ลดต้นทุนการผลิต

น้ำหมกหรือน้ำหมัก

                       มาอีกแล้ววันนี้คนค้นหาได้นำองค์ความรู้เรื่องการทำน้ำหมกที่ไม่ใช่น้ำหมักมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงการ KM ในปัจจุบันปุ๋ยเคมีราคาสูงมากและทำให้ต้นทุนการผลิตของพี่น้องเกษตรกรสูง  ดังนั้นเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง จึงขอนำเสนอการทำน้ำหมก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของนายประยงค์  ใจเป็น เกษตรกรบ้านหนองตอ  หมู่ที่ 5 ตำบลเชียงยืน  อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งมีความเป็นมาและกระบวนการผลิต  ดังนี้

1.  ความเป็นมาของวัตกรรม

                -  สภาพการณ์ในปัจจุบันเกษตรกรทราบปัญหาหลายๆ ด้าน ในด้านทำการเกษตรไม่ว่าจะ

เป็นการลงทุนในการผลิตพืชแต่ละชนิดและทราบว่าสภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง

ไป ค่าครองชีพสูง เช่น การลงทุนสูงในการผลิตพืชมีการซื้อปุ๋ยเคมี ซื้อสารเคมี แต่ราคาผลผลิต

ราคาต่ำเกษตรกร จึงหันมาใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยหมก ทดแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งเกษตรกรส่วนมากทำเองได้

และปัจจัยในพื้นที่ยังพอมีหาได้ง่าย

                -  สภาพปัญหา การขยายผลยังน้อย เพราะส่วนมากเกษตรกรยังมีความต้องการที่ง่ายคือ

ซื้อปุ๋ยมาใช้เองแล้วเห็นผลง่าย ไม่เสียเวลา

                -  ผลงาน ได้มีเกษตรกรจากจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดอื่นๆ ได้มาศึกษาดูงานปีละหลาย

พันคน ได้นำไปใช้และมีการตอบรับว่าการนำไปใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่า

2.  การออกแบบนวัตกรรม กรอบแนวคิดการแสวงหาความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงาน

                แรงบันดาลใจในการแสวงหาความรู้ เริ่งวันที่  15  เมษายน  2530  การทำไร่ ทำนา ผลผลิต

ต่อไร่นาต่ำ เนื่องจากดินไม่สมบูรณ์และไม่มีเงินซื้อปุ๋ยมาใช้จึงได้เริ่มคิดว่าดินที่ปลวกทำรังเวลาเรา

ปลูกพืชนั้นไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยต้นพืชจะงอกงามผิดปกติ จึงได้มีความคิดว่าจอมปลวกเป็นซากวัตถุ

อินทรีย์ย่อยสลายแล้วนำมาผสมต่อเป็นจอมปลวกก็เลยได้ชุดดินจอมปลวกมาใส่นา ใส่ในไร่

ทดแทนปุ๋ยเคมี ต่อมาก็เลยมีความคิดว่าหากเราใช้เศษใบไม้ เศษมูลสัตว์ผสมทับถมกันไปเรื่อยๆ

เน่าสลายก็จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้เหมือนปลวกทำรัง พอมีทุนก็หันมาเลี้ยงหมู และได้ขุดหลุม

กว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร โดยใช้ใบไม้แห้ง 10 ส่วนผสมปุ๋ยคอกมูลสัตว์ 2 ส่วนลงไปใหหลุม

ทิ้งไว้ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ขุดขึ้นมาเก็บไว้ในร่มเงา หลังจากนั้นก็นำไปใส่นาข้าวและพืชอื่นๆ

จนเห็นว่านาข้าวสมบูรณ์ และในพืชอื่นๆ ก็ขึ้นสวยงาม เช่นเดียวกับเราใส่ปุ๋ยเคมี พอเริ่มเห็นผลก็

เลยมีการขุดบ่อขนาดใหญ่ประมาณ 20*20 เมตร ได้ทำจนถึงปัจจุบัน ได้ปีละประมาณ 200-300

ตัน ขายกิโลกรัมละ 2 บาท มีหน่วยงานราชการสั่งจองปีละหลายร้อยตัน ตัวผมปัจจุบันรู้คุณค่าของ

ปุ๋ยหมก เพราะการทำปุ๋ยหมกทำให้ผมมีอาชีพ มีรายได้พออยู่พอกิน ตามเศรษฐกิจพอเพียง ใน

พื้นที่ว่างเปล่าก็มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เช่น มะพร้าว พืชผัก เลี้ยงปลา ฝรั่ง ไผ่ หวาย

มะม่วง เลี้ยงสุกร ไก่พื้นเมือง ไก้ต๊อก เพาะพันธุ์ไม้จำหน่าย

 

3.  การสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม

                ขั้นตอนการจัดเตรียม

1.       วัสดุทรัพยากรที่ใช้ ใบไผ่ ใบไม้ทั่วๆไป มูลสัตว์ ฟางแห้ง

2.       วิธีการ มีบ่อขนาด 20*20 เมตร ลึก 2-3 เมตร กวาดใบไม้ทุกวันลงในบ่อแล้วปล่อย

มูลสัตว์(หมู) ลงทุกวันพร้อมนำฟางแห้งลงในหลุมด้วยหมักไว้

3.       ระยะเวลาที่ใช้ ระยะเวลาหมักใช้ 6 เดือนขึ้นไป

4.       งบประมาณ ซื้อสุกร ทำโรงเรือน ประมาณ 30,00050,000 บาท

5.       การทดสอบได้นำไปใช้ในนาข้าว พืชไร่,พืชสวน ทำให้ได้ผลคุ้มค่า

6.       การปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรม ได้มีการทำน้ำหมักชีวภาพในการเลี้ยงสุกร ทำให้

สุกรถ่ายมูลออกมาไม่มีกลิ่น (โดยทำน้ำหมักจากเปลือกหอยหรือจากซากสัตว์นำมาผสมอาหารให้

สุกรกิน)

4.  ประโยชน์ที่ได้รับ

                -  รักษาสภาพแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ

                -  ผลผลิตที่ได้รับปลอดภัยจากสารพิษ

                -  วัสดุในธรรมชาตินำมาใช้ประโยชน์ เช่น ใบไม้ มูลสัตว์

                -  เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของส่วนราชการและเอกชน บุคคลทั่วไป ให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อ

นำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่ม / ชุมชนได้

5.  เงื่อนไขหรือข้อจำกัดในการทำนวัตกรรมไปปรับใช้ประโยชน์

                -  การที่เรานำปุ๋ยหมกไปใช้กับพืชนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะไม่เห็นผลทันตาเหมือน

เราใช้ปุ๋ยเคมี อาศัยระยะเวลาหลายเดือนหลายปีถึงจะเกิดผล

-  ต้องเป็นคนขยัน ทำอาชีพการเกษตรเป็นหลักจำจะประสบผลสำเร็จ

-  มีกิจกรรมหลากหลายในครัวเรือน ให้มีการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

6.  แหล่งที่มาของข้อมูล

                1.  นายสงกรานต์ สร้อยคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 6ว ประจำสำนักงานเกษตร

อำเภอเมือง รับผิดชอบตำบลเชียงยืน 089-7158227

                2. นายประยงค์  ใจเป็น บ้านเลขที่  57/1  หมู่5     บ้านหนองตอ   อ.เมือง  จ.อุดรธานี    โทร.087-2226272