มนุษยสัมพันธ์

มนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน


ชาติภูมินทร์(พัฒนศักดิ์)  นนทบุตร


              มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสัมพันธ์ติดต่อเพื่อเกิดการพึ่งพาช่วยเหลือกันอย่างเป็นระบบ  ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่เกิ้อหนุนความสำเร็จในกิจกรรมงานไม่ว่าอาชีพใดๆ ไม่ว่าราชการหรือธุรกิจ หรือเอกชนหรือแม้ในเรื่องส่วนตัว เช่นกิจกรรมภายในครอบครัว เพื่อนพ้องหรือสังคมใกล้ตัวก็ตามต้องได้รับความร่วมมือในส่วนของบุคคลที่ร่วมปฏิบัติงานด้วยกัน

              อย่างไรก็ดีในการพัฒนาประเทศภายใต้บทบาทภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่อง การเสริมสร้างความร่วมมืออยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการประเภทใดๆ และโดยหน่วยงานใดต่างก็ล่วนมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือคลี่คลายและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ความจำเป็นที่จะต้องระดมสรรพกำลังจากหลายๆ ฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเพื่อช่วยให้การพัฒนาประเทศบรรลุผลสำเร็จที่ดีขึ้น

              เพราะฉะนั้น กลไกหลักที่ใช้เสริมสร้างความร่วมมือร่วมใจกันก็คือ "มนุษยสัมพันธ์" นั่นเอง ผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีนับว่ามีทุนอยู่ในตัวที่จะทำให้ได้เปรียบ และนำมาซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาหน่วยงานอีกด้วย

มนุษยสัมพันธ์ คืออะไร

              มีผู้ให้ความหมายคำว่า"มนุษยสัมพันธ์" ไว้หลายอย่าง ซึ่งมีความหมายคล้ายคลึงกัน เช่น-...
              มนุษย์สัมพัน์ คือ  กลวิธีในการติดต่อเกี่ยวข้องระหว่างมนุษย์ 
              คือ ...วิธีการเข้ากับคน การเอาชนะใจคนและการครองใจคน
             คือ.. วิธีการเอาชนะใจคนโดยสันติวิธี
             คือ.. ความเกี่ยวพันระหว่างมนุษย์ซึ่งเป็นไปตามกฏเกณฑ์ธรรมชาติและจารีตประเพณี
             นอกจากนี้ยังมีผู้สรุปว่า.."มนุษยสัมพันธ์"  ก็คือกระบวนการปฏิบัติเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหน่วยงานอย่างราบรื่น ก่อให้เกิดขวัญ กำลังใจอันจะนำไปสู่ความสำเร็จหรือเพิ่มผลของงาน บ้างก็กล่าวว่า"มนุษยสัมพันธ์" เป็นกลวิธีที่ใช้ในการครองใจคน โดยมีความประสงค์ที่จะให้บุคคลดังกล่าวนั้นนับถือ จงรักภักดีและให้ความร่วมมือในการทำงานด้วยอย่างเต็มใจ
             อย่างไรก็ตามมีนักเขียน  2  ท่านได้ให้คำจำกัดความที่น่าฟังเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์ไว้ดังนี้...
             Edwen B.Fleppo กล่าวว่า.."มนุษยสัมพันธ์" คือ การรวมคนให้ทำงานร่วมกันในลักษณะที่มุ่งให้เกิดความร่วมมือ ประสานความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์เพื่อบังเกิดผลบรรลุเป้าหมาย
             Keith  Davis ได้ให้ความหมายของ "มนุษยสัมพันธ์" ว่า..เป็นวิธีการที่ก่อให้เกิดวัตถุประสงค์และจงใจให้คนในกลุ่มได้ร่วมกันทำงานอย่างไผลและมีประสิทธิภาพ โดยความพึงพอใจในการเศรษฐกิจและสังคมโดยทั่วถึง
             ดังนั้น อาจสรุปได้ว่า "มนุษยสัมพันธ์" ก็คือ ความสามารถในการเข้ากับคนอย่างผสมกลมกลืนและร่วมมือทำงานกับบุคคลอื่นไปสู่ความสำเร็จอย่างมีความสุข
             ส่วน "..การพัฒนา.." ก็มีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย..เช่น
             การเปลี่ยนแปลงที่มีการกำหนดทิศทางหรือการเปลี่ยนแปลงที่ได้วางแผนไว้แน่นอนล่วงหน้า
              การกระทำให้เกิดขึ้น คือ เปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่งที่ดีกว่า
              ความเจริญก้าวหน้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

              การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือดีกว่าสภาพที่เป็นอยู่
              เพื่อนำมาวิเคราะห์แล้ว  จะเห็นว่ามีการให้ความหมายตามแนวทางตามแนวทาง 3 แนวทาง คือ 
              1 ในแง่ของความก้าวหน้า
              2 ในแง่ของการวางแผนเพื่อให้เกิดความเจริญ
              3 ในแง่วิธีการในการดำเนินการพัฒนา
             ดังนั้น การพัฒนา  จึงหมายถึง การดำเนินการโดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น  หรือเจริญขึ้น โดยมีลักษณะที่เป็นกระบวนการ ดังนี้..คือ
             1 การพัฒนาเป็นกระบวนการในการ "ปรับปรุงคุณภาพชีวิต"ของบุคคลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
             2. การพัฒนามุ่งให้เกิด"ความเสมอภาค"ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
             2. การพัฒนาจะต้องสร้างให้เกิด"การกระจายอย่างทั่วถึง"ทั้งในเรื่องรายได้ของคนในชุมชนและการกระจายบริการต่างๆที่รัฐจะทำให้แก่ประชาชนให้มากที่สุดโดยไม่มีช่องว่างระหว่างชนบทและในเมืองในที่สุด
ความสำคัญของมนุษยสัมพันธ์กับงานพัฒนา
             ในกระบวนการพัฒนานั้น ถือเอาความสำคัญว่า"คน"คือเครื่องมือของการพัฒนาและเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา ดังจะเห็นได้จากผลการประเมินแผนงาน  โครงการและกิจกรรมการพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไป ผลของงานคงจะเป็นตัวชี้วัดถึงประสิทธิภาพของการพัฒนาจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของ"คน"เป็นพื้นฐาน
             สืบเนื่องมาจากสังคมในอดีต เป็นพื้นฐานสังคมแบบเครือญาติ ประชาชนมีจำนวนน้อยประกอบกับประชาชนเหล่านั้นมีโอกาสรู้จักซึ่งกันและกัน  ความต้องการของสังคมและของบุคคลอยู่ในลักษณะจำกัดสังคมในอดีตจึงพึ่งงานตนเองได้หลายด้านวิวัฒนาการทางสังคมได้เปลี่ยนไปเป็นสังคมขนาดใหญ่ขึ้น  จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากจนทำให้เกิดความสับสนในการปกครองการบริหารและการพัฒนาอย่างมากเพราะประชาชนพลเมืองมีความต้องการมากขึ้นทั้งในทางเศรษฐกิจ  สังคม และการเมือง ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของบุคคลต่างๆที่อยู่ในสังคมนั้นๆเป็นสิ่งสนับสนุนให้งานไปสู่ความสำเร็จ
             อันนัยหนึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า ตัวเราเองก็ดี เพื่อนร่วมงานก็ดี ผู้นำท้องถิ่นก็ดี ผู้บังคับบัญชาก็ดีผู้ใต้บังคับบัญชาก็ดีและประชาชนก็ดีล้วนแต่เป็นคนที่มีความสำคัญทั้งสิ้นที่จะก่อให่เกิดความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นได้  จึงจำเป็นจะต้องมีการศึกษาหาความรู้ในเรื่องคนหรือมนุษย์ให้ถ่องแท้ เพราะนอกจากเรารู้จักงานแล้ว เราจะต้องรู้จักเขา รู้จักเรา  จึงจะเอาชนะข้าศึกหรืองานที่รับผิดชอบมอบหมายให้ปฏิบัติได้ ดังเช่นนักปราชญาชาวจีน"ซุนหวู่"ได้กล่าวไว้ในครั้งพุทธกาล
             ด้วยเหตุว่ามนุษย์เราแต่ละคนมีทั้งสิ่งที่เหมือนกัน ได้แก่ความต้องการพื้นฐานและที่แตกต่างกัน เช่นรูปร่างหน้าตา อารมณ์ทัศนคติ  ค่านิยม  ความรู้   ความสามารถย่อมนำไปสู่ความคิดและส่งผลต่อพฤติกรรมในการทำงานที่แตกต่างกันหรือขัดแย้งกันได้
              สาระสำคัญของมนุษยสัมพันธ์ก่อให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานก็คือ...
             1  ทำให้เกิด " ความเข้าใจ " ระหว่างผู้ทำงานด้วยกันหรือระหว่างเพื่อนมนุษย์
             2  รู้จัก " ปรับตัวเอง " ให้ประสานสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
             3  มี " ความร่วมมือ " ช่วยเหลือเกื้อกูลในการทำงานร่วมกัน
             4  ก่อให้เกิด " ความเจริญ " แก่ตนเองและความสำเร็จก้าวหน้าหรือกำไรแก่หน่วยงานของตน
             5 ก่อให้สังคมหรือหน่วยงานนั้นทำงานได้อย่างมี " ความสุข " เข้าใจซึ่งกันและกันประสิทธิภาพของงานจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจ ( มนุษยสัมพันธ์หรือความขัดแย้ง )

