ทำไมครูต้องทำการวิจัย

<!-- /* Font Definitions */ @font-face {font-family:"Angsana New"; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:"Cordia New"; panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:"Cambria Math"; panose-1:2 4 5 3 5 4 6 3 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-1610611985 1107304683 0 0 159 0;} @font-face {font-family:Calibri; panose-1:2 15 5 2 2 2 4 3 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-1610611985 1073750139 0 0 159 0;} @font-face {font-family:EucrosiaUPC; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:222; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777217 0 0 0 65536 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-unhide:no; mso-style-qformat:yes; mso-style-parent:""; margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:16.0pt; font-family:"EucrosiaUPC","serif"; mso-ascii-font-family:EucrosiaUPC; mso-fareast-font-family:"Cordia New"; mso-hansi-font-family:EucrosiaUPC;} h1 {mso-style-unhide:no; mso-style-qformat:yes; mso-style-link:"หัวเรื่อง 1 อักขระ"; mso-style-next:ปกติ; margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; page-break-after:avoid; mso-outline-level:1; font-size:18.0pt; font-family:"EucrosiaUPC","serif"; mso-ascii-font-family:EucrosiaUPC; mso-hansi-font-family:EucrosiaUPC; mso-font-kerning:0pt; font-weight:normal;} span.1 {mso-style-name:"หัวเรื่อง 1 อักขระ"; mso-style-unhide:no; mso-style-locked:yes; mso-style-link:"หัวเรื่อง 1"; mso-ansi-font-size:18.0pt; mso-bidi-font-size:18.0pt; font-family:"EucrosiaUPC","serif"; mso-ascii-font-family:EucrosiaUPC; mso-hansi-font-family:EucrosiaUPC; mso-bidi-font-family:EucrosiaUPC;} .MsoChpDefault {mso-style-type:export-only; mso-default-props:yes; font-size:10.0pt; mso-ansi-font-size:10.0pt; mso-bidi-font-size:10.0pt; mso-ascii-font-family:"Cordia New"; mso-fareast-font-family:"Cordia New"; mso-hansi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-font-family:"Angsana New";} @page Section1 {size:595.3pt 841.9pt; margin:72.0pt 72.0pt 72.0pt 108.0pt; mso-header-margin:35.3pt; mso-footer-margin:35.3pt; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} /* List Definitions */ @list l0 {mso-list-id:1311592797; mso-list-type:simple; mso-list-template-ids:69074959;} @list l0:level1 {mso-level-tab-stop:18.0pt; mso-level-number-position:left; margin-left:18.0pt; text-indent:-18.0pt;} ol {margin-bottom:0cm;} ul {margin-bottom:0cm;} -->

ทำไมครูต้องทำการวิจัย ?

ถนอม เปลี่ยนทอง    เขียน

เพื่อนครูหลายคนเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจและถามเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เป็นครูและไม่ใช่ครูว่า ทำไมครูต้องทำการวิจัยด้วย? ไม่ทำไม่ได้หรือ ? คำตอบที่เพื่อนครูผู้ถามได้รับก็แล้วแต่ว่าคนตอบอยู่ในอารมณ์เช่นไร สถานะอย่างไร ผู้ตอบอาจจะตอบแบบท้อแท้ หรือจะตอบแบบเห็นความสดใส ดังในคำตอบจากครูแห่งชาติ จากครูต้นแบบก็แล้วแต่คนตอบ ส่วนผมเป็นครูธรรมดา ก็ขออนุญาตตอบคำถามนี้ด้วยอีกคน ท่านคงไม่ว่าอะไรนะครับ

 

การวิจัยนี้เป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ 1มนุษย์ใช้การวิจัยสำหรับแสวงหาความรู้มาเป็นเวลานาน การวิจัยเป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาในชีวิต สำหรับการเรียนรู้และแก้ไขปัญหา การวิจัย  ใช้ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ของศาสตร์แขนงต่างๆ การวิจัยจึงอยู่ในฐานะของกระบวนการสร้างสรรค์ แสวงหา พัฒนาองค์ความรู้หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ อย่างมีแบบแผนและเป็นระบบ

 

การวิจัยเป็นกระบวนการหนึ่งในกระบวนการทางปัญญา2 ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เขียนถึงกระบวนการทางปัญญา ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงการวิจัยเป็นกระบวนการสำคัญกระบวนการหนึ่งทางการพัฒนาปัญญา ในที่นี้ขอคัดกระบวนการทางปัญญาทั้งหมด มาเป็นบรรณาการแด่เพื่อนครู ดังนี้

