หัวข้อของการศึกษา : พัฒนาการทางการปกครองของตำบลท่าขอนยางจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในชุมชน กรณีศึกษา 4 หมู่บ้านของตำบลท่าขอนยาง อำกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ บ้านท่าขอนยาง บ้านหัวขัว บ้านใคร่นุ่น บ้านดอนสวน วิธีในการศึกษา : คือจะพิจารณาเปรียบเทียบในแง่ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของคนในหมู่บ้านท่าขอนยาง บ้านหัวขัว บ้านใคร่นุ่น และบ้านดอนสอนก่อนมีการก่อตั้งองค์การก่อบริหารส่วนตำบล (ตั้งแต่ปี 2501-2538) และหลังมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (ตั้งแต่ปี 2539-2550)โดยใชวิธีการสุ่มตัวอย่างและ แบบสโนว์บอลล์ (Snowball sampling)
ผลการศึกษา:จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ 3 ประการด้วยกัน 1. ผลของการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในแง่สภาพสังคมความเป็นอยู่ของคนในชุมชนทั้งสี่หมู่บ้านก่อนมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2501-2538) และหลังมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2539-2550) พบว่าสภาพสังคมความเป็นอยู่ของทุกหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่บ้านท่าขอนยางมีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าบ้านหัวขัว บ้านใคร่นุ่น บ้านดอนสวน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ปัจจัยที่หน้าจะส่งผลให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้านให้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อนนั้นมาจากพัฒนาการทางการปกครองในบางส่วน กล่าวคือการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางขึ้นนั้นถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่เป็นผู้ทำให้ชาวบ้านมีความสะดวกสบายจากการมียุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นการมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน และสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน โรงเรียนต่างๆ ที่ส่งผลให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิมไป เช่นเมื่อมีสาธารณสุขเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็ได้รับความรู้ในเรื่องการกินอยู่ของชาวบ้านว่าควรที่จะรับประทานอาหารที่สุขๆไม่ดับเพราะจะทำให้เป็นโรคใบไม้ในตับ ที่อยู่อาศัยก็ควรรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ให้ความรู้เรื่องการดูแลตนเองอย่างไรไม่ให้ป่วยเป็นโรคต่างๆเป็นต้น การที่มีการจัดตั้งโรงเรียนให้เด็กๆได้มีความรู้ก็เป็นการปลูกผังสิ่งที่ดีงามให้เด็กๆเรียนรู้ในด้านต่างๆที่ทำให้เด็กๆเมื่อเขาโตขึ้นมาเขาจะได้ดูแลตัวเองและคนอื่นได้ การมีถนนที่สามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วขึ้นในเวลาฉุกเฉิน เช่น คนป่วยก็ช่วยให้ลดการเสียชีวิต มีน้ำประปาที่สะอาดใช้ ทุกครัวเรือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัยขึ้น แต่ผลเสียที่ได้รับคือการที่จำนวนประชากรของแต่ละหมู่บ้านเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ในการทำการเกษตรลดน้อยลง เกิดความแออัดทางสังคม เกิดมลภาวะเป็นพิศ ทรัพยากรธรรมชาติไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรเป็นต้น ดังนั้นทั้งหมดจึงนี้ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นว่าบ้านท่าขอนยางเป็นหมู่บ้านที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากกว่าอีก 3 หมู่บ้าน อันเนื่องมาจากบ้านท่าขอนยางมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจแบบก้าวกระโด ซึ่งจะกล่าวในข้อต่อไป จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็คือการมีหมาวิทยาลัยมหาสารคามมาตั้งในบริเวณใกล้ๆกับบ้านท่าขอนยาง ทำให้จำนวนประชากรในพื้นที่บ้านท่าขอนยางเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันๆ เนื่องจาบ้านท่าขอนยางเป็นแหล่งที่นักธุรกิจมาลงทุนสร้างหอพัก และห้างร้านต่างๆในหมู่บ้านทำให้บ้านท่าขอนยางมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวบ้านบางส่วนจึงปรับความเป็นอยู่ของต้นเองเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับบุคคลที่มาจากต่างถิ่นได้ บ้านดอนส่วนก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีนักธุรกิจมาสร้างหอพักในพื้นที่บ้านดอนสวนแต่ไม่มากเท่ากับบ่าท่าขอนยางจึงไม่ส่งผลต่อบ้านท่าขอนยาง และปัจจัยสุดท้ายที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน คือ เทคโนโลยีต่างๆที่มากับยุคโลกาภิวัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช่ไฟฟ้าต่างๆที่อำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านเอกที่เป็นตัวทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด 2. ผลของการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบทางด้านเศรษฐกิจ หรือการประกอบอาชีพในการดำรงชีพของคนในชุมชนทั้งสี่หมู่บ้านก่อนมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2501-2538) และหลังมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2539-2550) พบว่า สภาพเศรษฐกิจ หรือการประกอบอาชีพในการดำรงชีพของคนในชุมชนทั้งสี่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ซึ่งจะเห็นไดว่าชาวบ้านทั้งสี่หมู่บ้านมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ เนื่องจากทุกหมู่บ้านมีพื้นที่ๆเหมาะสมในการเพราะปลูกมีแม่น้ำชีเป็นแม่น้ำสายหลัดและมีลำห้วยสายคอซึ่งไหลลงสู่ห้วยกุดโคกที่ช่วยในการทำการเกษตร นอกจากนั้นก็ยังมีลำห้วยสายสั้นๆ อีกหลายสาย มีหนอง บึง อีกหลายแห่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือวิธีหรือขั้นตอนในการทำนาที่เปลี่ยนจากวัว ควายมาเป็นเครื่องจักร เปลี่ยนจากปุ๋ยคอกมาเป็นปุ๋ยเคมีเป็นต้น ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางก็มีโครงการในการดูแลในเรื่องการขุดลอกคูคลองและยังมีศูนย์สูบน้ำชีด้วยไฟฟ้าถึง 3 แห่ง ที่สามารถจ่ายน้ำได้ทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ แต่พื้นที่ในการทำการเกษตรมีจำนวนลงน้อยลงเนื่องจากลูกหลานเริ่มขายที่นาให้นายทุนนำไปสร้างหอพัก ร้านค้าต่างๆโดยเฉพาะนาในบริเวณที่ติดถนน ลองลงมาเป็นอาชีพค้าขาย เนื่องจากทั้งสี่หมู่บ้านอยู่ใกล้กับตัวเมืองและมีถนนสายสำคัญตัดผ่าน ทั้งสี่หมู่บ้านที่เกิดจากงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลและงบประมาณของภาครัฐ ที่ส่งผลให้ชาวบ้านมีความสะดวกในการไปซื้ออุปกรสิงค้าต่างๆมาขายในหมู่บ้าน โดยเฉพาะบริเวณบ้านท่าขอนยาง ทั้ง 5 หมู่ที่ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านติดกับเขตพื้นที่ตำบลขามเรียงซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงทำให้บ้านท่าขอนยางทั้ง 5 หมู่บ้าน เป็นประตูแรกเข้าสู่มหาวิทยาลัย ส่งผลให้บ้านท่าขอนยางมีศักยภาพในด้านพาณิชย์กรรมโดยเฉพาะการเกิดธุรกิจที่หลากหลายเช่นร้านค้า ร้านอาหาร และหอพักนักเรียนนักศึกษา เพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาและคณาจารย์และบุคลากรต่างๆจากการเพิ่มขึ้นของธุรกิจเหล่านี้ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางไดมีรายได้ในการเก็บภาษีต่างๆของตำบลท่าขอนยางมากขึ้น จากการมีรายได้เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลให้องค์การบริหารส่วนตำบลขอยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลตำบลเพื่อให้สามารถดำเนินงานไดสะดวกมากขึ้นกับการขยายตัวของตำบลท่าขอนยาง ต่อมาอาชีพรับราชการเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชากรเข้ามาทำมาหากินในตำบลท่าขอนยางมาขึ้น และยิ่งมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ ทำให้อาชีพรับราชการมีการขยายตัวและมีจำนวนมากขึ้น การขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะมีการก่อสร้างและค้าขายทำให้มีอาชีพรับจ้างในกิจการต่างๆ ทั้งหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานของรัฐ นอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีการประกอบอาชีพส่วนตัว อาชีพอิสระ และอาชีพอื่นๆ รวมแล้วอีกจำนวนหนึ่ง จากที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นว่าอาชีพของชาวบ้านมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยมีอาชีพเกษตรเป็นอาชีพหลักมีอาชีพเสริมบ้างเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันเมื่อมีความสะดวกสบายมากขึ้นชาวบ้านก็ต่างแข็งขันกันเพื่อให้ได้เงินท้องต่างๆมีซื้อครองอำนวยความสะดวกมากมายให้กับตัวเอง 3. ผลของการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในแง่ของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนทั้งสี่หมู่บ้านก่อนมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2501-2538) และหลังมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยาง (ตั้งแต่ปี 2539-2550) พบว่าทางด้านวัฒนธรรมของชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งสี่หมู่บ้านถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไรนักการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลจากพัฒนาการทางการปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคือชาวบ้านยังคงมีความสัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิที่มองไม่เห็น