คุณธรรม จริยธรรม เตือนความจำกันอีกครั้ง

เชื่อว่าทุกคนรู้ว่า คุณธรรม จริยธรรม คืออะไร เพราะเรื่องพวกนี้พูดกันมานมนาม ซึ่งคำพวกนี้มันถูกเขียนไว้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ใน วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาตร์  อะไรเทือกนั้น แต่การปฎิบัติได้ตามนั้นหรือไม่ก็เป้นอีกเรื่อง

วันก่อนอ่านหนังสือพิมพ์ ก็ไปเจอคอลัมน์หนุ่งในมติชน คิดว่าน่าจะคัดลอกเอาไว้เพื่อเตือนความจำกันอีกที ซึ่งผู้เขียนคอลัมน์นี้เขียนให้อ่านแล้วเข้าใจ+จำได้ง่าย ว่า

คุณธรรม (virtue) คือ ภาวะความพร้อมในจิตใจที่จะตัดสินใจทำดีในทุกโอกาส

จริยธรรม (morality) คือ คุณธรรมชุดหนึ่งๆ ที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนดี หรือคนประเภทหนึ่งเป็นคนดี (คนๆ หนึ่งอาจมีคุณธรรมหลายชุดตามหัวโขนที่สวมอยู่)

จรรยาบรรณ (code of conduct) เฉพาะข้อคุณธรรมที่ประกาศเป็นข้อบังคับในลักษณะใดลักษณะหนึ่งของหน่วยงานอาชีพ  เช่นจรรยาบรรณแพทย์

กฎหมาย คือ จรรยาบรรณที่ออกโดยผู้มีอำนาจระดับชาติ เพื่อให้พลเมืองทุกคนได้รับรู้เพื่อปฏิบัติหรือช่วยกันสอดส่องดูแลให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยกันดูแลผลได้และป้องกันผลเสียของชาติ

สรุปก็คือ เมื่อเป็นคนมีคุณธรรมแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกลุ่มไหน ประเภทใดแล้ว คุณจะมีทั้งจริยธรรม จรรยาบรรณ และรักษากฏหมายอยู่ในตัวอยู่แล้ว 

 

ข่างล่างคือเอกสารอ้างอิง

    จริยธรรม กับประชาธิปไตย
โดย กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิตสาขาปรัชญา ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาและจริยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา


เจตนาของรัฐธรรมนูญปี 2550 ต้องการให้พลเมืองทุกหมู่เหล่า ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ลูกจ้างของรัฐ พลเมืองทุกอาชีพ แน่นอนว่ารวมทั้งผู้เขียนและท่านผู้อ่านด้วย ต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของพลเมืองไทยทุกๆ คนเพื่อว่าคนทุกชาติในโลกจะได้ยกย่องและเกรงใจพวกเรา เขาจะได้ติดต่อสัมพันธ์กับพวกเราอย่างมีคุณธรรมด้วย

นิยาม
ก่อนอื่นขอนิยามก่อน จะได้พูดต่อไปได้อย่างกระชับและชัดเจน
คุณธรรม (virtue) คือ ภาวะความพร้อมในจิตใจที่จะตัดสินใจทำดีในทุกโอกาส ภาวะดังกล่าวอาจจะมีมาเองโดยธรรมชาติ ซึ่งต้องนับว่าเป็นพรสวรรค์อันประเสริฐยิ่ง
อย่างเช่น พระเวสสันดร และพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ที่มีภาวะคุณธรรมประจำใจแต่เกิดจนตาย เกิดมาเพื่อสร้างบารมีจริงๆ โดยไม่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน
ส่วนคนอื่นๆ นอกจากนั้นต้องเรียนรู้และฝึกฝนจนเคยชินเป็นนิสัย นิสัยที่ฝึกดีแล้วเป็นคุณธรรมหนึ่งๆ ที่ฝึกดีแล้วจนเป็นนิสัย มีโอกาสเมื่อใดจะรีบทำหน้าที่โดยอัตโนมัติ
ขณะไม่ปฏิบัติก็เป็นภาวะคุณธรรมนอนเนื่องในสันดาน ลงมือทำการเมื่อใดภาวะคุณธรรมจะแสดงออกเป็นการปฏิบัติคุณธรรม ผู้ตั้งใจเป็นคนดีพร้อมจะสำรวจหาจุดบกพร่อง เพื่อฝึกฝนให้มีคุณธรรมกลบหลุมบกพร่องที่พบ

