การเลือกวัตถุดิบในการผลิต ควรศึกษาสรรพคุณของวัตถุดิบแต่ละชนิดควบคู่กันไปด้วย เพื่อความมั่นใจก่อนนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์

  รายวิชา ง33202 น้ำหมักชีวภาพเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นสาระเพิ่มเติมที่ผู้เขียนได้จัดทำขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2545 และได้ปรับปรุงเนื้อหาและหลักสูตรมาอย่างต่อเนื่อง   วัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะในการทำงาน  ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้  เห็นคุณค่าของอาชีพสุจริต  มีคุณธรรม  จริยธรรม  ด้านความรับผิดชอบ  ขยันอดทน  ซื่อสัตย์  ประหยัดอดออม  ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง  มุ่งมั่นในการทำงาน  ใช้พลังงาน  ทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมอย่างคุ้มค่าและถูกวิธี

 โดยผู้เรียนจะศึกษาและได้รับการฝึกฝนในสาระการเรียนรู้ จำนวน 7 หน่วย ได้แก่  1.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2.หลักการเกษตรอินทรีย์ 3.สมุนไพรน่ารู้ 4.การแปรรูปสมุนไพร 5.น้ำหมักชีวภาพเพื่อชีวิต 6.โครงงานการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำหมักชีวภาพ 7.การปลูกพืชสวนครัวชนิดกินผล

 

          ในแต่ละหน่วยการเรียนผู้สอนเน้นการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนได้แสดงความสามารถและพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ เป็นไปตาม ธรรมชาติ ความถนัด และความสนใจ เน้นเรื่องคุณธรรม พัฒนาทักษะกระบวนการคิด ทักษะด้านคณิตศาสตร์ ภาษาและทักษะการประกอบอาชีพที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข  

          หลายบันทึกก่อนหน้านี้ผู้เขียนได้นำเสนอวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ (น้ำสกัดชีวภาพ) มาบ้างแล้ว ในเดือนนี้นักเรียนได้แบ่งกลุ่มกันเพื่อค้นคว้าทดลองทำน้ำหมักชีวภาพสูตรใหม่ๆ โดยเน้นใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นและหาได้ง่ายเป็นหลัก

          ปกติเราคุ้นเคยกับการทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อไปใช้กับการเกษตร แต่น้ำหมักชีวภาพที่จะนำเสนอต่อไปนี้เราผลิตเพื่อเตรียมนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชำระล้าง เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า แชมพู สบู่เหลวและสบู่ก้อน ซึ่งวิธีการทำแทบจะไม่แตกต่างกัน คือใช้อัตราส่วน 3:1:10  เพียงแต่เราเปลี่ยนจากใช้กากน้ำตาล (โมลาส) มาเป็นใช้น้ำตาลทราย (ชนิดไม่ฟอกสี) แทน เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้....หรืออาจใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลก็ได้.....แต่ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตอีกหลายเท่าตัว.....

หลังจากห่างหายจากบันทึกไปนาน วันนี้จึงขอนำเสนอวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพในบันทึกนี้ จำนวน 5 สูตร  ซึ่งเด็กๆได้พากันปฏิบัติการในภาคเรียนนี้....ดังนี้

·         น้ำหมักชีวภาพมะนาว

·         น้ำหมักชีวภาพมะขามเปียก

·         น้ำหมักชีวภาพสับปะรด/มะกรูด

·         น้ำหมักชีวภาพเสาวรส

·         น้ำหมักชีวภาพตะลิงปลิง

 

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพมะนาว

          เตรียมส่วนผสม ได้แก่ ผลมะนาว 3 ส่วน น้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาด 10 ส่วน และทำตามขั้นตอน ดังนี้

1.             ชั่งมะนาว ให้ได้น้ำหนัก 3 กิโลกรัม นำไปใส่ในภาชนะบรรจุ

2.             ชั่งน้ำตาล ให้ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม

3.             ชั่งน้ำสะอาด 10 กิโลกรัม

4.             นำน้ำตาลและน้ำสะอาดมาคนให้เข้ากันแล้วเทใส่ภาชนะบรรจุมะนาวที่เตรียมไว้แล้ว คนให้ทั่วอีกครั้ง

5.             ปิดฝาถังที่บรรจุส่วนผสมให้สนิท หมักทิ้งไว้ในร่มไม่น้อยกว่า 3 เดือน จะได้น้ำหมักชีวภาพมะนาวที่พร้อมใช้ (ในช่วงเดือนแรกๆ อาจจะมีการเปิดฝาถังเพื่อระบายแก๊สที่เกิดจากกระบวนการหมักเป็นครั้งคราวและปิดฝาไว้เหมือนเดิม) แต่หากจะให้มีประสิทธิภาพสูงควรหมักให้ได้นานเกินกว่าหนึ่งปีค่ะ

 

น้ำหมักชีวภาพสูตรอื่นๆ ใช้วิธีทำและขั้นตอนเดียวกัน เพียงเปลี่ยนจากมะนาวเป็นมะขามเปียก สับปะรด/มะกรูด เสาวรส หรือตะลิงปลิง.....(ในการทำน้ำหมักชีวภาพมะนาว มะกรูด ตะลิงปลิง ให้หมักทั้งลูกไม่ต้องหั่น)

สับปะรด..ลูกใหญ่...หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนหมัก


    
เสาวรส (แพสชั่นฟรุ้ต) เปลือกค่อนข้างหนา..ผ่าซีกก่อนหมัก

ลูกเล็กแบบตะลิงปลิง...ไม่ต้องหั่น..ใส่ทั้งลูกเลย

มะขามเปียก...ผิวหนูจะขาวก็คราวนี้ !!

 

เท่านี้เราก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ (น้ำสกัดชีวภาพ) พร้อมที่จะนำไปแปรรูปแล้วค่ะ และไม่หวงหรอกค่ะหากท่านจะนำไปใช้เพื่อการเกษตร ...แต่ว่าน้ำตาลทรายปีนี้ค่อนข้างแพงนะคะ...หากใช้น้ำหมักชีวภาพเพื่อการเกษตรแนะนำให้ใช้กากน้ำตาลดีกว่าค่ะ ราคาถูกกว่ากันหลายเท่า...(หรือจะทดลองใช้ฝักจามจุรีสูตรของ ครูวุฒิ ดูก็ได้นะคะ...ประหยัดต้นทุนได้อีกมาก)

          ข้อเสนอแนะ....ในการเลือกวัตถุดิบในการผลิต  ควรศึกษาสรรพคุณของวัตถุดิบแต่ละชนิดควบคู่กันไปด้วย เพื่อความมั่นใจก่อนนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ .......