ปฏิญญาที่เห็นคุณค่าของแรงงานต่างด้าว
สังคมโลกปัจจุบันได้มีการย้ายถิ่นของผู้คนต่างเชื้อชาติต่างภาษาในรูปแบบต่างๆกัน หนึ่งในจำนวนการย้ายถิ่นคือ แรงงาน ที่เข้ามาทำงานในต่างแดน ซึ่งในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดกรรีการย้ายถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน เช่นลาว กัมพูชา รวมถึงพม่า ที่คนไทยเรียกว่า”แรงงานต่างด้าว” ซึ่งโดยมากจะย้ายถิ่นมาในระยะเวลาสั้นๆ การย้ายถิ่นเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และแรงงานที่ย้ายถิ่นมาเกิดผลดีต่ออุตสาหกรรม ให้มีการขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี แต่สิ่งที่ควรกระทำคือ ควรมีกาจัดระเบียบการย้ายถิ่นมากขึ้น รวมทั้งคุ้มครองผู้ย้ายถิ่น และป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ คำนึงถึงความเสมอภาค และเท่าเทียมกันและป้องกันผลเสียที่ตามมา กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีแนวทางที่จัดทำให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน โดยในวันที่ 13 มกราคม 2550 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้มีฉันทามติรับรองปฏิญญาฉบับหนึ่งเพื่อมีแนวทางเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชื่อว่า “ปฏิญญาสมาคมประชาชาติว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิแรงงานต่างด้าว” โดยมีเนื้อหาการยุติการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ โดยประกอบด้วย 4 ส่วนคือ หลักทั่วไป พันธกรณีประเทศผู้ส่ง พันธกรณีประเทศผู้รับ และพันธกรณีอาเซียน จะเห็นได้ว่าปฏิญญาดังกล่าวให้ความสำคัญต่อการร่วมมือกันระหว่าง 2 ประเทศ ในการดูแลแรงงานต่างด้าว โดยตามหลักการทั่วไปนั้น ในข้อ 3 กล่าวว่า “ประเทศผู้รับและประเทศผู้ส่งจะต้องคำนึงถึงสิทธิพื้นฐานและศักดิ์ศรีแรงงานต่างด้าวและสมาชิกในครอบครัวซึ่งพำนักอยู่แล้วโดยไม่เป็นการทำความเสียหายต่อที่ประเทศผู้รับจะบังคับใช้กฎหมายและนโยบายของตน”
ดังตามข้อ 3 ดังกล่าวเห็นได้ว่าให้แต่ละประเทศคำนึงถึงแรงงานต่างด้าวด้วยสิทธิความเป็นมนุษย์ แต่การคุ้มครองต้องคุ้มครองในขอบเขตที่ผู้รับจะได้บังคับใช้กฎหมาย ระเบียบ นโยบายของตนได้ จึงเป็นไปตามความเหมาะสมที่จะไม่สร้างภาระให้แก่ประเทศผู้รับมากเกินควร จึงเห็นได้ว่าควรคุ้มครองให้เหมือนคนภายในชาติ ดังเช่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 4 กล่าวว่า”ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง” จึงอนุมานได้ว่า แรงงานต่างด้าวต้องได้รับสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกับแรงงานคนชาติ ทั้งค่าจ้าง และสวัสดิการที่พึงมีรวมถึงการปฏิบัติต่อรงงานต่างด้าวด้วย ซึ่งความตามสิ่งที่กล่าวมาปรากฏชัดในส่วนที่ 2 พันธกรณีรัฐผู้รับ ในข้อที่ 8 ที่กล่าวว่า “ให้รับผู้รับส่งเสริมให้มีการคุ้มครองแรงงานต่างด้าวให้ได้รับการจ้างงานและจ่ายค่าจ้างที่เหมาะสมและยุติธรรมและมีโอกาสอย่างเพียงพอในการทำงานที่มีคุณค่าและมีสภาพความเป็นอยู่ดี” ตามที่ประเทศไทยนั้นได้ถือว่าเป็นประเทศผู้รับควรมีแนวทางกฎหมายไทยที่สอดคล้อง และเห็นว่าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้เป็นกฎหมายที่มีแนวทางในการคุ้มครองลูกจ้างทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ จึงกล่าวได้ว่าไม่คำนึงว่าเป็นสัญชาติใด แม้ว่าเป็นแรงงานต่างด้าวหนีเข้าเมืองก็ย่อมได้รับการคุ้มครอง เช่นใน มาตรา 89กล่าวว่า ”ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามมาตรา 88 ให้ใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้าง ไม่ว่านายจ้างและลูกจ้างนั้นจะมีสัญชาติ ศาสนา หรือเพศใด” การลงนามในปฏิญญาดังกล่าวย่อมส่งผลต่อกฎหมายไทย