จริยธรรม (morality) คือ คุณธรรมชุดหนึ่งๆ ที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนดี หรือคนประเภทหนึ่งเป็นคนดี เช่น จริยธรรมของ นาย ก. จริยธรรมข้าราชการ จริยธรรมตำรวจ ทหาร ข้าราชการพลเรือน จริยธรรมพ่อค้าแม่ขาย จริยธรรมนักสื่อ จริยธรรมนักหาข่าว จริยธรรมนักแสดง ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าจริยธรรมของคนคนหนึ่งอาจจะประกอบด้วยคุณธรรมหลายชุด แล้วแต่ว่าเขาสังกัดกลุ่มใดบ้าง
เช่น นาย ก. จะต้องมีจริยธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ (เพราะเขาเป็นมนุษย์) จริยธรรมพ่อ (ถ้าเขามีลูก) จริยธรรมลูก (ถ้าเขามีพ่อแม่) จริยธรรมครู (ถ้าเขามีลูกศิษย์) จริยธรรมนายกรัฐมนตรี (ถ้าเขาเป็นนายกฯ) จริยธรรมนักข่าว (ถ้าเขามีอาชีพบริการข่าว) ฯลฯ
จรรยาบรรณ (code of conduct) เฉพาะข้อคุณธรรมที่ประกาศเป็นข้อบังคับในลักษณะใดลักษณะหนึ่งของหน่วยงานอาชีพ ซึ่งถ้าผู้ประกอบอาชีพที่สังกัดหน่วยงานนั้นไม่ปฏิบัติตาม และมีการสอบสวนตามระเบียบการว่าผิดจริงก็จะถูกลงโทษตามที่กำหนดไว้
ส่วนจริยธรรมข้ออื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในจรรยาบรรณ เป็นข้อบังคับโดยมโนธรรมเพื่อเป็นผู้ประกอบอาชีพที่ดีสมบูรณ์แบบในอาชีพนั้น หากละเมิดก็ถือว่าบกพร่องในหน้าที่และไม่ดีจริงในอาชีพนั้น จึงควรศึกษาให้รู้และปฏิบัติแม้ไม่มีบทลงโทษ

กฎหมาย คือ จรรยาบรรณที่ออกโดยผู้มีอำนาจระดับชาติ เพื่อให้พลเมืองทุกคนได้รับรู้เพื่อปฏิบัติหรือช่วยกันสอดส่องดูแลให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยกันดูแลผลได้และป้องกันผลเสียของชาติ

ทำไมพลเมืองไทยต้องมีจริยธรรมประจำใจ
ถ้าเราพอใจที่จะมีการปกครองแบบเผด็จการ ก็คงไม่จำเป็นเท่าไหร่ เพียงแต่ผู้เผด็จการมีไม้เด็ดสร้างความกลัวจนไม่มีกล้าหือหา และทุกคนยอมทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งแต่ประการใด ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย พลเมืองทุกคนก็จะมีสภาพเหมือนตาหมากรุก จะสั่งขวาหันซ้ายหันก็จะทำกันพรึ่บพรั่บเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ต้องพูดกันมาก ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายยกแม่น้ำทั้ง 5 ไม่จำเป็นต้องสอนคุณธรรมจริยธรรม ขืนสอนไปให้เหตุผลไปเดี๋ยวก็จะแตกแถวไม่เรียบร้อยเสียเปล่าๆ สู้ควบคุมด้วยความกลัวไม่ได้ ง่ายดี

