนางสาวได้อย่างเดิม เนื่องจากแต่เดิม หญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วต้องเปลี่ยนคำนำหน้าเป็น "นาง" โดยมิอาจเลือกได้นั้นส่งผลกระทบต่อหญิงดังกล่าวในการดำรงชีวิตประจำวันอาทิ การประกอบอาชีพ การศึกษาของบุตร และการทำนิติกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้การใช้คำนำหน้านามในลักษณะดังกล่าวของหญิงมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ
ฉะนั้นการออกพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงถือเป็นการทำให้เกิดความเสมอภาคตามรูปแบบแล้วรวมทั้งยังเป็นไปตามหลักความเสมอภาคทางเพศที่บัญญัติในมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 อีกด้วย
แต่จากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากบุคคลทั่วไปกลับพบว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เนื่องจากได้มีผลต่อการได้รับความเสมอภาคตามเนื้อหาในสิทธิการเลือกใช้คำนำหน้าชื่อของสตรีแค่เพียงส่วนน้อย เพราะมีปัจจัยทางสังคมที่ทับถมกันมานานได้ส่งผลต่อวิธีคิดและการตัดสินใจเลือกใช้คำนำหน้าชื่อของสตรีอย่างมาก จึงทำให้มีผลต่อการไม่ได้รับความเสมอภาคตามเนื้อหาอย่างแท้จริง และความเสมอภาคตามรูปแบบที่ปรากฏในบทบัญญัติของกฎหมายก็ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกับความเสมอภาคตามเนื้อหาในสิทธิการเลือกใช้คำนำหน้านามสตรี
ผู้ศึกษาได้พิจารณาจำแนกปัจจัยที่มีผลต่อการให้ความเห็นต่อพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 ดังนี้
1.กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมประเพณีเดิมที่เคยยึดถือปฏิบัติมา
สำหรับคนที่ถูกจัดอยู่ในประเภทนี้คือ จากการแสดงความคิดเห็นได้มีการนำแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อเดิมๆของสังคมมาใช้พิจารณาประกอบการแสดงความคิดเห็นในส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง และส่งผลทำให้การคิด การตัดสินใจยึดติดอยู่กับผู้ชายเป็นหลัก หรือต้องการให้เป็นไปตามวัฒนธรรมแต่เดิมที่ได้เคยปฏิบัติกันมา ด้วยเหตุนี้ทำให้วัฒนธรรมประเพณีความเชื่อของสังคมเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้คำนำหน้าชื่อ
2. กลุ่มให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว
เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนจากความคิดของผู้แสดงความคิดเห็น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีที่จะเกิดขึ้นภายในครอบครัว การใช้คำนำหน้าว่า นาง หลังจากแต่งงาน ทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน มีความรู้สึกว่าเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ซึ่งหากใช้คำนำหน้าว่านางสาวอยู่ทั้งๆที่อยู่กันเป็นครอบครัว จะทำให้ฝ่ายชายรู้สึกเหมือนไม่ใช่ภรรยาของตน และคิดว่าไม่มีเหตุผลสำคัญใดๆที่ต้องใช้นางสาวเพราะยิ่งจะทำให้เกิดความสับสนและปัญหาในครอบครัว ส่วนฝ่ายหญิงจะมองเรื่องการใช้คำนำหน้าชื่อว่านางหลังจากแต่งงานแล้วเป็นเรื่องของการให้เกียรติคู่สมรส
3.กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจจเจก
เป็นกลุ่มที่มีความเห็นด้วยกับพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิงฉบับดังกล่าว ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของหญิงที่การสมรสของเธอได้สิ้นสุดลงรายหนึ่งพบว่า เธอมีความต้องการที่จะเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของเธอกลับไปเป็น "นางสาว" อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า คำนำหน้าชื่อที่ใช้ว่า "นาง" อยู่ในขณะนั้นทำให้เธอรู้สึกว่าถูกกักขัง ไม่เป็นอิสระ ทั้งๆที่เธอไม่มีสามีแล้ว ซึ่งจากความคิดเห็นนี้ชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจของผู้หญิงไม่ได้ขึ้นตรงต่อผู้ชายอีกต่อไปอย่างในอดีต ฉะนั้นความต้องการที่จะมีอิสระและมีสิทธิเสรีภาพในร่างกายหรือตัวตนของผู้หญิงเองจึงมีสูงตามไปด้วย
สรุป
ตามแนวคิดสตรีนิยมสายเสรีนิยมนั้น การที่พื้นฐานของแนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกบุคคลมาก จึงเป็นที่มาของการพยายามที่จะแก้ไขกฎเกณฑ์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคม เศรษฐกิจ หรือที่เน้นที่สุดนั่นก็คือเรืองของกฎหมายที่ถูกกำหนดโดยอำนาจของผู้ชายจนทำให้ผู้หญิงสูญเสียสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลโดยไม่อาจเลี่ยงได้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงมากขึ้น
ดังนั้นหากปัจจัยทางสังคมมีอิทธิพลมากกว่าความเสมอภาคตามรูปแบบแล้ว การเน้นเพียงแค่ให้กฎหมายมีความเสมอภาคตามรูปแบบเท่านั้นแต่ไม่พิจารณาถึงผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นตามมาภายหลัง ย่อมทำให้ไม่อาจเกิดผลในทางปฏิบัติได้มากนักหรือไม่อาจตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาการไม่ได้รับความเสมอภาคตามเนื้อหาในสิทธิการเลือกใช้คำนำหน้านามของสตรีได้ในสังคมที่ยึดติดกับวัฒนธรรมเดิมหรือปัจจัยทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับชายเป็นหลักอย่างเหนียวแน่นได้แต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้จึงควรส่งเสริมการตระหนักถึงปัญหาที่ก่อให้เกิดการไม่ได้รับความเสมอภาคตามเนื้อหานี้ด้วย โดยควรปลูกฝัง พัฒนาวิธีคิด และยกระดับจิตสำนึกของหญิงชายในสังคมอย่างถูกต้องเพื่อเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การได้มาซึ่งความสมอภาคตามเนื้อหาและเกิดความเป็นธรรมตามมาด้วย
หัวข้อการศึกษา : บทบาทสตรีกับความเป็นผู้นำ ในบริบทการเมืองท้องถิ่น
วิธีการศึกษา : การศึกษาบทบาทสตรีกับความเป็นผู้นำ ในบริบทการเมืองท้องถิ่น ศึกษาเฉพาะกรณี อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ซึงวิธีในการศึกษา คือ การสัมภาษณ์ เอกสารต่างๆ อาทิเช่น หนังสือ ตลอดจนข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ
ผลการศึกษา : 5.1.1 การแสดงบทบาทของผู้นำสตรีในการเมืองท้องถิ่น
สตรีนั้นได้มีบทบาทที่เพิ่มขึ้นจากเดิม คือ จากที่ดูแลครัวเรือน ดูแลครอบครัว แต่เปลี่ยนมาเป็นการดูแลชุมชน ซึ่งเป็นการแสดงบทบาทที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสังคม โดยมีแผนการแสดงบทบาทที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำสตรี ดังนี้
5.1.1.1 บทบาทที่เน้นการทำงานเพื่อประชาชน ประกอบไปด้วย
(1)บทบาทการพัฒนาชีวิตความเป็นยู่ของประชาชน ในเรื่องนี้สตรีสามารถทำไดเท่าเทียมกับบุรุษ เพราะสตรีมีความรู้ ความสามารถ และความละเอียดอ่อน
(2)บทบาทในการเป็นตัวแทนของประชาชนในการเสนอปัญหา และความต้องการต่างๆ ของประชาชน เนื่องจากสตรีมีความละเอียดอ่อน มีวาจาที่สุภาพ มีมารยาทที่อ่อนน้อม ทำให้การเจรจาเข้าถึงกับทางราชการได้ดีกว่าบุรุษ
5.1.1.2 บทบาทที่เน้นการปฏิบัติงานเพื่อความสงบสุขของชุมชน ประกอบไปด้วย
(1)บทบาทการมุ่งสร้างความปลดภัยในชุมชน สตรีที่สามารถจะทำได้เท่าเทียมกับบุรุษ แต่มีข้อจำกัดอยู่ว่า ในการใช้กำลังทางด้านร่างกายสตรีนั้นยังด้อยกว่าบุรุษ แต่ในการใช้ความรู้ ความสามารถโดยเฉพาะการให้ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ นั้น สตรีสามารถทำได้เท่าเทียมกับบุรุษ
(2) บทบาทในการป้องกันและปราบปรามโจรผู้ร้าย จากการศึกษาพบว่า เป็นงานที่ไม่เหมาะสมกับสตรี เพราะงานแบบนี้เสี่ยงและเป็นงานสำหรับบุรุษ สตรีเป็นเพศที่อ่อนแอ เป็นเพศที่ไม่เหมาะกับการใช้กำลังทางด้านร่างกาย
(3) บทบาทในการสร้างความสามัคคีระหว่างประชาชนในชุมชน เป็นบทบาทที่พยายามจะสร้างการอยู่ร่วมกันของประชาชนอย่างมีความสุขด้วยการสร้างความรัก ความสามัคคีโดยการเปิดโอกาสให้สมาชิกในชุมชน แสดงความคิดเห็นและฟังความคิดเห็นคนอื่นๆ อยู่เสมอ และมีการจัดกิจกรรมให้ชาวบ้านได้ทำร่วมกัน เช่น การจัดแข่งกีฬาพื้นบ้าน การจัดกลุ่มงานให้ทำร่วมกัน
