
- ประโยคนี้เป็นคำอุทานของพี่สาวท่านหนึ่งที่เรียนปริญญาเอกด้วยกัน ระหว่างกำลังสุนทรียสนทนากันอยู่นั้น ผมกำลังโม้อยู่พี่เขาก็อุทานออกมาว่า ...ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก...ผมร้องอ้อ! นั่นคือบทสรุปของสิ่งที่ผมกำลังโม้อยู่นั้นได้ดีที่สุด
- กล่าวคือ สมัยที่เรียนด้วยกันพี่เขาเคยถามผมว่า เคยอ่านงานของกลุ่มจิตวิวัฒน์ เล่มโน้นเล่มนี้ หรือไม่ ? (เช่น งานเขียนของฟริตจอฟ คาปราเป็นต้น) ผมตอบไปว่า ไม่รู้จักและไม่สนด้วยครับ
- ที่พี่เขาถามอย่างนั้นเพราะคิดว่า พลังวัตรของผมตอนนั้นคงไม่ธรรมดา ถึงหาญกล้าข้ามศาสตร์มาเช่นนั้น แต่จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมยังเข้าไม่ถึงสิ่งที่พี่เขากำลังพูดถึง
- จากวันนั้นถึงวันนี้ หลังจากที่ละลายตัวตน เปิดใจ เปิดพื้นที่การเรียนรู้ ถึงได้ทราบว่า เราเองกำลังเดินตามทางที่พี่เขาผ่านมาแล้ว
- และด้วยอานิสงส์ของการข้ามศาสตร์นั้น ทำให้จิตใจของเราเปิดกว้างที่จะรับสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นกว่าเดิม คือสามารถมองเห็นเหรียญในด้านที่แตกต่างออกไปนั่นเอง
- ประเด็นอยู่ตรงนี้เองครับ ...! ! ! ว่าทำไม ? ผมถึงต้องร้องอ้อ! ดวงอาทิตย์น่าจะขึ้นทางทิศตะวันตกจริง ๆ
- ใบ้ให้นิดหนึ่งครับ คำว่า ตะวันตก คือ ชาติตะวันตกครับ ดวงอาทิตย์น่าจะหมายถึงรุ่งอรุณแห่งความสดใหม่ หรือการเปลือยหัวใจสัมผัสสรรพสิ่งอย่างเป็นปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบัน หรือพุทธศาสนานั้นเอง
- หมายความว่า ... ในปัจจุบัน คนชาติตะวันตกได้หันมาศึกษาพุทธศาสนามากขึ้น ความพิเศษมันอยู่ที่ว่า เขานับศาสนาอื่น ๆ มาก่อน แล้วเขาสามารถละลายตัวตนหันมาศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้นั้นย่อมเป็นสิ่งธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
- คงคล้าย ๆ กับผมเปลี่ยนศาสตร์จากทางด้านวิทยาศาสตร์ มาสู่อีกด้านหนึ่งคือทางมนุษย์และสังคมศาสตร์ ที่รู้สึกว่าทำให้ตนเองเปิดกว้างขยายพื้นที่การเรียนรู้ (Space) ได้มากกว่าเดิมประมาณนั้น
- เมื่อเขาล้างตัวตนหันมาศึกษาพุทธได้นั้น ก็แสดงว่าพระธรรมคำสั่งสอนที่เขาสัมผัสนั้นต้องไม่ใช่กระพี้อย่างแน่นอน ในไม่ช้าแก่นพุทธศาสน์จะแผ่กว้างสู่ตะวันตก เมื่อนั้นรุ่งอรุณ (คล้าย ๆ วิถีของโรงเรียนหนึ่ง) อันสดใหม่จะเกิดขึ้นที่ตะวันตกอย่างแพร่หลาย เปรียบดั่ง ...ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก...ประมาณนั้นครับ
แล้วเคยได้ยินประโยคที่ว่า "เราจะรอดวงอาทิตย์ขึ้นพร้อมๆ กัน มั้ยค่ะ อยากได้รับฟังความเห็นเมื่อได้ยินประโยคนี้ด้วยค่ะ