 

 

ประสิทธิภาพน้อย

ประสิทธิภาพมาก

ความขัดแย้ง

ความร่วมมือร่วมใจ ( มนุษยสัมพันธ์ )

การเอาแพ้ เอาชนะ:ซึ่งกันและกัน

ทุกคนมีส่วนร่วมและตกลงร่วมกัน

ต่อต้านขัดขวาง ไม่ยอมรับ ไม่พึงพอใจ ขาดความร่วมมือ

ยินดีรับและพึงพอใจ

ความไม่เข้าใจ

ความเข้าใจ

การสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้นำท้องถิ่นและประชาชน
             การสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานพัฒนานั้น ไม่มีหลักการที่แน่นอนขึ้นอยู่กับศิลปของแต่ละคนไม่จำเป็นต้อง มีพรสวรรค์ของทุกคน สามารถปรับปรุงตัวเองได้หรือสร้างให้มีขึ้นได้โดยใช้หลักมนุษยสัมพันธ์ที่พระพุทธเจ้าให้หลักธรรมไว้ที่เรียกว่า " สังคหวัตถุ4 "  ประการ คือ
             1 ทาน คือ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันช่วยเหลิอผู้อื่น
             2 ปิยวาจา คือ พูดจาไพเราะอ่อนหวานพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น รักษาคำพูด
             3 อัตถจริยา คือ เห็นธุรคนอื่นเสมอด้วยตนเองไม่ดูคายทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
             4 สมานัตตา คือ กาารวางตนให้เหมาะสมเสมอต้นเสมอปลายสภาพเรียบร้อย

             นักพัฒนาจะต้องปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ให้ได้จะได้เป็นที่รักนับถือของผู้นำท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป แต่การที่จะนำเอาสังคหวัตถุธรรมไปใช้ให้ได้ผลอย่างแท้จริงจะต้องใช้หลัก 5 ร่วมเป็นสื่อคือ..
             1 ร่วมกิน ร่วมอยู่ร่วมเผชิญทุกข์ สุข
             2 ร่วมปรึกษาหารือ
             3 ร่วมศึกษาสภาพปัญหา
             4 ร่วมปฏิบัติงาน
             5 ร่วมแก้ไขปัญหา

             เมื่อเราปฏิบัติตนตามนี้แล้ว การทำงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และประชาชนก็ใกล้จุดหมาย เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นักพัฒนาเราต้องปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับศรัทธาให้เกิดขึ้นกับประชาชนด้วย เป็นต้นว่าสร้างบุคลิกภาพจิตใจเข้มแข็ง มีอารมณ์ดี ผูกมิตรกับทุกคน เชื่อมั่นในตนเอง เร่งติดต่อประสานงานมีจิตวิญญาณลึกซึ้ง เข้าถึงปัญหา ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เสริมประสบการณ์วางแผนงานให้รอบคอบ แค่นี้ก็เกินพอแล้ว

การสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานกับผู้บังคับบัญชา
             นักพัฒนาถือได้ว่า...เป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษในการปรับตัวให้เข้ากับผู้นำท้องถิ่น  และประชาชนเป็นอย่างดียิ่ง ดังนั้นการที่จะร่วมปฏิบัติงานกับผู้บังคับบัญชาเพียงไม่กี่คนคงไม่มีปัญหาจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องสร้างทัศนคติแรกพบให้เกิดความประทับใจ สร้างบุคลิกที่ดี มีกริยาท่าทางสุภาพอ่อนน้อม และมีคารวะให้เกียรติยกย่องนับถือในการทำงานของนักพัฒนาต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมกล่าวคือ มีความรู้ที่จะถ่ายทอด หรือตอบคำถามจริงจังต่องาน  หรือพร้อมที่จะประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานได้
              ในส่วนของผู้บังคับบัญชา ในฐานะเป็นผู้บริหารนั้นต้องสร้างคุณค่าให้เป็นผู้บริหารการพัฒนามากกว่าจะเป็นผู้บริหารโดยตรง  หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาต้องใช้หลักการบริหารให้เกิดการพัฒนาขึ้นในองค์กรอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ต้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามามีส่วนร่วมในทีมงานขององค์กร หลักสำคัญที่สุดของหารบริหารการพัฒนานั้น ผู้บังคับบัญชาต้องจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีจิตสำนึกในกระบวนการวางแผนงาน ในการพัฒนาองค์กรร่วมกัน ตลอดทั้งให้ความสำคัญแก่บุคลากรทุกคนเท่าเที่ยมกัน นอกจากนี้ต้องใช้หลักคุณธรรมนำการบริหารอันจะเป็นการเสริมขวัญกำลังใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะนำผลการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพแก่องค์กรด้วย
การสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน
             นักพัฒนาทุกคนต้องสร้างภาพพจน์อันเปฌนแบบอย่างที่ดี ในการสร้างความสามัคคีเครื่องมือที่จะนำมาใช้ให้เกิดผลในการทำงานร่วมกัน คือ
             1.การอย่างด้วยกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ เอาใจใส่ในความทุกข์สุขของเพื่อน
             2.ร่วมกินไม่เป็นฝ่ายกินกินเพื่นฝ่ายเดียวหรือรับฝ่ายเดียว
             3.ร่วมปรึกษาหาหนทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน
             4.ร่วมวางแผนการดำเนินงาน
              5.ร่วมปฏิบัติงานกับเพื่อนร่วมงานด้วยความเต็มใจ
การสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานกับหน่วยงานอื่น
             จากคำกล่าวที่ว่า"ไม่มีงานอะไรในหมู่บ้าน ตำบล ที่ไม่ใช่งานพัฒนา" หมายถึงว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การเกษตร ป่าไม้ ประมง หรืออนามัย ล้วนเป็นงานของพัฒนากรคือผู้ประสานให้หน่วยงานดังกล่าวมีโอกาสเข้าร่วมในการวางแผนพัฒนาในระดับหมู่บ้าน ตำบลมีส่วนรู้เห็นการทำงานพัฒนากรทุกกระบวนการ  และสำคัญควรให้หน่วยงานอื่นมีส่วนร่วมในผลความสำเร็จและผลประโยชน์ของงานพัฒนาด้วย
สรุป
             เมื่อคนเราได้รับการพัฒนาขึ้น ย่อมมีความคิดเห็นเป็นของตนเองและต้องการให้ความคิดเห็นของตนเองได้รับการพิจารณา ตนเองต้องรับรู้ ต้องเข้าใจและที่สำคัญต้องการมีส่วนร่วมในกิจการงานที่ตนต้องปฏิบัติ หรือต้องเกี่ยวข้อง หากมีความผิดพลาดก็พร้อมที่จะรับผิดชอบและปรับปรุงแก้ไข
             ดังนั้น การศึกษาให้เข้าใจความต้องการของมนุษย์และเอาใจเขามาใส่ใจเราซึ่งผู้ทำงานพัฒนาหรือ " นักพัฒนา ' นั้นนับเป็นกำไรหรือข้อได้เปรียบจะเป็นการป้องกันความขัดแย้งและเสริมสร้างความร่วมมือร่วมใจ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จของงาน