ประวัติความเป็นมาไทลื้อเมืองเชียงคำ
ไทลื้อคือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในแคว้นสิบสอง-ปันนาทางตอนใต้ของมณฑลยูนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ซึ่งเราคุ้นเคยในกับเมืองสิบสองปันนาประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ รวม 44 เมืองโดยมีเมืองสำคัญ 28 เมือง ได้แก่ เมืองเชียงรุ่ง เมืองลวง เมืองแจ้
เมืองฮาย เมืองสูง เชียงเจิง เมืองฮุน เมืองปาน เชียงลอ เมืองวัง เมืองงาด เมืองออง เมืองยาง เมืองฮิง เมืองลา เมืองฮำ เชียงตอง เมืองขอน เมืองนุน เมืองแวน เมืองเฮม
เมืองล้า(เมืองล่า) เมืองบ่อแฮ่ เมืองพง เมืองหย่วน เมืองอูเหนือ และเมืองอูใต้ โดยมีเมืองเชียงรุ่ง เป็นเมืองหลวง เดิมดินแดนสิบสองปันนาจัดการปกครองเป็นระบบ
ปันนา โดยการแบ่งเมืองต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่ม ๆ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บส่วยและผลประโยชน์ของรัฐ โดยแบ่งออกเป็น 12 ปันนา ดังนี้
1. เชียงรุ่ง/เมืองฮำ ขึ้นตรงต่อเจ้าแสนหวีฟ้า
2. เมืองแจ้ / เมืองลู /เมืองออง
3. เมืองลวง
4. เมืองหุน / เมืองปาน
5. เชียงเจิง /เมืองฮาย/เมืองงาด
6. เชียงลอ /เมืองอาง/เมืองมาง/ลำเหนือ / เมืองขาง
7. เมืองล่า / เมืองบาน
8. เมืองฮิง / เมืองบ่าง
9. เมืองลา / เมืองวัง
10. เมือพง /เมืองหย่วน/เมืองมาง(มีเมืองมาง 2 เมืองตั้งอยู่คนละฟากน้ำโขง)
11. เมืองอูเหนือ /เมืองอูใต้
12. เมืองอูเชียงทอง /อีปัง/อีงู
ในแคว้นสิบสองปันนา มีพระเจ้าแผ่นดินปกครอง เรียกว่า เจ้าแสนหวีฟ้า ปกครองดินแดนนี้สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระยาเจิง จนถึงเจ้าหม่อมคำลือ รวมทั้งสิ้น 44 พระองค์ พ.ศ. 1723 - พ.ศ.2494 นอกจากไทลื้อที่ประเทศจีนแล้ว ยังมีไทลื้อในประเทศพม่าบริเวณภาพตะวันออกของรัฐฉาน เช่น เมืองยอง บางส่วนตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาว
ได้แก่ ลุ่มน้ำทา น้ำสิงห์ แขวงหลวงน้ำทา ลุ่มน้ำงาว แขวงบ่อแก้ว เขตน้ำงู ในแขวงพงสาลี
และหลวงพระบาง ลุ่มน้ำก่อ น้ำแบง แขวงอุดมไซ และอยู่ตามที่ราบระหว่างหุบเขาในเขตเชียงฮ่อนและหงสา แขวงไชยบุรี ส่วนในเวียดนาม ไทลื้อมีถิ่นอาศัยอยู่ที่เมืองบินลูห์ และบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดำตามพรมแดนที่ต่อต่อกับจีน ไทลื้อสิบสองปันนาสู่เชียงคำตั้งแต่อดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมา ชาวไทลื้อจากสิบสองปันนาได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณภาคเหนือของไทยปัจจุบัน
ด้วยสาเหตุหลายประการด้วยกัน ต่างทะยอยเข้ามาหลายระลอก ต่างกรรมต่างเวลากัน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บอกถึงการเข้ามาของไทลื้อครั้งสำคัญ ในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ เนื่องจากช่วงเป็นช่วงการฟื้นฟูบ้านเมืองของหัวเมืองต่าง ๆ ในดินแดนล้านนา หลังจากการเข้าสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพ ฯ และขับไล่พม่าออกไปพ้นจากล้านนาแล้ว ดังมีคำเรียกขานว่าเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าเข้าเมือง เช่นในสมัยพระเจ้ากาวิละแห่งนครเชียงใหม่ ได้ให้เจ้าอุปราชยกทัพไปตีหัวเมืองทางตอนเหนือ
ซึ่งเป็นหัวเมืองไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ เพื่อการกวาดต้อนผู้คนเข้ามาเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ใช้เป็นแรงงานสำคัญในการฟื้นฟูบ้านเมืองใน พ.ศ. 2347 นอกจากจะใช้กำลังกวาดต้อน แล้วยังใช้วิธีการเกลี้ยกล่อมให้ยินยอมอพยพมาแต่โดยดี เช่น กรณีไทลื้อเมืองยอง (คนยอง) ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองลำพูน
ในปี พ.ศ. 2348 การไปกวาดต้อนอพยพผู้คนจากทางตอนเหนือยังดำเนินต่อมาอีกหลายครั้ง และไม่เฉพาะแต่เมืองเชียงใหม่เท่านั้น หัวเมืองอื่น ๆ ในล้านนาก็ทำเช่นกัน เช่น เมืองน่าน พ.ศ.2348 เจ้าเมืองน่านยกทัพไปตีสิบสองปันนานำเจ้านาย ขุนนาง และเครื่องบรรณาการของไทลื้อไปกรุงเทพ ฯ พ.ศ. 2355 กวาดต้อนคนจากเมืองล้า เมืองพง เมืองแขวง เมืองหลวงภูคา เมืองสิงห์ เมืองมาง พ.ศ. 2399 เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่านยกทัพไปตีหัวเมืองสิบสองปันนากวาดต้อนเทครัวไทลื้อกลุ่มหนึ่งมาไว้ที่เมืองเชียงม่วนใกล้ลำน้ำปี้ และต่อมาในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้านครน่านองค์ต่อมาได้ยกทัพไปตีหัวเมืองลื้อ เช่น เมืองพง เมืองหย่วน เมืองมาง เมืองล้า กวาดต้อนเทครัวมาไว้ที่ท่าวังผ่า และที่เมืองเชียงม่วน ปัจจุบันปรากฏว่ามีแหล่งชุมชนไทลื้อในประเทศไทยกระจายอยู่หลาย ๆ จังหวัดทางภาคเหนือ
เช่น ชุมชนไทลื้อจังหวัดพะเยา อำเภอเชียงคำ ตำบลหย่วน มีหลายหมู่บ้าน คือ บ้านหย่วน บ้านธาตุสบแวน บ้านแดนเมือง บ้านมาง บ้านดอนไชย บ้านแช่แห้ง บ้านใหม่ การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวไทลื้อ อำเภอเชียงคำ นั้นมีหลายรูปแบบ และต่างเวลาหลายระลอกด้วยกัน ชาวไทลื้อบ้านหย่วนอพยพมาจากเมืองหย่วน ปันนาเมืองพงษ์ แคว้นสิบสองปันนา จากประวัติวัดหย่วน ได้บันทึกไว้ว่าการเข้ามาของไทลื้อบ้านหย่วนแต่แรกนั้น ได้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมือง เมื่อพิจารณาแล้วคะเนว่า ไทลื้อบ้านหย่วนน่าจะเข้ามายังพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบัน ในสมัยที่พม่ายังคงมีอำนาจเหนือบริเวณแถบนี้อยู่ ดังปรากฏในช่วงระหว่าง จ.ศ. 1027 - จ.ศ.1049 (พ.ศ. 2208 - พ.ศ. 2230 ) พระยายอดใจได้กินเมืองน่านโดยการแต่งตั้งจากกษัตริย์พม่า ซึ่งขณะนั้นเมืองเชียงคำอยู่ในเขตการปกครองของเมืองน่านจากการอพยพเข้ามาหลายครั้งของชาวไทลื้อ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยภายในหรือภายนอกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในบริเวณต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยส่วนหนึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ตำบลหย่วน ซึ่งเป็นตำบลที่มีชนเผ่าไทลื้อได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานมากที่สุดในจังหวัดพะเยา ได้มีการถ่ายโอนศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อต่าง ๆ อันเคยปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ดังเช่นวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับภพ ภูมิโลกหน้าซึ่งก่อให้เกิดประเพณีการตานหรืออุทิศปราสาท มณฑก สิ่งของเครื่องใช้ อาหารไปไว้ภายภาคหน้าทั้งเพื่อตนเองและผู้ล่วงลับ งานช่างศิลป หัตถกรรมและภูมิปัญญาแขนงต่างต่าง ๆ รวมทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เครื่องแต่งกายภาษาเป็นต้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาติพันธ์ของชาวไทลื้อที่สั่งสมสืบทอดกันมาหลายศตวรรษ
เมืองแห่งธรรมะ มีพระนั่งดิน ถิ่นทอน้ำไหล ผ้าไทลื้อ
ไทลื้อเมืองเชียงคำ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นายสันติ สงบสุข · 2 ต.ค. 2551
วงษ์วาสน์ · 2 ต.ค. 2551
อรอนงค์ ฉิมสุข ฉายาลักษณ์ · 2 ต.ค. 2551
krumas · 2 ต.ค. 2551
วีระชัย พรหมสูง · 2 ต.ค. 2551
นานา · 2 ต.ค. 2551
วีรพงษ์ ชะม้ายเมียง · 2 ต.ค. 2551
น่าจะมีรูปถ่ายให้ดูหน่อยนะคะ
ขอบคุณนะคะที่ไปเยือน
มาบันทึกนี้แล้ว
รู้สึกเหมือนได้ไปเยือนเองถึงที่เลย
ขอบคุณค่ะ