 

1.      ฝึกสังเกต สังเกตในสิ่งที่เราเห็นหรือสิ่งแวดล้อม เช่น ไปดูนก ดูผีเสื้อ หรือในการทำงาน การฝึกสังเกตจะทำให้เกิดปัญญามาก โลกทรรศน์ และวิธีคิด สติ สมาธิ จะเข้าไปมีผลต่อ  การสังเกตและสิ่งที่สังเกต

 

2.      ฝึกบันทึก เมื่อสังเกตอะไรแล้ว ควรฝึกบันทึก โดยจะวาดรูปหรือบันทึกข้อความ ถ่ายภาพ ถ่ายวีดิโอ ละเอียดมากน้อยตามวัยและตามสถานการณ์ การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา

 

3.      ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุมกลุ่ม เมื่อมีการทำงานกลุ่ม เราไปเรียนรู้อะไรมา บันทึกอะไรมา จะนำเสนอให้เพื่อนหรือครูรู้เรื่องได้อย่างไร ก็ต้องฝึกการนำเสนอ การนำเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนาปัญญาทั้งของผู้นำเสนอและของกลุ่ม

 

4.      ฝึกการฟัง ถ้ารู้จักฟังคนอื่นก็จะทำให้ฉลาดขึ้น โบราณเรียกว่าเป็นพหูสูต บางคนไม่ได้ยินคนอื่นพูด เพราะหมกมุ่นอยู่ในความคิดของตัวเองหรือมีความฝังใจในเรื่องหนึ่งจนเรื่องอื่นเข้าไม่ได้ ฉันทะ สติ สมาธิจะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น

 

5.      ฝึกปุจฉา-วิสัชนา เมื่อมีการนำเสนอและการฟังแล้ว ฝึกปุจฉา-วิสัชนาหรือถาม-ตอบ ซึ่งเป็นการฝึกใช้เหตุผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องนั้นๆ ถ้าเราฟังครูโดยไม่ถาม-ตอบ ก็จะไม่แจ่มแจ้ง

6.      ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม เวลาเรียนรู้อะไรไปแล้ว เราต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่า  สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นเกิดจากอะไร อะไรมีประโยชน์ ทำอย่างไรจะสำเร็จประโยชน์อันนั้น และมีการฝึกตั้งคำถาม ถ้ากลุ่มช่วยกันคิดคำถามที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ ก็จะอยากได้คำตอบ

 

7.      ฝึกการค้นหาคำตอบ เมื่อมีคำถามแล้วก็ควรไปค้นหาคำตอบจากหนังสือ จากตำรา      จากอินเทอร์เนต หรือไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคำถาม การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญจะสนุกและให้ได้ความรู้มาก ต่างจากการท่องหนังสือโดยไม่มีคำตอบ    บางคำถามเมื่อค้นหาคำตอบทุกวิถีทางจนหมดแล้วก็ไม่พบ แต่คำถามยังอยู่และมีความสำคัญ ต้องหาคำตอบต่อไปด้วยการวิจัย

 

8.      การวิจัย การวิจัยเพื่อหาคำตอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทุกระดับ การวิจัยจะทำให้ค้นพบความรู้ใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความภูมิใจ สนุกและมีประโยชน์มาก

 

9.      เชื่อมโยงบูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมดและเห็นตนเอง ธรรมชาติของสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง เมื่อเรียนรู้อะไรมาอย่าให้ความรู้นั้นแยกเป็นส่วนๆ แต่ควรจะเชื่อมโยงเป็นบูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมด ในความเป็นทั้งหมดจะมีความงาม และมีมิติอื่นผุดบังเกิดออกมาเหนือความเป็นส่วนๆ และในความเป็นทั้งหมดนั้นมองให้เห็นตัวเองเกิดการรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ว่าสัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร ดังนั้นไม่ว่าการเรียนรู้อะไรๆ ก็มีมิติทางจริยธรรมอยู่ในนั้นเสมอ มิติทางจริยธรรมอยู่ในความเป็นทั้งหมดนั้นเอง ต่างจากการเอาจริยธรรมไปเป็นวิชาๆ หนึ่งแบบแยกส่วนแล้วก็ไม่ค่อยได้ผล