การแสดงบทบาทของผู้นำสตรีนั้นได้พบข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของผู้นำสตรี คือ ผู้นำสตรีจะต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่กับปัญหาทั้งที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านและหน่วยงานภายนอก ซึ่งประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับชาวบ้าน คือ หมู่บ้านที่ยากจนไม่มีเวลามาร่วมงานพัฒนาเพราะต้องทำมาหากิน และหมู่บ้านที่ร่ำรวยก็มีแต่เวลาในการทำมาค้าขายจึงไม่มีเวลายุ่งกับงานพัฒนาสังคม สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับหน่วยงานภายนอก คือ การเข้ามาทำงานในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ไม่มีการประสานงานกับผู้นำท้องถิ่น ทำให้เกิดงานซ้ำซ้อน และบางทีก็ไปคนละทิศทาง เจ้าหน้าที่มุ่งผลสำเร็จของงานมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ชาวบ้านโดยรวมและที่สำคัญการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยต่อเนื่อง
5.1.2 ความสำเร็จในด้านการปกครองของผู้นำสตรีในท้องถิ่นไทย
5.1.2.1 ความกล้าที่จะตัดสินใจหรือวินิจฉัยสั่งการ
ผู้ศึกษาพบว่า สตรีมีบุคลิกภาพของความเป็นผู้นำ เช่นเดียวกับบุรุษ ความคิดในลักษณะที่สบประมาทสตรีว่าไม่มีความกล้าที่จะตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถนำมาใช้กับผู้นำสตรีได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้นำสตรีจะได้รับการยอมรับในบทบาทหน้าที่ของความเป็นผู้นำ
5.1.2.2 ความสามารถในการใช้ความรู้และเหตุผลในการทำงาน
สิ่งที่ผู้นำสตรีใช้พิสูจน์ตนเองในการแสดงบทบาทของความเป็นผู้นำ มีดังต่อไปนี้ความสามารถทางด้านภาษา ได้แก่ การใช้ถ้อยคำภาษา การทำรายงานหรือร่างแผนงาน ความสามารถในการใช้ภาษาไม่ประสบปัญหาทางด้านการอ่าน แต่ในการทำรายงานหรือร่างแผนงานยังมีข้อจำกัดอยู่มากเนื่องจากระดับการศึกษา แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคเพราะในการทำแผนงาน หรือโครงการในปัจจุบันมักจะมีคู่มือ คำแนะนำ และแบบฟอร์มในการจัดทำแผนไว้ให้ผู้นำสตรีถือปฏิบัติ เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้นำสตรี
5.1.2.2 ความสามารถในการใช้เหตุผล
ประเด็นในการใช้เหตุผลของผู้นำสตรีได้พิจารณา จากลักษณะของการจัดทำแผนงานหรือโครงการด้านต่างๆในหมู่บ้าน ในการใช้เหตุผลส่วนใหญ่ของผู้นำสตรีได้จัดทำแผนตามความคิดเห็นที่กรรมการหมู่บ้านประชาชน ตลอดจนข้าราชการเสนอแนะขึ้นมา จะเห็นได้ว่าในการใช้เหตุผล ในการจัดการแผนงานที่ถูกต้องนั้น โดยการประมวลความคิดเห็นและความต้องการจากหลายๆ ฝ่าย แล้วนำมาพิจารณาจัดทำแผนงาน
5.1.2.3. ความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ความสามารถหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยมองผ่านเรื่องของการแจ้งเหตุร้ายต่ออำเภอ โดยผ่านขั้นตอนต่างๆที่เกิดขึ้นในชุมชนของผู้นำสตรีนั้นยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เพราะว่าต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางกายภาพของสตรีที่มีความอ่อนโยน หรืออาจเป็นเพราะยังไม่คุ้นเคยกับประสบการณ์ และเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ยากแก่การตัดสินใจแก้ปัญหาได้โดยทันที
5.1.2.4. ความกระตือรือร้นสนใจในการทำงาน
เป็นปัจจัยที่สำคัญที่บ่งบอกถึงความจริงใจและเต็มใจที่ผู้นำจะเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่ชุมชน รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบที่ผู้นำมีต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองซึ่งจะกล่าวเป็นประเด็น ดังต่อไปนี้
ประเด็นแรก การมีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะนำเอาวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง
ประเด็นที่สอง ในการชุมนุมประจำเดือนเวลาได้รับเรื่องราวที่จะต้องมาปฏิบัติมาแจ้งให้ลูกบ้านทราบโดยทันที
ประเด็นสุดท้าย การที่ผู้นำสตรีใช้วิธีการเร่งด่วนในการพัฒนาหมู่บ้านของตนเองในการเรี่ยไร ขอแรงจากชาวบ้านและขอความช่วยเหลือจากภาคเอกชน หรือบุคคลภายนอกชุมชน ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ขวนขวายของผู้นำสตรีได้เพื่อให้สามารถพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง
หัวข้อการศึกษา : ผู้หญิงกับความรุนแรงในสื่อ กรณีศึกษาการใช้ภาพสตรีแต่งกายโป้ เปลือยมาขึ้นปกนิตยสารสำหรับผู้ชายผู้ชาย ( FHM )
ขอบเขตของการศึกษา : ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลในเชิงเอกสาร โดยเน้นการศึกษาข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ที่นางแบบได้ให้สัมภาษณ์ไว้ที่ต่างๆ เช่น ในนิตยสาร ในหนังสือพิมพ์ ในอินเตอร์เน็ต ภาพถ่ายของนางแบบ รวมทั้งบริบทของความเป็นจริง แล้วนำบทสัมภาษณ์ที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยใช้ทฤษฎีที่ได้ศึกษามาแล้ว
วิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการเก็บบทสัมภาษณ์ของนางแบบที่ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ เช่น ในนิตยสาร อินเตอร์เน็ต แล้วนำบทสัมภาษณ์ที่ได้มาวิเคราะห์โดยอาศัยทฤษฎีที่ได้ศึกษา การศึกษาในครั้งนี้เพื่อมุ่งตอบคำถาม ว่าอะไรเป็นต้นเหตุให้ผู้หญิงที่เป็นนางแบบยอมถ่ายภาพโป๊เปลือย และอะไรเป็นต้นเหตุของความรุนแรงต่อผู้หญิง
ผลการศึกษา พบว่า
ผลการศึกษาพบว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงยอมถ่ายภาพโป๊เปลือยและสิ่งที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความรุนแรงต่อผู้หญิงดังนี้
1. ระบบทุนนิยม สังคมที่มีระบบทุนนิยมอยู่เบื้องหลังได้เป็นสาเหตุที่ผลักให้ผู้หญิงต้องออกมาทำงานนอกบ้าน ผู้หญิงจำนวนมากต้องออกมาสู่ตลาดแรงงานเพราะระบบทุนนิยมได้ผลักดันและเรียกร้องผ่านการสร้างงานต่างๆ เช่น การเรียกร้องให้ผู้หญิงออกมาทำงานในโรงงาน และยังมีอาชีพอื่นๆอีกมากมาย ระบบทุนนิยมได้ก่อให้เกิดการทำร้ายผู้หญิง เช่น การสร้างวาทกรรมต่างๆเกี่ยวกับมาตราฐานของผู้หญิง เช่น ความสวยงาม การแต่งกายตามแฟชั่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากระบบทุนนิยม เช่น การขูดรีดโดยการใช้ร่งกายของผู้หญิงมาแสวงหากำไร เป็นต้น ( ระบบทุนนนิยมเป็นทั้งสาเหตุของการออกมาสู่โลกนอกบ้าน และสาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วย )
2. วาทกรรมว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพ ( สิทธิสตรี ) ได้สร้างความกล้าให้ผู้หญิงกล้าที่ตัดสินใจในร่างกายของตัวเองมากขึ้น การเกิดขึ้นของแนวคิดสิทธิและเสรีภาพได้สร้างความชอบธรรมให้ผู้หญิงสามารถที่จะใช้ร่างกายของตัวเองได้อย่างมีอิสระ แม้กระทั่งสิ่งที่สังคมในอดีตมองว่าเป็นสิ่งที่ผิด แนวคิดสิทธิและเสรีภาพ ( สิทธิสตรี ) ก็ได้ทำให้สิ่งที่สังคมห้ามไว้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงสามารถที่จะทำได้
3. วัฒนธรรมปิตาธิปไตย ภายใต้สังคมแบบปิตาธิปไตยแบบสมัยใหม่ ได้ปลดปล่อยให้ผู้หญิงออกมาสู่โลกภายนอก และทำร้ายผู้หญิงเหล่านั้น โดยการทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นกลายเป็นวัตถุทางเพศ ( ในอดีตผู้หญิงถูกกักขังให้อยู่ในพื้นที่ในบ้านและเป็นวัตถุทางเพศในบ้าน ) แต่ในปัจจุบันผู้หญิงถูกปล่อยให้ออกมาสู่โลกภายนอกและถูกทำให้กลายเป็นวัตถุทางเพศในพื้นที่สาธรณะ ( ผ่านหนังสือโป๊ นิตยสาร อินเตอร์เน็ต )
สรุป ภายใต้ความร่วมมือของระบบทุนนิยม แนวคิดสิทธิและเสรีภาพ และวัฒนธรรมแบบปิตาธิไปไตย ได้เป็นสาเหตุให้ผู้หญิงต้องออกมาสู่โลกภายนอกบ้าน และเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงต่อผู้หญิง
นางสาวอรวรรณ โพธาราม รหัสนิสิต 48011310407 เอก po ปี 4
หัวข้อในการศึกษา : มุมมองวัฒนธรรมชุมชนหมู่บ้านจากอดีตสู่สังคมยุคโลกาภิวัตน์: กรณีศึกษา บ้านไผ่ล้อม ตำบลเชียงขวัญ อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด
วิธีการศึกษา : ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้วิธีศึกษาจากเอกสารและการวิจัยภาคสนามโดยมีขั้นตอนในการศึกษาดังต่อไปนี้
1. วิธีการศึกษาเอกสาร ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อวัฒนธรรมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมโดยแหล่งเอกสารมาจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเอกสารบางส่วนได้รับการอนุเคราะห์จากอาจารย์ที่ปรึกษาการทำวิจัย
2. วิธีการวิจัยภาคสนาม ในการวิจัยครั้งนี้จะใช้ข้อมูลจากการวิจัยภาคสนามเป็นหลัก โดยวิธีการดำเนินการดังต่อไปนี้
2.1 การสัมภาษณ์ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล ซึ่งประกอบด้วย
2.1.1 ผู้รู้ ได้แก่ ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู ผู้นำทางศาสนา ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการหมู่บ้านละผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง
2.1.2 ประชากรอายุ13-50 ปี โดยใช้การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง
2.2 การสังเกต
2.2.1 การสังเกตแบบมีส่วนร่วม จะกระทำในช่วงที่มีการประกอบกิจกรรมต่างๆของชาวบ้าน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด
2.2.2 การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เป็นการสังเกตสภาพเหตุการณ์ทั่วไปของหมู่บ้านไผ่ล้อม
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล : การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้ใช้ทั้งระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณผสมผสานกัน เพื่อการศึกษา โดยใช้การสังเกตที่มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด การศึกษาโดยการใช้การสัมภาษณ์ตามแบบสัมภาษณ์ และการสัมภาษณ์ตามแนวทางในการสัมภาษณ์ ที่ได้สร้างขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อมูลให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์และเชื่อถือได้ให้มากที่สุด แยกได้ดังนี้
1. การรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต เป็นวิธีที่มีความสำคัญเน้นเป็นอย่างมากในการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อที่จะได้สังเกตพฤติกรรมต่างๆของบุคคลที่เกิดขึ้นในชุชนอย่างใกล้ชิด มีการพูดคุยพบปะและมีโอกาสร่วมในกิจกรรมต่างๆกล่าวคือ
1.1 การเข้าไปสังเกตการณ์โดยตรงกับพฤติกรรมต่างๆและการเข้าไปมีส่วนร่วมเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เพื่อจะได้มีความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่ทำการวิจัย
1.2 การพูดคุยพบปะสัมภาษณ์เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อวัฒนธรรม และการพัฒนาประเทศเพื่อให้ก้าวทันกับยุคโลกาภิวัตน์ตามนโยบายของรัฐว่ามีผลกระทบต่อวัฒนธรรมของชุมชนอย่างไร โดยเน้นการสัมภาษณ์ ตามแนวทางการสัมภาษณ์อย่างลึกซึ่ง เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ต่างๆและผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ บุคคลที่สัมภาษณ์ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าอาวาส อดีตข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ ครู ข้าราชการ พ่อค้าในหมูบ้านและผู้รู้อื่นๆ
2. การสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลปัจจุบันเกี่ยวกับวัฒนธรรมชุมชนของหมู่บ้าน จะทำการสัมภาษณ์เพื่อจะได้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับผลกระทบและปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของบ้านไผ่ล้อม จากอดีตและปัจจุบันจะสัมภาษณ์หัวหน้าครอบครัวที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในบ้านไผ่ล้อมมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี จำนวน 50 ครัวเรือน
ในการวิจัยครั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริงที่สุด ผู้วิจัยจะดำเนินการสังเกต สัมภาษณ์เองทั้งหมด
การจัดกระทำกับข้อมูล
ในการจัดกระทำข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังจ่อไปนี้
1. เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดจากการสัมภาษณ์ จากการสังเกต และจากเอกสารงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง
2. ตรวจสอบความถูกต้องความสมบูรณ์ของข้อมูลแล้วนำมาแยกแยะและจัดเป็นหมวดหมู่ตามประเด็นที่ศึกษา
3. วิเคราะห์ข้อมูลตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ โดยใช้วิธการพรรณนาวิเคราะห์โดยแยกแยะจัดหมวดหมู่ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ของชุมชนที่ได้เข้าไปทำการศึกษา ซึ่งรูปลักษณ์จะเป็นการศึกษาทั้งในเชิงประวัติศาสตร์บอกเล่าและวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยวิธีการทางสถิติ คือร้อยและอธิบายผลที่ได้รับโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ โดยใช้ตารางประกอบตามความจำเป็น
สรุปผลการศึกษา : การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมชุมชนหมู่บ้าน ของบ้านไผ่ล้อม ตำบลเชียงขวัญ อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการวิจัยพบว่า
ลักษณะผลกระทบทางวัฒนธรรมเกิดเกิดจากการที่สังคมมีการพัฒนาเพื่อก้าวสู่ยุคสมัยใหม่อันได้รับอิทธิพลมาจากโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆและนำมาสู่ผลกระทบทางวัฒนธรรมในที่สุด ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเทคนิคการผลิต มีการเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องใช้จากเดิมที่ใช้จอบ เสียม สำหรับปัจจุบันได้มีการใช้รถไถมาช่วยในการทำการเกษตร มีการใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาช่วยมากขึ้น เช่น มีการใช้เครื่องสูบน้ำ และยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงแบบแผนในการบริโภค สมัยก่อนมีการบริโภคอาหารตามธรรมชาติเป็นหลักแต่ปัจจุบันมีการบริโภคอาหารตามแบบตะวันตก เช่น การบริโภคไก่ KFC พิศซ่า แป๊บซี่ ฯลฯ และมีการบริโภคอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋องมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงการใช้แรงงาน แรงงานของชุมชนสมัยก่อนมาจากการไหว้วานญาติพี่น้องของตังเองมาช่วยทำงาน แต่ในปัจจุบันมีการจ้างแรงงานด้วยเงินแทนการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประเพณีการลงแขกจึงมีให้เห็นกันน้อยมากในสังคมปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของสถาบันครอบครัวและระบบเครือญาติ ครอบครัวและเครือญาติในปัจจุบันมีความห่างเหินกันมากอันเนื่องมาจากต่างคนต่างแข็งขันกันทำมาหากินเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว จึงทำให้มีความสัมพันธ์กันลดน้อยลงมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น การที่ญาติมิตรเพื่อนบ้านสร้างความสัมพันธ์กันโดยตักแกงแบ่งปันข้าวปลาอาหารให้กันซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีนั้นจึงแทบจะไม่เหลืออยู่ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงการแพร่กระจายของวัฒนธรรมเมือง วัฒนธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมตามแบบตะวันตกได้เข้ามาสู่สังคมเมืองก่อน จากนั้นจึงมีการแพร่กระจายเข้ามาในชุมชนชนบทผ่านทางการติดต่อสื่อสาร การคมนาคม และผ่านทางสื่อโฆษณาต่างๆ ทำให้วัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามาแทนที่วัฒนธรรมดั่งเดิมของชุมชนที่พึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลักส่งผลให้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชุมชนกลายเป็นชีวิตที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพื่อครอบครองวัตถุนิยมเหล่านั้นเพื่อแสดงถึงถึงฐานะมั่งมีของตนเอง
ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการสื่อสารมวลชน การมีสื่อโทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ สื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ทำให้ชุมชนมีการติดต่อกับโลกภายนอกมายิ่งขึ้น วิถีการดำรงชีวิตของชุมชนเปลี่ยนแปลงไปกล่าวคือ จากที่สมัยก่อนชาวบ้านมีการฟังหมอลำกันตามงานเทศกาลต่างๆแต่ปัจจุบันนี้มีการฟังเพลงจากวิทยุที่มีสถานีออนไลน์กันทั่วประเทศ มีการติดต่อสื่อสารกันสะดวกสบายขึ้นผ่านการใช้โทรศัพท์ ทำให้โทรศัพท์กลายเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตก่อใช้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น มีสื่อโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดค่านิยมสมัยใหม่ต่างๆ เช่น ค่านิยมทางวัตถุ ทำให้ชาวบ้านมีความต้องการตามค่านิยมเหล่านั้นและพยายามขวนขวายวัตถุนิยมเหล่านั้นมาครอบครองส่งผลให้ค่านิยมของชุมชนเปลี่ยนไปอย่างมาก
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางวัฒนธรรมของหมู่บ้านไผ่ล้อม ได้แก่ โลกาภิวัตน์ การพัฒนา สิ่งแวดล้อมหรือสภาพทางกายภาพ และเจตคติของประชาชน
หัวข้อเรื่อง : ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วต่อความรุนแรงใน
ครอบครัว
วิธีการวิจัย : การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเคราะห์เอกสารงานวิจัย
อันเป็นการเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความรุนแรงใน
ครอบครัว รวมทั้งการลงภาคสนามเก็บข้อมูลในพื้นที่องค์การบริหารส่วน
ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิด้วยตัวเองตามระเบียบวิธีวิจัย
และตามประเด็นที่ศึกษา วิธีดำเนินงานวิจัย และการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิง
คุณภาพโดยการการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การสนทนากลุ่ม และการ
ศึกษาเอกสาร นอกจากนี้แล้วยังนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา การ
สังเคราะห์เนื้อหาอีกด้วย
ผลการศึกษา : 1. ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เป็นผลอันสืบ
เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วในแง่ของการ
พัฒนาสังคม เพื่อนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศในด้านต่างๆ
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากสังคม
เกษตรกรรม มาเป็นสังคมอุตสาหกรรม และกลายมาเป็นสังคมยุค
เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและ
สังคมของประเทศจะมีผลกระทบต่อครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง อาทิเช่น มี
การโยกย้ายแรงงานจากเขตชนบทเข้าสู่เขตเมืองมากขึ้น ครอบครัวจึงมี
ลักษณะที่หลากหลายมากขึ้น สมาชิกในครอบครัวมีเวลาให้แก่กันน้อย
ลง อัตราการหย่าร้างมากขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อที่เป็นแรงกดดันต่อครอบ
ครัว พ่อแม่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือกระทำผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติด
ที่มีมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบทำให้เกิดความรุนแรงใน
ครอบครัวทั้งสิ้น
2. การเกิดปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว จนอาจกลายเป็นความ
รุนแรงนั้น เป็นเหตุอันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวนั้นได้ทวี
ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มต้นจากการทะเลาะวิวาทกันธรรมดา แต่
ไม่ถึงกับเป็นเหตุการณ์รุนแรง และทั้งคู่อาจจะสามารถอดทนที่จะอยู่ร่วม
ชีวิตกันต่อไป (เพราะเกิดความละอายต่อสายตาสังคม) แต่เมื่อปัญหา
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นจนต้องใช้กำลังเข้า
ตัดสินในการแก้ปัญหา ความขัดแย้งนั้นก็อาจจะกลายเป็นปัญหาความ
รุนแรงได้ในที่สุด
ปัญหาความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวเป็นระเบิดเวลาที่
อันตรายสำหรับชีวิตคู่สมรส ซึ่งระเบิดเวลาดังกล่าวนั้น ต่อไปอาจจะถูก
จุดขึ้น และต้องระเบิดออกมาจนทำให้เกิดความเสียหายได้ กล่าวคือ
ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวที่ไม่อาจแก้ไขได้ อาจจะกลายเป็น
ความรุนแรง จนอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งทาง
ร่างกายและจิตใจ การนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากผลกระทบของการ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วด้วนเช่นกัน
ก่อนจะกลายเป็นความรุนแรงนั้น ก็ต้องมีปัญหาความขัดแย้งกันภาย
ในครอบครัวเสียก่อน และปัญหาดังกล่าว ก็อาจจะเป็นผลสืบเนื่องมาจาก
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วนั่นเอง เพราะ เมื่อสังคมเกิดการ
เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สมาชิกในสถาบันครอบครัวก็จะเกิดภาวะกด
ดันจากสังคมภายนอก เกิดความเครียด และสุดท้ายก็จะนำไปสู่ปัญหา
ความขัดแย้ง จนกลายเป็นความรุนแรงในครอบครัวในที่สุดนั่นเอง
3. ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เราพบเห็นในปัจจุบัน มักเป็นภาพที่
ไม่น่าดูนัก อาทิ การที่ผู้เป็นพ่อทำร้ายร่างกายและทารุณบุตร - ธิดา ของ
ตนเอง หรือการที่ผู้เป็นพ่อ อาจจะเป็นพ่อแท้ๆหรือพ่อเลี้ยงข่มขืนกระทำ
ชำเราหญิงผู้เป็นลูกของตนเอง และแม้กระทั่งสามีที่ทำร้ายร่างกาย
ภรรยา หรืออาจจะเป็นภรรยาทำร้ายร่างกายสามีก็เป็นได้ แต่ภาพที่เรา
เห็นมักจะเป็นภาพที่เพศชายทำร้ายเพศหญิงมากกว่า
การเกิดความรุนแรงในครอบครัวดังกล่าวนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากผล
กระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วนั่นเอง เนื่องจากการ
เปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว สมาชิกในสถาบันครอบครัว อาจจะ
เกิดภาวะเครียด และกดดันเกินไป อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มนิสัยคนให้เป็นคน
เก็บตัวมากขึ้น เมื่อเก็บตัวแล้วก็จะหมกมุ่นในอารมณ์ทางเพศมากขึ้น จน
ต้องหาสิ่งที่จะมาระบายอารมณ์เครียด ระบายความรู้สึกกดดัน และระบาย
อารมณ์ทางเพศกับสมาชิกในครอบครัว โดยการทำร้ายร่างกาย หรืออาจ
จะข่มขืนกระทำชำเราเพศหญิงที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของตนเอง
หัวข้อของการศึกษา : พัฒนาการทางการปกครองของตำบลท่าขอนยางจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในชุมชน กรณีศึกษา 4 หมู่บ้านของตำบลท่าขอนยาง อำกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ บ้านท่าขอนยาง บ้านหัวขัว บ้านใคร่นุ่น บ้านดอนสวน วิธีในการศึกษา : คือจะพิจารณาเปรียบเทียบในแง่ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของคนในหมู่บ้านท่าขอนยาง บ้านหัวขัว บ้านใคร่นุ่น และบ้านดอนสอนก่อนมีการก่อตั้งองค์การก่อบริหารส่วนตำบล (ตั้งแต่ปี 2501-2538) และหลังมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (ตั้งแต่ปี 2539-2550)โดยใชวิธีการสุ่มตัวอย่างและ แบบสโนว์บอลล์ (Snowball sampling)
ผลการศึกษา:จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ 3 ประการด้วยกัน 1. ผลของการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในแง่สภาพสังคมความเป็นอยู่ของคนในชุมชนทั้งสี่หมู่บ้านก่อนมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2501-2538) และหลังมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2539-2550) พบว่าสภาพสังคมความเป็นอยู่ของทุกหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่บ้านท่าขอนยางมีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าบ้านหัวขัว บ้านใคร่นุ่น บ้านดอนสวน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ปัจจัยที่หน้าจะส่งผลให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้านให้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อนนั้นมาจากพัฒนาการทางการปกครองในบางส่วน กล่าวคือการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางขึ้นนั้นถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่เป็นผู้ทำให้ชาวบ้านมีความสะดวกสบายจากการมียุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นการมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน และสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน โรงเรียนต่างๆ ที่ส่งผลให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิมไป เช่นเมื่อมีสาธารณสุขเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็ได้รับความรู้ในเรื่องการกินอยู่ของชาวบ้านว่าควรที่จะรับประทานอาหารที่สุขๆไม่ดับเพราะจะทำให้เป็นโรคใบไม้ในตับ ที่อยู่อาศัยก็ควรรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ให้ความรู้เรื่องการดูแลตนเองอย่างไรไม่ให้ป่วยเป็นโรคต่างๆเป็นต้น การที่มีการจัดตั้งโรงเรียนให้เด็กๆได้มีความรู้ก็เป็นการปลูกผังสิ่งที่ดีงามให้เด็กๆเรียนรู้ในด้านต่างๆที่ทำให้เด็กๆเมื่อเขาโตขึ้นมาเขาจะได้ดูแลตัวเองและคนอื่นได้ การมีถนนที่สามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วขึ้นในเวลาฉุกเฉิน เช่น คนป่วยก็ช่วยให้ลดการเสียชีวิต มีน้ำประปาที่สะอาดใช้ ทุกครัวเรือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัยขึ้น แต่ผลเสียที่ได้รับคือการที่จำนวนประชากรของแต่ละหมู่บ้านเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ในการทำการเกษตรลดน้อยลง เกิดความแออัดทางสังคม เกิดมลภาวะเป็นพิศ ทรัพยากรธรรมชาติไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรเป็นต้น ดังนั้นทั้งหมดจึงนี้ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นว่าบ้านท่าขอนยางเป็นหมู่บ้านที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากกว่าอีก 3 หมู่บ้าน อันเนื่องมาจากบ้านท่าขอนยางมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจแบบก้าวกระโด