โดยเห็นได้จาก พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวฉบับใหม่ในปี พ.ศ.2551 ที่มีความแตกต่างจากฉบับเดิม เช่น เพิ่มการอนุญาตให้จ้างแรงงานข้ามชาติแบบไป-กลับหรืองานตามฤดูกาลในพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ต่อเนื่องกับพื้นที่ชายแดนได้ ในมาตรา 14 อนุญาตให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทยสามารถขออนุญาตทำงานในลักษณะไป-กลับ หรืองานตามฤดูกาล โดยใช้เอกสารแทนหนังสือเดินทาง (อาจจะเป็นหนังสือข้ามแดน - Border Pass) และขอรับใบอนุญาตทำงาน โดยให้มีมติคณะรัฐมนตรีอนุญาต และจัดตั้งกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร จะให้นายจ้างหักเงินค่าจ้างจากลูกจ้างและนำส่งเข้ากองทุน โดยจำนวนเงิน วิธีการ หลักเกณฑ์และระยะเวลาให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ในมาตรา 15-20 ซึ่งเท่ากับว่าจะค่าใช้จ่ายที่ระบุชัดเจนว่าแรงงานข้ามชาติ จะต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนเป็นเงินเท่าไหร่ โดยแรงงานที่เดินทางกลับประเทศด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองก็จะสามารถขอรับเงินกองทุนนี้คืน พร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยจะได้รับคืนภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ยื่นขอรับเงินกองทุนคืน โดยต้องยื่นภายในเวลาสองปี โดยการบริหารกองทุนดังกล่าวจะมีกรรมการกองทุน เป็นผู้บริหารจัดการกองทุนดังกล่าว อีกทั้งมีการจัดตั้งกรรมการขึ้นมาใหม่สองชุด เพื่อให้สอดคล้องกับการพิจารณาการจ้างแรงงานคือ คณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว โดยทำหน้าที่ในเชิงการกำหนดนโยบายเรื่องการทำงานของคนต่างด้าว นอกจากนั้นแล้วยังทำหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของกรมการจัดหางานตามพรบ.นี้ และติดตามการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคนต่างด้าวตามนโยบายของรัฐบาล และ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งจะทำหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์กรณีที่แรงงานข้ามชาติร้องเรียนในเรื่องที่เจ้าหน้าที่ ไม่อนุญาตให้ทำงาน ไม่ต่อใบอนุญาตทำงาน หรือเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาข้อที่ 7 ที่กล่าวว่าอำนวยความสะดวกให้ได้รับความยุติธรรมและสวัสดิการที่เหมาะสม
ในส่วนที่ 3 เกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐผู้ส่ง กล่าวในข้อที่12 ว่า “ดำเนินการให้มั่นใจได้ว่าประชากรของตนมีโอกาสที่จะมีงานทำและโอกาสในการดำรงชีวิตอยู่ในฐานะทางเลือกที่ยั่งยืนแทนการย้ายถิ่น” ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวฉบับใหม่ พ.ศ.2550 ได้แก้ไขว่า ลักษณะของการกำหนดอาชีพที่อนุญาตให้ทำงานได้จากเดิม"ทำได้ทุกอาชีพยกเว้นบางอาชีพที่จะประกาศไม่ให้ทำ" เป็น"ไม่สามารถทำงานได้เลย ยกเว้นที่จะประกาศอนุญาตให้ทำได้บางประเภท" ตามมาตรา ๗ นี้เองจะเปลี่ยนรูปแบบการกำหนดงานที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำ โดยแต่เดิมจะมีการกำหนดอาชีพต้องห้ามที่ไม่ให้คนต่างด้าวทำ แต่ใน พรบ.ฉบับนี้ จะเปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้กลายเป็นการกำหนดอาชีพที่คนต่างด้าวสามารถทำได้ จึงเห็นได้ว่าประเทศไทยได้จำกัดการทำงานของแรงงานต่างด้าวมากขึ้นเพื่อไม่ให้แรงงานคนชาติมีการย้ายถิ่นไปทำงานต่างแดน ดังนี้ประเทศผู้ส่งประเทศอื่นก็เช่นกันควรมีมาตรการ ในการรองรับแรงงานไม่ให้มีการย้ายถิ่นมากเกินควรด้วย ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือต่อกัน ในส่วนที่ 4 กล่าวถึงพันธกรณีของอาเซียน เช่นในข้อที่ 21 กล่าวว่า “ สนับสนุนองคกรณ์ระหว่างประเทศ คู่เจรจาอาเซียนและประเทศอื่นๆให้ยอมรับนับถือหลักการเหล่านี้ให้การสนับสนุนตลอดจนความช่วยเหลือในการที่จะนำมาตรการต่างๆในปฏิญญานี้ไปดำเนินการ” ในปัจจุบันมีองค์การแรงงานระหว่างประเทศก่อตั้งมาแต่ค.ศ.1919 ที่เป็นองค์กรที่สนับสนุนการคุ้มครองด้านนี้โดยตรง นอกจากนั้นประเทศต่างๆควรนำหลักการในปฏิญญาไปบัญญัติเป็นกฎหมายภายในเพื่อคุ้มครองแรงงานต่างด้าวอีกด้วย
เวลาที่ผ่านมาแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทยถูกละเมิดสิทธิเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับแรงงานไทยที่ถูกหลอกลวงให้ไปทำงานในต่างประเทศก็มีจำนวนมากเช่นกัน โดยปฏิญญาฉบับนี้จะช่วยให้แรงงานต่างด้าวได้รับการคุ้มครองเพิ่มขึ้นจึงถือว่าเป็นปฏิญญาที่มีความสำคัญที่ทำให้เห็นถึงการมองว่าปัญหาดังกล่าวควรได้รับการแก้ไขเยียวยา เห็นว่าแรงงานต่างด้าวเป็นบุคคลที่มีคุณค่าแม้ว่าจะไม่ใช่แรงงานคนชาติก็ให้ความคุ้มครองโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ จึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีแผ่นดินที่ใกล้ชิดกัน
มาทักทายครับ
เขียนได้ดีมาก น่ารักด้วยผู้หญิงคนนี้
ความคิดมีระบบ ชอบมาก น่ารักด้วย