ในการบูรณาการความรู้ที่เรียนรู้มา ให้รู้ความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวเองนี้ จะนำไปสู่อิสรภาพและความสุขอันล้นเหลือ เพราะหลุดพ้นจากความบีบคั้นของความไม่รู้ การไตร่ตรองนี้จะโยงกลับไปสู่วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ว่าเพื่อลดตัวกูของกูและเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันจะช่วยกำกับให้การแสวงหาความรู้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว มิใช่เป็นไปเพื่อความกำเริบแห่งอหังการ-มมังการ และเพื่อรบกวนการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ

 

10.ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการถึงกระบวนการเรียนรู้และความรู้ใหม่ที่ได้มา  การเรียบเรียงทางวิชาการเป็นการเรียบเรียงความคิดให้ประณีตขึ้น ทำให้ค้นคว้าหาหลักฐาน ที่มาที่อ้างอิงของความรู้ให้ถี่ถ้วนแม่นยำขึ้น การเรียบเรียงทางวิชาการจึงเป็นการพัฒนาปัญญาของตนเองอย่างสำคัญและเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป

 

นอกจากความสำคัญตามบทบาทของการวิจัยในชีวิตประจำวันแล้ว ทางการปกครองหรือ  บ้านเมืองไทยได้กำหนดเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเพื่อพัฒนาคนไทยทั้งประเทศ

ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะมีผลต่อเนื่องไปถึงการพัฒนาประเทศทุกด้านทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมการเมือง การปกครอง เพราะในอนาคตคุณภาพของประเทศจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชากร กฎหมายที่สำคัญๆ เช่น

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 25423    ในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา

มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ กำหนดให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ

ดังต่อไปนี้  (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิยาการประเภทต่างๆ และมาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา

 

และคำตอบสุดท้ายที่ครูต้องทำการวิจัย ก็คือ กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก4ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมหรือข่าวสารเทคโนโลยีก่อให้เกิดความรู้ใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์หรือผู้เรียนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนการสอนให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ ทันต่อความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา บทบาทของครูไม่ใช่ ผู้ให้ความรู้และผู้เรียนไม่ใช่ ผู้รับฟังความรู้เหมือนที่เคยปฏิบัติกันมา เพราะความรู้เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา ครู อาจารย์ไม่สามารถ บอกเล่าความรู้ให้กับผู้เรียนได้ทั้งหมด การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันจึงเป็นการเรียนแบบร่วมมือกันระหว่างครู      ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน และกระบวนการสืบเสาะค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาก็ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว ฉับพลันทันที เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ดังนั้นการวิจัยจึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นที่ทั้งครูยุคเก่า ครูยุคกลางเก่ากลางใหม่และครูยุคใหม่ ต้องรู้และต้องทำให้ได้ ใช้การวิจัยให้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน รวมทั้งต้องรายงานผลสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำวิจัยให้คนอื่นได้รับรู้เพื่อประโยชน์และความสุขของครูผู้วิจัยเอง(เอาไว้เป็นผลงานทางวิชาการขอขึ้นเงินเดือนนะครับ)และเพื่อประโยชน์และความสุขของคนหมู่มาก ซึ่งหมายถึง คุณภาพของประชากรไทยที่สูงขึ้นและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพร้อมทั้งเพื่อนครูทั้งหลายจะได้เห็นแนวทางในการทำงานให้ประเทศชาติได้เจริญก้าวหน้าต่อไป

 

ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้อ่านคำตอบของผมมาถึงบรรทัดสุดท้าย ผมซาบซึ้งในความเมตตาและความกรุณาของท่านเป็นอย่างมาก ขอขอบคุณมากๆ อีกครั้งครับ

 

เอกสารอ้างอิง

1รศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี, รศ.ดร.ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์,รศ.ดร.ดิเรก ศรีสุโข. การเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมสำหรับการวิจัย. กรุงเทพฯ : พชรกานต์พับลิเคชั่น จำกัด, 2540

2 .นพ.ประเวศ วะสี. กระบวนการทางปัญญา. มูลนิธิสดศรี สฤษดิ์วงศ์.

 

3 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542

 

4  รศ.ดร.สุวิมล ว่องวาณิช. อ้างในพิมพันธ์  เดชะคุปต์. ประมวลบทความนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้สำหรับครูยุคปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543