เพราะน่าจะมีสีสรร คำพรรณาที่หลายหลายและน่าสนใจทีเดียว
รออ่านอยู่น่ะค่ะ
There are six entrances of the Bardo
1. Shinay bardo (Tibetan): is the first bardo of birth and life.
2. Milam bardo (Tibetan): is the second bardo of the dream state.
3. Samten bardo (Tibetan) is the third bardo of meditation.
4. Chikkhai bardo (Tibetan): is the fourth bardo of the moment of death.
5. Chönyid bardo (Tibetan): is the fifth bardo of the luminosity of the true nature which commences after the final 'inner breath'
6. Sidpai bardo (Tibetan): is the sixth bardo of becoming or transmigration.
สวัสดีครับ อ.ตั้ว
http://community.buddhayan.com/index.php/topic,1058.0.html
http://bookstore.manager.co.th/BookBrowse.asp?Catalog=1&Group=12&Keyword=%CA%D2%C1&Page=3&PageSize=10
ประโยคที่ว่า "ไว้รอพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน" มาจากรายการ จับเข่าคุย กับแขกรับเชิญท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ ซึ่งถูกพิษเศรษฐกิจ ยุคฟองสบู่ รุมเร้า จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันนี้ นักธุรกิจท่านนี้ กลายเป็นบุคคลล้มละลาย
จากการชมรายการดังกล่าว ได้แง่คิดอะไรมากมาย เกี่ยวกับชีวิต มีประโยคหลายประโยคที่ฟังแล้ว เป็นคำพูดธรรมดาๆ แต่ความหมายนั้นใหญ่หลวง ดังนี้
"ผม ไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย ทำไมต้องทำลายชีวิตของตัวเอง ผมเลือกเกิดไม่ได้ แต่ผมสามารถเลือกตายได้ ในสุสานฝังศพ ร่างที่อยู่ใต้ผืนดิน มีทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และคนชรา มันไม่ได้มีไว้สำหรับคนชราไม้ใกล้ฝั่งเท่านั้น"
"ในวันที่บริษัทต้องเผชิญกับเจ้าหนี้ ทั้งภายในและต่างประเทศ ผมไม่เคยทิ้งลูกน้องของผม ผมให้เงินเดือนเขา ครึ่งเดือนทุกเดือน ผมไม่เคยปลดหรือลดคนงาน ซึ่งมีหลายร้อยชีวิต แล้วผมก็พูดกับพวกเขาว่า ไว้รอให้พระอาทิตย์ขึ้นพร้อม สักวันต้องมีวันของเรา เมื่อถึงวันนั้น หากใครยินดีที่จะมาร่วมงานกันอีก แล้วเราจะมาชมพระอาทิตย์ด้วยกัน"
มีสำนวนภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน 2 ประโยค ยามที่ลูกหนี้มาทวงหนี้ เจ้าหนี้ต่างชาติพูดประโยคว่า
"It's a piece of cake" ในห้องประชุมที่มีการทะเลาะถกเถียงกันเรื่องการชำระหนี้ แต่แล้ว นักธุรกิจท่านนี้ ตอบเจ้าหนี้ต่างชาติไปว่า "It's NOT a piece of cake. IT'S A PIECE OF SHIT" ฟังแล้วซะใจมากจริงๆ
บางทีการเลือกดูรายการทีวี ถ้ารู้จัก เลือกดูให้เป็น ก็เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน
สวัสดีครับ อ.ตั้ว,
..."ผม ไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย ทำไมต้องทำลายชีวิตของตัวเอง ผมเลือกเกิดไม่ได้ แต่ผมสามารถเลือกตายได้ ในสุสานฝังศพ ร่างที่อยู่ใต้ผืนดิน มีทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และคนชรา มันไม่ได้มีไว้สำหรับคนชราไม้ใกล้ฝั่งเท่านั้น"...
สอดคล้องสด ๆ ร้อน ๆ กับเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ ปราชญ์ภูมิปัญญาอีสานท่านหนึ่ง เพื่อขอคำแนะนำจากท่านว่า จะสอนให้นิสิตมีความรู้คู่คุณธรรมได้อย่างไร ? ท่านแนะนำแก่นธรรมมาหลายเรื่อง และมีอยู่ตอนหนึ่งท่านกล่าวถึงผญาอีสาน ทำนองว่า ...หมากเขียวหล่นก่อนหมากเหลือง...เป็นสัจธรรมคล้าย ๆ ประโยคข้างบนนะครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต