มาตรฐานการประเมินผล ของ กศน.

หลังจากที่ได้ดำเนินการสอบปลายภาคนักศึกษา กศน.ของอำเภอบ้านสร้าง ไปเมื่อวันที่  21 และ 28 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา  ก็มีข้อคิดหลายประการจากการสอบครั้งนี้ ซึ่งอาจพอสรุปได้คือ

1. ข้อสอบที่ใช้สอบ เป็นข้อสอบชุดเดียวกันทั่วประเทศทุกภาค ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ผ่านกรุงเทพ ถึงนราธิวาส โดยใช้กระดาษคำตอบที่ตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์  บนความเป็นมาตรฐานของข้อสอบอาจวัดความรู้ที่เป็นมาตรฐานตามสาระการเรียนรู้ของแต่ละหมวดวิชาได้  แต่วัดความรู้ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ โดยหลักสูตรสถานศึกษาที่ได้นำเอาบริบทของชุมชน ภูมิปัญญาและแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นไปเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาไม่ได้

2.  การทำข้อสอบด้วยกระดาษคอมพิวเตอร์  เป็นเรื่องดีในการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และการตรวจได้มาตรฐาน  แต่ผู้เรียนที่เป็นชาวบ้าน(บ้านนอกจริง ๆ และหมายรวมถึงผู้เรียนที่ชนเผ่าต่าง ๆ)โดยเฉพาะผู้สูงวัย เป็นเรื่องยากมาก ถึงแม้จะได้ฝึกการฝนดินสอในกระดาษคำตอบมาแล้วก็เถอะ  เวลาทำจริงมือก็สั่น น้ำหนักของการฝนก็ไม่สม่ำเสมอ ไม่เหมือนผู้เรียนที่เป็นเด็กวัยรุ่น

3.  ข้อสอบที่ออกโดยผู้ที่ไม่ได้สอนนศ.กศน. จึงเป็นข้อสอบที่มีค่าความยากสูงมาก ทำให้เมื่อตรวจกระดาษคำตอบแล้ว พบว่าไม่ผ่านมากกว่าร้อยละ  75 (บางส่วนอาจเกิดจากการฝนกระดาษคำตอบที่ไม่สมบูรณ์)

4.  ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เริ่มออกข้อสอบ พิมพ์ข้อสอบ ตรวจความถูกต้อง พิมพ์/จัดชุด/บรรจุซอง ค่าขนย้าย การควบคุม ดูแลรักษา การนำไปตรวจ  การสอบซ่อม การนำไปตรวจครั้งที่สอง และค่าใช้จ่ายที่ยังไม่นับรวมจากการเดินทางมาสอบของผู้เรียนหลายครั้ง  จึงมหาศาล

5. กำลังใจของผู้เรียน  (ที่สูญเสียไป) เป็นเรื่องค่อนข้างยากที่ครูจะต้องช่วยกันปลอบประโลมและชักชวนให้มาลงทะเบียนเรียนต่อ

 วิธีการสอบดังกล่าว โรงเรียนในระบบยังไม่ปฏิบัติเลย  ดังนั้น หากผู้บริหารระดับสูง ได้สรุปข้อคิดเห็นจากหลาย ๆ ฝ่าย แล้วนำมาวิเคราะห์ผลกระทบ ก็ขอเสนอแนวทางการในส่วนของผู้ปฏิบัติ ดังนี้

            1.  การวัดและประเมินผลปลาย ควรให้เป็นบทบาทหน้าที่ของ สนง.กศน.จังหวัด ซึ่งมีอยู่แล้วตามอำนาจที่ได้รับมอบหมาย

            2.  การประเมินผลโดยวิธีดังกล่าว เป็นเรื่องที่ดีเพราะวัดมาตรฐานการศึกษาของ กศน.ได้ แต่ควรเป็นการประเมินผลระดับชาติ หรือ NT ของกศน.โดยเฉพาะ ที่ไม่ต้องนำผลจากการสอบมาเป็นคะแนนปลายภาคจะดีกว่า  เพราะจะทำให้สถานศึกษาได้มีข้อเปรียบเทียบได้ว่า เมื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  จัดกระบวนการเรียนรู้ตามความเหมาะสม และวัดผลอย่างหลากหลายแล้ว  ผลจากการเรียนรู้ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับ NTแล้ว สถานศึกษาควรพัฒนา หลักสูตร วิธีการสอน วิธีการประเมินผล หรือพัฒนาครู อย่างไรจึงจะบังเกิดประสิทธิภาพอย่างสุด  ทั้งต่อผู้เรียนและต่อมาตรฐานการประกันคุณภาพของสถานศึกษา สังกัด กศน.เอง