ซึ่งจะกล่าวในข้อต่อไป จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็คือการมีหมาวิทยาลัยมหาสารคามมาตั้งในบริเวณใกล้ๆกับบ้านท่าขอนยาง ทำให้จำนวนประชากรในพื้นที่บ้านท่าขอนยางเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันๆ เนื่องจาบ้านท่าขอนยางเป็นแหล่งที่นักธุรกิจมาลงทุนสร้างหอพัก และห้างร้านต่างๆในหมู่บ้านทำให้บ้านท่าขอนยางมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวบ้านบางส่วนจึงปรับความเป็นอยู่ของต้นเองเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับบุคคลที่มาจากต่างถิ่นได้ บ้านดอนส่วนก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีนักธุรกิจมาสร้างหอพักในพื้นที่บ้านดอนสวนแต่ไม่มากเท่ากับบ่าท่าขอนยางจึงไม่ส่งผลต่อบ้านท่าขอนยาง และปัจจัยสุดท้ายที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน คือ เทคโนโลยีต่างๆที่มากับยุคโลกาภิวัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช่ไฟฟ้าต่างๆที่อำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านเอกที่เป็นตัวทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด 2. ผลของการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบทางด้านเศรษฐกิจ หรือการประกอบอาชีพในการดำรงชีพของคนในชุมชนทั้งสี่หมู่บ้านก่อนมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2501-2538) และหลังมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2539-2550) พบว่า สภาพเศรษฐกิจ หรือการประกอบอาชีพในการดำรงชีพของคนในชุมชนทั้งสี่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ซึ่งจะเห็นไดว่าชาวบ้านทั้งสี่หมู่บ้านมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ เนื่องจากทุกหมู่บ้านมีพื้นที่ๆเหมาะสมในการเพราะปลูกมีแม่น้ำชีเป็นแม่น้ำสายหลัดและมีลำห้วยสายคอซึ่งไหลลงสู่ห้วยกุดโคกที่ช่วยในการทำการเกษตร นอกจากนั้นก็ยังมีลำห้วยสายสั้นๆ อีกหลายสาย มีหนอง บึง อีกหลายแห่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือวิธีหรือขั้นตอนในการทำนาที่เปลี่ยนจากวัว ควายมาเป็นเครื่องจักร เปลี่ยนจากปุ๋ยคอกมาเป็นปุ๋ยเคมีเป็นต้น ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางก็มีโครงการในการดูแลในเรื่องการขุดลอกคูคลองและยังมีศูนย์สูบน้ำชีด้วยไฟฟ้าถึง 3 แห่ง ที่สามารถจ่ายน้ำได้ทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ แต่พื้นที่ในการทำการเกษตรมีจำนวนลงน้อยลงเนื่องจากลูกหลานเริ่มขายที่นาให้นายทุนนำไปสร้างหอพัก ร้านค้าต่างๆโดยเฉพาะนาในบริเวณที่ติดถนน ลองลงมาเป็นอาชีพค้าขาย เนื่องจากทั้งสี่หมู่บ้านอยู่ใกล้กับตัวเมืองและมีถนนสายสำคัญตัดผ่าน ทั้งสี่หมู่บ้านที่เกิดจากงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลและงบประมาณของภาครัฐ ที่ส่งผลให้ชาวบ้านมีความสะดวกในการไปซื้ออุปกรสิงค้าต่างๆมาขายในหมู่บ้าน โดยเฉพาะบริเวณบ้านท่าขอนยาง ทั้ง 5 หมู่ที่ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านติดกับเขตพื้นที่ตำบลขามเรียงซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงทำให้บ้านท่าขอนยางทั้ง 5 หมู่บ้าน เป็นประตูแรกเข้าสู่มหาวิทยาลัย ส่งผลให้บ้านท่าขอนยางมีศักยภาพในด้านพาณิชย์กรรมโดยเฉพาะการเกิดธุรกิจที่หลากหลายเช่นร้านค้า ร้านอาหาร และหอพักนักเรียนนักศึกษา เพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาและคณาจารย์และบุคลากรต่างๆจากการเพิ่มขึ้นของธุรกิจเหล่านี้ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางไดมีรายได้ในการเก็บภาษีต่างๆของตำบลท่าขอนยางมากขึ้น จากการมีรายได้เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลให้องค์การบริหารส่วนตำบลขอยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลตำบลเพื่อให้สามารถดำเนินงานไดสะดวกมากขึ้นกับการขยายตัวของตำบลท่าขอนยาง ต่อมาอาชีพรับราชการเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชากรเข้ามาทำมาหากินในตำบลท่าขอนยางมาขึ้น และยิ่งมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ ทำให้อาชีพรับราชการมีการขยายตัวและมีจำนวนมากขึ้น การขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะมีการก่อสร้างและค้าขายทำให้มีอาชีพรับจ้างในกิจการต่างๆ ทั้งหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานของรัฐ นอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีการประกอบอาชีพส่วนตัว อาชีพอิสระ และอาชีพอื่นๆ รวมแล้วอีกจำนวนหนึ่ง จากที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นว่าอาชีพของชาวบ้านมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยมีอาชีพเกษตรเป็นอาชีพหลักมีอาชีพเสริมบ้างเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันเมื่อมีความสะดวกสบายมากขึ้นชาวบ้านก็ต่างแข็งขันกันเพื่อให้ได้เงินท้องต่างๆมีซื้อครองอำนวยความสะดวกมากมายให้กับตัวเอง 3. ผลของการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในแง่ของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนทั้งสี่หมู่บ้านก่อนมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2501-2538) และหลังมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2539-2550) พบว่าทางด้านวัฒนธรรมของชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งสี่หมู่บ้านถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไรนักการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลจากพัฒนาการทางการปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคือชาวบ้านยังคงมีความสัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิที่มองไม่เห็น เช่น ศาลและดอนปู่ตา มีความสัทธาในพระพุทธศาสนาและประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันเป็นเวลายาวนาน เช่น ประเพณีไหลเรือไฟ ประเพณีลอยกระทงที่เป็นประเพณีขอขมาแม่น้ำชีเป็นต้น งานเข้าพรรษาที่มีการเวียนเทียนที่วัด และงานบุญต่างๆเช่น บุญกระถิน ถึงแม้พิธีการในการจัดงานจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไปบ้างเพื่อให้เกิดความสะดวกของชาวบ้านและผู้ร่วมงาน แต่ก็ไม่ส่งผลกกระทบต่อความสัทธาของชาวบ้านแม้แต่นิดเดียว ในปัจจุบันพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีการประพฤติที่ต่างไปจากพระสงฆ์ในสมัยก่อนอยู่บ้าง เช่น การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้พระสงฆ์มีความสะดวกสบายมากขึ้น การเดินทางไปจำวัดหรือทุดงในป่าในต่างๆหลังวันออกพรรษาก็สะดวกสะบานเนื่องจากถนนหนทางก็ดีไปมาสะดวกปอดภัย มีไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น ส่วนทางด้านขนบธรรมเนียมของชาวบ้าน พัฒนาการทางการปกครองเป็นตัวแปลหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เมื่อเกิดความสะดวกสบายในเรื่องถนนหนทางการเข้ามาของเทคโนโลยีต่างๆก็เข้ามาในหมู่บ้านได้สะดวกขึ้นและยิ่งมีไฟฟ้าครบทุกครัวเรือนความต้องการของชาวบ้านทางด้านอุปกรเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะนำมาช่วยลดความเหนื่อยล่าก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องชักผ้า กระติกน้ำร้อย และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆที่ส่งผลให้ขนบธรรมเนียมของชาวบ้าเปลี่ยนไปเช่น การเข้ามาของโทรทัศน์ ที่เป็นตัวแพร่ค่านิยมใหม่ของต่างชาติผลที่ได้รับ เช่น วัยรุ่นในปัจจุบันโดยเฉพาะผู้หญิงมีความแตกต่างจากเดิมมาก กล่าวคือในปัจจุบันผู้หญิงไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวเหมือนแต่ก่อน การแต่งกายก็ไม่มิดชิด มารยาทในการทักทายก็ไม่มี พูดจาไม่เพาะ ส่วนวัยรุนชายก็เช่นกันที่ไม่รู้จักห้ามใจในเรื่องต่างๆ ใจร้อนอาลมรุนแรงเป็นต้น การที่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาในหมู่บ้านก็ทำให้วัฒนธรรมที่เคยอยู่แบบเรียบง่ายตามแบบชาวบ้านก็เปลี่ยนแปลงไปตามการเวลาตามยุคตามสมัยเพื่อให้ทันและสามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกในปัจจุบันได้ จากผลสรุปของการวิจัยพบว่าถึงแม้จะมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางขึ้นจะไม่ส่งผลให้ชาวบ้านกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่การก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางก็ช่วยให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นทำให้ชาวบ้านสามรถที่จะตัดสินในสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับหมู่บ้านตัวเองได้โดยผ่านตัวแทนหมู่บ้านที่เป็นผู้เลือกเข้าไป ถึงแม้จะทำได้ไม่มากเท่าไรนักแต่ก็ถือว่าได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนและนำพาชุมชนให้เริ่มมีความเป็นประชาธิปไตยในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นผลให้เป็นไปตามแนวคิดการปกครองท้องถิ่นแบบประชาธิปไตย องค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอยางมีนโยบายที่จะพัฒนาท้องถิ่นให้มีความทันสมันตามยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดมาหาสารคาม โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นที่เป็นไปตามแนวคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อความทันสมัย กล่าวคือเพื่อให้ชาวบ้านในตำบลท่าขอนยางได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสะดวกสบายและปลอดชัยต่างๆ องค์การบริหารส่วนตำบลจึงมีการวางนโยบายที่สำๆหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็น โครงการสร้างและบำรุงถนนให้ชาวบ้านสามารถสันจรได้สะดวกสบายมากขึ้น ทั้งถนนสายหลักและถนนภายในตัวหมู่บ้าน โครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่นน้ำประปา ไฟฟ้า ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันมีครบทุกพื้นที่แล้ว มีสถานีอนามัยที่ดี และอีกอื่นๆมากมาย ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้ตำบลท่าขอนยางมีการเจริญรุ่งเรืองก้าวทันยุคทันสมัยตามโลกโลกาภิวัฒน์ทฤษฏีว่าด้วยความทันสมัย ที่จะเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจของตำบลท่าขอนยางดี ประชาชนก็จะมีฐานะดีกว่าเดิม
เพศที่สามกับการยอมของสังคม : กรณีศึกษานิสิตเพศที่สาม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
5.1.1 จากการศึกษาพฤติกรรมเพศที่สามในการแสดงออกถึงความสามารถที่โดดเด่นของนิสิตเพศที่สาม ประกอบด้วย เกย์ (Gay)และ กระเทย (Transgender)ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เขตพื้นที่ขามเรียง จำนวน 15 คน ซึ่งเป็นนิสิตเพศที่สามที่มีคุณลักษณะโดดเด่นในความสามารถของการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ข้อสรุปดังนี้
5.1.1.1 เพศที่สามทีมักจะมีความสามารถที่โดดเด่น เนื่องจากความสามารถที่เกิดจากความสนใจเฉพาะเรื่องอาทิเช่นในลักษณะงานที่มีความละเอียดอ่อน ความสวยงาม การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างเสริมประสบการณ์จนเชี่ยวชาญในด้านนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จนสามารถเป็นที่ยอมรับของยังคมโดยทั่วไป ดังนั้นความสมารถที่โดดเด่นของเพศที่สามจึงเป็นปัจจัยในการกำหนดสถานภาพและตำแหน่งภายในสังคมและองค์กรนิสิตที่ตนได้สังกัด อีกทั้งสถานภาพและตำแหน่งหน้ายังเป็นสิ่งที่กำหนดระชั้นของสังคมได้อีกด้วย
5.1.1.2 เพศที่สามมีความสามารถพิเศษที่ชัดเจน เนื่องจากการได้แรงบันดาลใจที่ได้พบเห็นผลงานหรือตัวอย่างที่มีความสวยงาม ความเริดหรูอลังการ ดังนั้นจึงทำให้เพศที่สามมีความต้องการที่จะปฏิบัติได้อย่างนั้น อีกทั้งพื้นฐานของเพศที่มีจิตใจอ่อนโยนเหมือนผู้หญิง ที่มีความอ่อนโยน ละเอียดอ่อน จึงทำให้สามารถเรียนรู้ฝึกฝนตนเองด้วยความตั้งใจและอดทน การว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังครูบาร์อาจารย์ จึงส่งผลให้สามารถปฏิบัติงานนั้นได้อย่างเชียวชาญ
5.1.1.3 เหตุผลในการตัดสินใจในการเลือกทำกิจกรรม
ผู้วิจัยพบว่าประชากรเพศที่สามมีเหตุผลในการเลือกทำกิจกรรมเนื่องจาก ดังนี้
5.1.1.3.1 เนื่องจากเพศที่สามมีความสารารถพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่ชั้นมัธยม และคิดว่าสิ่งดังกล่าวนั้นจะสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การใช้เวลาว่างอย่างเหมาะสม ไม่หมกมุ่นอยู่ในอบายมุข
5.1.1.3.2 ความต้องการในสิ่งที่แฝงอยู่ของการทำกิจกรรมซึ่งก่อให้สังคมเคยชินให้กับสังคมได้สัมผัสวิถีชีวิตเพศที่สาม และต้องการให้ทราบว่าเพศที่สามมีความสามารถบุคคลหนึ่งที่สามารถปฏิบัติงานต่างๆได้เสมือนผู้ชายและผู้หญิง
5.1.1.3.3 ความต้องการแสดงความสามารถให้สังคมได้รับรู้ในความสามารถของตนเพื่อยกระดับชั้นทางสังคม ซึ่งจากเดิมสังคมมองเพศที่สามมีวิถีชีวิตที่ไร้สาระ สู่การเป็นบุคคลที่สังคมต้องการ และการได้รับการยกย่องนับถือจากสังคม
5.1.1.3.4 ความต้องการที่จะสร้างพื้นที่ทางสังคม เพื่อใช้ในการแสดงความสามารถตามแบบวิถีของเพศที่สาม เมื่อเพศที่สามมีพื้นที่ทางสังคมเป็นของตนเองแล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้เพศที่สามบุคคลอื่นๆได้กล้าเปิดเผยความเป็นตัวตนต่อสาธารณชน และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งสังคมนั้นเพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในแบบของเพศที่สาม
5.1.2 จากศึกษาถึงสาเหตุที่ส่งผลให้เพศที่สามมีพฤติกรรมในการแสดงออกที่โดดเด่นของนิสิตเพศที่สาม ประกอบด้วย เกย์ (Gay)และ กระเทย (Transgender)ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เขตพื้นที่ขามเรียง จำนวน 15 คน ซึ่งเป็นนิสิตเพศที่สามที่มีคุณลักษณะโดดเด่นในความสามารถของการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ข้อสรุปดังนี้
5.1.2.1 ครอบครัวสามารถยอมรับในการเป็นเกย์และกระเทยในบุตรของตนได้ เนื่องจากการไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เป็นอยู่นั้นได้ ดังนั้นจึงต้องจำใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อย่างไรนั้นก็มักจะมีการแสดงพฤติกรรมที่มีการต่อต้านอยู่ด้วยในการวิถีชีวิต จึงทำให้เพศที่สามสามารถที่จะรับรู้ได้ว่าตนก็ยังเป็นบุคคลที่ผิดปกติของสังคม ที่อย่างไรก็ยังไม่เปิดรับความเป็นไปในแบบเกย์และกระเทยได้อย่างเป็นปกติ จนก่อให้เกิดความรู้สึกที่แสดงถึงความน้อยใจถึงขั้นการประชดชีวิต ปฏิบัติตนเพื่อเรียกร้องความสนใจเพื่อทดแทนการเมินเฉยจากสังคมที่ได้แบ่งแยกเพศที่สามเป็นบุคคล “ชายขอบ”
5.1.2.2 จากการดำเนินชีวิตในแบบเพศที่สามสามารถแบ่ง ได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
5.1.2.2.1 การทำงาน เพศที่สามมักมีการแสดงความสามารถที่มีอยู่ในตนเอง เพื่อให้สังคมได้รับทราบถึงขีดขั้นความความสามารถของตน ซึ่งมีสาเหตุจากความต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเองเพื่อลบปมด้อย
5.2.2.2.2 รสนิยม เพศที่สามมักอาศัยสิ่งดังกล่าวนี้เพื่อแสดงความเป็นตัวตนและรสนิยมของตน เพื่อต้องการให้สังคมทราบว่าตนเป็นคนทันสมัย ดูดีดูสุภาพเรียบร้อย และเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ที่มีรสนิยมทางเพศเดียวกัน จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และถ่ายทอดความเป็นตัวตนลงบนชิ้นงานได้อย่างลงตัว
5.1.2.2.3 เรื่องเพศ เพศที่สามมีช่องทางมากมายที่จะเป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มรสนิยมทางเพศเดียวกันมาพบเจอกัน เช่น การใช้อินเตอร์เน็ต การท่องเที่ยวในยามวิกาลตามสถานเริงรมย์ต่างๆ การใช้หอพักเป็นสถานที่สำหรับดำเนินกิจกรรมทางเพศ เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่สร้างภาพลักษณ์ในทางลบของเพศที่สามที่ต้องสร้างสิ่งดีงามเพื่อทดแทนภาพลักษณ์ที่เสียนั้น
5.1.2.2.4 กิจกรรม เพศที่สามมักมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสามารถที่ตนมีอยู่ เช่น กิจกรรมภายในองค์กรนิสิต และการมีสังคมเพศที่สามที่มีความสามารถในแบบเดียวกันที่ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดของการทำงานซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงทำให้กลุ่มดังกล่าวมีความกระตือรือร้นในการทำงานตลอดเวลา
5.1.2.3 สังคมมีการแสดงออกต่อเพศที่สามได้ 2 ลักษณะคือ
5.1.2.3.1 เพศที่สามที่ไม่มีความสามารถที่โดดเด่น เนื่องจากสังคมมีความเชื่อว่าในสังคมมีเพียงสองเพศเท่านั้น ผู้ชายและผู้หญิง ดังนั้นเมื่อมีเพศอื่นเพศใดที่มีความแตกต่างออกไปจากสังคมก็จะกล่าวหาว่าบุคคลนั้นเป็นความชั่วร้าย เป็นที่รังเกียจของสังคม ดังนั้นเมื่อไม่มีสิ่งใดมาแสดงให้สังคมทราบถึงคนค่าในตัวบุคคลแล้ว การมีทัศนะคติในแบบเดิมที่เชื่อว่าเพศที่สามเป็นสิ่งสกปรกก็ยังคงมีอยู่ต่อไปในสังคม