เช่น ศาลและดอนปู่ตา มีความสัทธาในพระพุทธศาสนาและประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันเป็นเวลายาวนาน เช่น ประเพณีไหลเรือไฟ ประเพณีลอยกระทงที่เป็นประเพณีขอขมาแม่น้ำชีเป็นต้น งานเข้าพรรษาที่มีการเวียนเทียนที่วัด และงานบุญต่างๆเช่น บุญกระถิน ถึงแม้พิธีการในการจัดงานจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไปบ้างเพื่อให้เกิดความสะดวกของชาวบ้านและผู้ร่วมงาน แต่ก็ไม่ส่งผลกกระทบต่อความสัทธาของชาวบ้านแม้แต่นิดเดียว ในปัจจุบันพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีการประพฤติที่ต่างไปจากพระสงฆ์ในสมัยก่อนอยู่บ้าง เช่น การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้พระสงฆ์มีความสะดวกสบายมากขึ้น การเดินทางไปจำวัดหรือทุดงในป่าในต่างๆหลังวันออกพรรษาก็สะดวกสะบานเนื่องจากถนนหนทางก็ดีไปมาสะดวกปอดภัย มีไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น ส่วนทางด้านขนบธรรมเนียมของชาวบ้าน พัฒนาการทางการปกครองเป็นตัวแปลหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เมื่อเกิดความสะดวกสบายในเรื่องถนนหนทางการเข้ามาของเทคโนโลยีต่างๆก็เข้ามาในหมู่บ้านได้สะดวกขึ้นและยิ่งมีไฟฟ้าครบทุกครัวเรือนความต้องการของชาวบ้านทางด้านอุปกรเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะนำมาช่วยลดความเหนื่อยล่าก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องชักผ้า กระติกน้ำร้อย และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆที่ส่งผลให้ขนบธรรมเนียมของชาวบ้าเปลี่ยนไปเช่น การเข้ามาของโทรทัศน์ ที่เป็นตัวแพร่ค่านิยมใหม่ของต่างชาติผลที่ได้รับ เช่น วัยรุ่นในปัจจุบันโดยเฉพาะผู้หญิงมีความแตกต่างจากเดิมมาก กล่าวคือในปัจจุบันผู้หญิงไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวเหมือนแต่ก่อน การแต่งกายก็ไม่มิดชิด มารยาทในการทักทายก็ไม่มี พูดจาไม่เพาะ ส่วนวัยรุนชายก็เช่นกันที่ไม่รู้จักห้ามใจในเรื่องต่างๆ ใจร้อนอาลมรุนแรงเป็นต้น การที่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาในหมู่บ้านก็ทำให้วัฒนธรรมที่เคยอยู่แบบเรียบง่ายตามแบบชาวบ้านก็เปลี่ยนแปลงไปตามการเวลาตามยุคตามสมัยเพื่อให้ทันและสามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกในปัจจุบันได้ จากผลสรุปของการวิจัยพบว่าถึงแม้จะมีการก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางขึ้นจะไม่ส่งผลให้ชาวบ้านกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่การก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอนยางก็ช่วยให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นทำให้ชาวบ้านสามรถที่จะตัดสินในสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับหมู่บ้านตัวเองได้โดยผ่านตัวแทนหมู่บ้านที่เป็นผู้เลือกเข้าไป ถึงแม้จะทำได้ไม่มากเท่าไรนักแต่ก็ถือว่าได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนและนำพาชุมชนให้เริ่มมีความเป็นประชาธิปไตยในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นผลให้เป็นไปตามแนวคิดการปกครองท้องถิ่นแบบประชาธิปไตย องค์การบริหารส่วนตำบลท่าขอยางมีนโยบายที่จะพัฒนาท้องถิ่นให้มีความทันสมันตามยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดมาหาสารคาม โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นที่เป็นไปตามแนวคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อความทันสมัย กล่าวคือเพื่อให้ชาวบ้านในตำบลท่าขอนยางได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสะดวกสบายและปลอดชัยต่างๆ องค์การบริหารส่วนตำบลจึงมีการวางนโยบายที่สำๆหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็น โครงการสร้างและบำรุงถนนให้ชาวบ้านสามารถสันจรได้สะดวกสบายมากขึ้น ทั้งถนนสายหลักและถนนภายในตัวหมู่บ้าน โครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่นน้ำประปา ไฟฟ้า ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันมีครบทุกพื้นที่แล้ว มีสถานีอนามัยที่ดี และอีกอื่นๆมากมาย ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้ตำบลท่าขอนยางมีการเจริญรุ่งเรืองก้าวทันยุคทันสมัยตามโลกโลกาภิวัฒน์ทฤษฏีว่าด้วยความทันสมัย ที่จะเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจของตำบลท่าขอนยางดี ประชาชนก็จะมีฐานะดีกว่าเดิม