5.1.2.3.2 เพศที่สามที่มีความสามารถที่โดดเด่น เนื่องจากพื้นฐานเดิมของสังคมที่เชื่อว่าเพศที่สามเป็นกลุ่มคนที่สกปรก เป็นที่รังเกียจของสังคม ภาพลักษณ์นี้เป็นการปลูกฝังจากสังคมมาอย่างช้านานจนมาถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่ดำเนินมาควบคู่กันเพื่อสร้างความสมดุลของสังคมนั้นก็คือ เพศที่สามส่วนใหญ่มักมีความสามารถที่โดดเด่นเหนือบุคคลอื่นทั่วไป ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงคุณค่าที่สังคมถือเป็นตัวชีวัดในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ สังคมจึงถือว่าเพศที่สามกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ถือว่าเป็นชายขอขอบสังคม
หัวข้อวิจัย : ผู้หญิงกับบทบาทของการเป็นผู้นำในฐานะผู้ใหญ่บ้าน : ศึกษาผู้นำสตรี หมู่บ้านท่าขอนยาง หมู่ที่ 11 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
วิธีการศึกษา : ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยการสัมภาษณ์ชาวบ้านในเขตพื้นที่หมู่บ้านท่าขอนยาง หมู่ที่ 11 เพื่อขอทราบข้อมูลด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผู้นำสตรีในความคิดเห็นของชาวบ้าน ได้แก่ การแสดงออกซึ่งความเป็นผู้นำ ความสามารถในการเข้ากับผู้อื่น และการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น โดยนำไปหาความสัมพันธ์กับข้อมูลเกี่ยวกับตัวชาวบ้านที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของชาวบ้าน เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา และความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับผู้นำในท้องถิ่น
ผลการศึกษา : จากการศึกษาความคิดเห็นของชาวบ้านที่มีต่อผู้นำสตรีของตน คือ นางอิ่มใจ สุทธิประภา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าขอนยางหมู่ที่ 11 นั้น พบว่าชาวบ้านมีความคิดเห็นต่อผู้นำสตรีในด้านการแสดงออกซึ่งความเป็นผู้นำ ด้านความสามารถในการเข้ากับผู้อื่น และด้านการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นใน 3 ลักษณะด้วยกัน คือ ความคิดเห็นแบบชื่นชอบ ความคิดเห็นแบบเป็นกลาง และความคิดเห็นแบบอคติ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นดังกล่าวของชาวบ้าน คือ ความเป็นเพศหญิงนั้นเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นแบบชื่นชอบมากที่สุด ในทางตรงกันข้าม ความเป็นเพศชายก็เป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นแบบอคติมากที่สุด ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นแบบเป็นกลาง ได้แก่ ช่วงอายุตั้งแต่ 18 – 45 ปี รองลงมาด้วยการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และการที่ชาวบ้านไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับผู้นำดั้งเดิมในท้องถิ่น ซึ่งความคิดเห็นที่ชาวบ้านมีต่อผู้นำสตรีในลักษณะแบบเป็นกลางนี้ มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อให้เกิดความคิดในลักษณะนี้ จึงไม่อาจจะสรุปได้ว่าปัจจัยใดที่เป็นตัวหลักในการเป็นตัวกำหนดให้เกิดความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว
จากข้อสรุปที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจัยหรือตัวแปรที่นำมาเป็นสมมุติฐานในการอธิบายความคิดเห็นของชาวบ้านที่มีต่อผู้นำสตรีนั้น ไม่สามารถที่จะนำปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งมาอธิบายในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ทั้งหมดหรือเสมอไป ความคิดเห็นของชาวบ้านที่มีต่อตัวผู้นำสตรียังไม่สามารถที่จะระบุได้ชัดเจนว่ามีปัจจัยใดที่เป็นตัวกำหนด
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาบทบาทตามหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านตามบทที่ 3 ที่ผู้ใหญ่บ้านนางอิ่มใจ สุทธิประภา ได้ปฏิบัติ จากความคิดเห็นของผู้ร่วมงานในหมู่บ้าน ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเห็นตรงกันว่า ผู้ใหญ่บ้านนางอิ่มใจ สุทธิประภา ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีถึงแม้ระยะเวลาจะยังไม่นาน ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมีตัวบทกฎหมาย และระเบียบของทางราชการเป็นแนวให้ปฏิบัติตามอยู่แล้ว และตัวผู้ใหญ่บ้านเองก็มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถครองใจครองคนได้ จึงทำหน้าที่ได้ดีเหมาะสมกับฐานะผู้ปกครองที่ดี
หัวข้อ : ปิตาธิปไตยกับระบบสังคมไทยในภาคอีสาน กรณีศึกษา หมู่ 5 บ้านกุดร่อง และหมู่ 11 บ้านท่าขอนยาง ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
วิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพที่เน้นการให้สัมภาษณ์เป็นหลัก เพื่อนำมาทดสอบทฤษฎีปิตาธิปไตย
ผลการศึกษา : กล่าวโดยสรุปพบว่า ระบบปิตาธิปไตยยังคงดำรงอยู่ในระบบสังคมไทย สาเหตุของการดำรงอยู่นั้นมาจากขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาแต่ลักษณะของความเข้มข้นของระบอบปิตาธิปไตยก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องที่ ปัจจุบันปิตาธิปไตยกำลังจะถูกสลายโดยเศรษฐกิจและความเป็นโลกาภิวัตน์ เพราะโลกกำลังก้าวไปอย่างไม่หยุด ถ้าผู้คนยังปฏิบัติตัวแบบเดิมหรือในแบบที่คอยให้ผู้ชายเป็นใหญ่ คอยหาทรัพยากรมาป้อนให้นั้นคงไม่ได้ เพราะทุกวันนี้มนุษย์พยายามแข่งขันกันเพื่อหาทรัพยากรมาให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่ง ดังนั้นถ้าจะรอให้ผู้ชายทำงานฝ่ายเดียวนั้นคงไม่ได้ ผู้หญิงจึงเริ่มลุกขึ้นมาเพื่อร่วมกันหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งการที่ผู้หญิงสามารถลุกขึ้นมาทำงานได้นั้นเป็นผลมาจากการที่ได้รับการศึกษาเพิ่มมากขึ้น และประกอบกับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของโลก แต่ในทางกลับกันในด้านของความคิดระบอบปิตาธิปไตยยังคงฝังรากลึกอยู่
หัวข้อ : สิทธิสตรีไทยในยุคทุนนิยมแรงงาน
วิธีการศึกษา : ศึกษาจากเอกสารและงานที่เกี่ยวข้องโดยได้นำทฤษฎีสตรีนิยมสายมาร์ซิสต์เป็นหลักในการศึกษาวิเคราะห์
ผลการศึกษาพบว่า :
1. ปัจจัยที่ทำให้สตรีเข้าสู่การจ้างงาน
จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่ชาติในปี พ.ศ.2538 ประเทศไทยมีกำลังแรงงานทั้งหมด 31,347,972 คน เป็นกำลังแรงงานหญิง 13,820,584 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.08 จากสถิติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแรงงานหญิงเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของชาติไม่แพ้แรงงานชาย ส่วนปัจจัยที่ทำให้แรงงานหญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานนั้น สรุปพอสังเขปได้ดังนี้
1.1 ภาวะค่าครองชีพ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมืองและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงขึ้น และการที่ผู้หญิงจะสวมบทบาทแม่บ้านเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ผู้หญิงจึงต้องหางานทำเพื่อให้มีรายได้เป็นการแบ่งเบาภาระในครอบครัว และเป็นแรงผลักดันให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น
1.2 การศึกษาแม้ว่าปัจจุบันแรงงานหญิงจะเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นก็ตาม แต่ในอีกมุมหนึ่งแรงงานหญิงส่วนหนึ่งเป็นแรงงานที่มีการศึกษาและมีแนวโน้มที่จะได้รับการศึกษาสูงขึ้นเนื่องจากนโยบายการขยายการศึกษาภาคบังคับ ต่างกับแรงงานหญิงในระดับผู้ปฏิบัติงานในโรงงานต่าง ๆ ซึ่งมีการศึกษาน้อย แต่มีความอดทนสูง และส่วนใหญ่มาจากชนบทจากครอบครัวเกษตรกรรมที่มีความอดทนเป็นพื้นฐาน ดังนั้นเมื่อได้งานทำแม้ว่านายจ้างจะให้หรือไม่ให้สวัสดิการต่าง ๆ ก็ยอมจำน
1.3 ความต้องการแรงงานหญิงในอุตสาหกรรมบางประเภท ความเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และความแตกตัวของธุรกิจบางประเภทเป็นสาเหตุหนึ่งของความต้องการแรงงานที่มีความอดทน ละเอียดรอบคอบและประณีต ซึ่งแรงงานหญิงมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมดังกล่าวมากกว่าแรงงานชาย เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ การประกอบอุปกรณ์เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมผลิตอาหาร เป็นต้น
2. สาเหตุที่ทำให้แรงงานสตรีถูกล่วงละเมิด
สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นก็เพราะค่านิยมที่มองว่าสถานภาพของผู้หญิงอ่อนแอกว่าผู้ชายไม่สามารถจะทำงานได้เหมือนกับที่ผู้ชายทำ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในหลายประเทศก็มีการพัฒนามากขึ้นทำให้เศรษฐกิจเติบโตตามมาส่งผลให้เกิดช่องว่างทางรายได้และกระทบมายังครอบครัวทำให้ผู้หญิงต้องออกมาขายแรงงานเพื่อหารายได้ไปจุนเจือครอบครัว การที่ผู้หญิงออกมาขายแรงงานมากขึ้นผู้ผลให้ผู้ประกอบการเอารัดเอาเปรียบผู้หญิงได้ง่ายด้วยการอ้างเหตุผลเพียงแค่ว่าแรงงานหญิงเป็นแรงงานที่อ่อนแอกว่าแรงงานชายจึงไม่ให้ความสำคัญมากเท่ากับแรงงานชาย
3. ความสัมพันธ์ของนายจ้างกับแรงงานหญิง
เป็นไปตามลักษณะของการจ้างงานที่ได้มีการบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานซึ่งจะมีการทำสัญญาจ้างงานไว้เป็นหลักฐานในขณะเดียวกันสถานะความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับแรงงานจะจบลงก็ต่อเมื่อหมดสิ้นสัญญาจ้างงาน เช่น นายจ้างเลิกจ้าง ลูกจ้างลาออก เป็นต้น
วิธีการศึกษา : ในการศึกษาประชากรเพศที่สามครั้งนี้ โดยวิธีการสัมภาษณ์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย เกย์ (Gay)และ กระเทย (Transgender) ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เขตพื้นที่ขามเรียง จำนวน 15 คน ซึ่งเป็นนิสิตเพศที่สามที่มีคุณลักษณะโดดเด่นในความสามารถของการทำกิจกรรมที่โดดเด่นในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ข้อสรุปดังนี้
หัวข้อ : ผลกระทบจากการพัฒนาประเทศกับปัญหาเด็กเร่ร่อน
วิธีการศึกษา :ใช้การศึกษาจากฐานข้อมูลทางวิชาการและเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเด็กเร่ร่อน ได้แก่ งานวิจัย หนังสือ เอกสาร บทความจากวารสาร จุลสาร และหนังสือพิมพ์ ควบคู่ไปกับการศึกษาเฉพาะกลุ่มเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงาน ควบคุม ดูแลอนุเคราะห์ให้ความช่วยเหลือเด็กถูกทอดทิ้ง และเด็กเร่ร่อน
ผลการศึกษาพบว่า : สาเหตุที่ทำให้เด็กกลายเป็นเด็กเร่ร่อน มาจากผลกระทบจากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา เป็นผลของการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล กล่าวคือ มุ่งเน้นเฉพาะการเติบโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยการมุ่งขยายการพัฒนาอุตสาหกรรม ละเลยการพัฒนาสังคมโดยไม่ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาคนและสังคม แม้ว่าประเทศจะประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก่อให้เกิดผลตามมามากมาย การพัฒนาประเทศที่ทำให้สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้โครงสร้างครอบครัว ชุมชน และสังคมอ่อนแอลง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ได้แก่ ความยากจน การว่างงานของคนชนบท การอพยพของคนจำนวนมากจากชนบทเข้าสู่เมือง และผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะทำให้โครงสร้างของครอบครัวในปัจจุบันมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น สมาชิกภายในครอบครัวขาดความพร้อม ความรู้ความเข้าใจ ในการครองชีวิตคู่และเลี้ยงลูก มีการทอดทิ้งเด็กและใช้ความรุนแรง ในเดียวสภาพแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปที่เต็มไปด้วยอบายมุข รวมถึงอิทธิพลของสื่อมวลชนที่ถ่ายทอดลัทธิบริโภคนิยม กลายเป็นแรงดึงดูดจากภายนอกที่สำคัญที่ดึงเด็กๆ ออกจากครอบครัวให้หลงผิดจนต้องออกมาเร่ร่อนในที่สุด
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาประเทศที่มีผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชนและสังคม อันเป็นสาเหตุและปัจจัยทำให้เกิดเด็กเร่ร่อนนั้น มีอยู่ 3 ประการ คือ
1.ภาวะทางเศรษฐกิจ
2.ครอบครัว
3.ตัวเด็กเองและสภาพแวดล้อม
สิ่งเหล่านี้ได้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เด็กออกมาเร่ร่อน ปัญหาเด็กเร่ร่อนจึงเป็นอีกปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงผลพวงของระบบการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล การที่ในปัจจุบันเด็กเร่ร่อนมีจำนวนมากขึ้น การพัฒนาประเทศจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหาเด็กเร่ร่อนมีแนวโน้มสูงขึ้น
หัวข้อ : ละครไทยกับการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นหญิง พ.ศ. 2494-2551
(กรณีศึกษาเรื่อง บ้านทรายทอง จำเลยรัก ดาวเปื้อนดิน สงครามนางฟ้า และปมรักรอยอดีต)
วิธีการศึกษา : วิธีการศึกษา ใช้วิธีการชมละครทั้งหมด 5 เรื่อง ได้แก่ บ้านทรายทอง (ทั้งฉบับเก่าและฉบับใหม่) จำเลยรัก (ทั้งฉบับเก่าและฉบับใหม่) ดาวเปื้อนดิน สงครามนางฟ้า ปมรักรอยอดีต ด้วยวีธีการเปรียบเทียบเพื่อทราบถึงการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของผู้หญิงในละคร
ผลการศึกษา :จากการศึกษาละครโทรทัศน์ทั้งฉบับเก่า ฉบับใหม่และละครใน พ.ศ.2551 พบว่านางเอกมีอัตลักษณ์ร่วมในลักษณะของความเป็นผู้หญิงและผู้หญิงที่ดีในอุดมคติที่สังคมกำหนดไว้ ผลการศึกษาละครโทรทัศน์สามารถนำมาตอบสมมติฐานในการวิจัยได้ดังนี้
1.เวลามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรสนิยมและอัตลักษณ์ความเป็นหญิงในละครไทยจริง แต่ลักษณ์ความเป็นหญิงถูกเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาเพียงบางประการเท่านั้น เนื่องจากอัตลักษณ์ของผู้หญิงในละครสมัยเก่าและละครในยุคปัจจุบันยังมีอัตลักษณ์ที่เหมือนกัน แต่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างได้ในส่วนของความกล้าหาญ กล่าวคือ อัตลักษณ์ของนางเอกสมัยก่อนจะว่านอนสอนง่ายและหัวอ่อน แต่อัตลักษณ์ของผู้หญิงในยุคปัจจุบันจะค่อนข้างหัวแข็งและไม่ยอมใคร ถ้าเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำหรือเอาเปรียบจะต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรม ต่อสู้ หรือป้องกันตัวแล้วกระทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับความพ่ายแพ้ เช่น เดิมรินเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและอ่อนแอ แต่เมื่อถูกกระทำจากเชอรี่ ทำให้รินต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อไม่ให้ตนถูกกดขี่ เอื้อมดาวถูกรินดาเข้ามาสร้างปัญหาในชีวิตมากมายทำให้เธอหันมาตอบโต้ ผู้ศึกษาจึงมองลักษณะเช่นนี้ว่าเป็นลักษณะของความกล้าหาญ สำหรับลักษณะนิสัยส่วนอื่นยังคงเป็นลักษณะความเป็นผู้หญิงและผู้หญิงที่ดีในอุดมคติ ความเปลี่ยนแปลงไปของอัตลักษณ์ความเป็นหญิงแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรสนิยม เนื่องจากความนิยมของผู้ชมจะชอบละครที่นางเอกมีความเข้มแข็งและความกล้าหาญที่จะไม่ยอมให้ถูกทำร้ายเพียงฝ่ายเดียว
2. ในการศึกษาละครโทรทัศน์มีข้อค้นพบว่าผู้หญิงมีลักษณะนิสัยความเป็นหญิงและการเป็นผู้หญิงที่ดี ส่งผลให้อาชีพของผู้หญิงจากละครทั้งห้าเรื่องส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับการให้บริการหรืองานบ้าน เช่น โศรยา (ดูแลเรื่องอาหาร เสื้อผ้า) พจมาน (ดูแลความเป็นอยู่ของคนในบ้านและสามี และรินมีอาชีพเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งเป็นอาชีพที่มีความเหมาะสมกับผู้หญิงเพราะเป็นเพศที่อ่อนแอและเหมาะกับงานบริการมากกว่า (จรินทร์ เลิศจิระประเสริฐ 2545 : 218) แต่มีข้อน่าสังเกตว่าสังคมจะมองผู้หญิงในมุมมองที่เปลี่ยนไปหรือไม่ เช่น เอื้อมดาวทำงานเป็นผู้บริหารซึ่งมักถูกกำหนดว่าเป็นงานของผู้ชาย เมื่อลักษณะนิสัยส่วนใหญ่ของผู้หญิง (นางเอก) เป็นแบบที่สังคมกำหนดคือความเป็นหญิงและการเป็นผู้หญิงที่ดี จึงสรุปได้ว่าอัตลักษณ์ความเป็นหญิงในสังคมไทยมีผลต่อการกำหนด ลักษณะนิสัย อาชีพ บทบาทและสถานภาพของตัวละครให้เป็นไปตามบริบทของสังคม
3. จากการสรุปผลการศึกษาในย่อหน้าที่หนึ่ง ทำให้ทราบว่าสังคมเป็นผู้สร้างอัตลักษณ์ความเป็นหญิง ซึ่งอัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นลักษณะของความเป็นหญิงและผู้หญิงที่ดีในอุดมคติสื่อจะรับเอาสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นลักษณะของตัวละคร สื่อและสังคมจึงมีอิทธิพลต่อการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นหญิง ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีว่าด้วยการครองความเป็นใหญ่ (Hegemony) ของ อันโตนิโอ กรัมชี่(Antonio Gramsci)และ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นจริงทางสังคมกับสื่อมวลชน