ถ้าเราพอใจที่จะมีการปกครองแบบทุนนิยมอุปถัมภ์ คือลงทุนด้วยเงินไม่กี่หมื่นล้านก็ซื้อเสียงพอ แล้วก็ปิดหูปิดตาปิดสมองอย่าให้รู้ทัน การศึกษาก็จัดพอเป็นพิธีมิให้นานาชาติตำหนิได้
ออกกฎหมายหลอกยูเนสโกว่ามีการศึกษาภาคบังคับแต่ไม่ต้องสนใจว่าผู้จบหลักสูตรจะอ่านออกเขียนได้หรือไม่
คนระดับล่างส่วนใหญ่ของประเทศให้ภูมิใจว่ามีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยโดยอย่าให้รู้เรื่องประชาธิปไตย แต่ก็ชอบเลือกตั้งเดี๋ยวก็เลือกตั้งผู้แทน เดี๋ยวก็เลือกตั้งวุฒิสมาชิก เดี๋ยวก็เลือกตั้งท้องถิ่นซึ่งมีหลายรูปแบบ เลือกตั้งทีหนึ่งก็มีเงินสะพัดมีเงินใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เลือกตั้งจบไปครั้งหนึ่งก็ถามกันว่าเมื่อไรครั้งต่อไปจะมา ใครอุปถัมภ์เก่งก็เอาเสียงไป สักแต่ว่ามีอำนาจก็ใช้อำนาจตามใจชอบ โดยโปรยยาหอมให้คอยๆๆ คอยลาภลอยครั้งต่อไป

ถ้าอย่างนี้จริยธรรมก็ง่ายมาก เพราะเป็นจริยธรรมแบบอุปถัมภ์ คือผู้อุปถัมภ์ต้องมีจริยธรรมเลี้ยงดูรากหญ้าให้อิ่มหมีพีมันและสร้างบรรยากาศให้รู้สึกพอใจไว้ จริยธรรมของรากหญ้าก็คือคอยขวาหันซ้ายหันตามคำสั่ง จริยธรรมจึงพูดง่าย ฟังง่าย เข้าใจง่าย ไม่ต้องเสียเวลาอบรม สัมมนา หาทฤษฎีโน้นทฤษฎีนี้มาศึกษาเปรียบเทียบ ใช้เหตุผลให้เหนื่อยสมอง แต่ให้คอยฟังคำสั่งอย่างเดียว ง่ายมาก ไม่ทราบว่าวิธีการปกครองแบบที่กล่าวมานี้มีใครนำมาใช้จริงที่ไหนบ้างหรือไม่ หรืออาจจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกก็ได้ แต่ตำราเขาว่าไว้อย่างนี้ เพื่อให้ผู้รักประชาธิปไตยช่วยกันระวังเท่านั้น ถ้าเราต้องการประชาธิปไตยแท้ เต็มใบ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแอบแฝง ก็ต้องยอมเหนื่อยศึกษาให้รู้คุณธรรมจริยธรรม เพราะเป็นฐานของประชาธิปไตยแท้ ขาดไม่ได้ หาอะไรอื่นมาแทนไม่ได้  อยากได้ของดีก็ต้องยอมเหนื่อยยากกันหน่อย แต่ได้มาแล้วก็น่าภูมิใจ ยืดอกได้อย่างเต็มที่

จอห์น สจ๊วต มิล (John Stuart Mill 1803-73) กล่าวในประเทศอังกฤษขณะยังมีการปกครองแบบราชาธิปไตยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยฝ่ายปกครองก็มิได้ขัดข้องหมองใจแต่ประการใดว่า
"ไม่มีความยุ่งยากลำบากลำบนแต่ประการใดที่จะชี้ให้เห็นได้ว่า รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดในอุดมการณ์ก็คืออำนาจอธิปไตยหรืออำนาจชี้ขาดขั้นสุดท้ายจะต้องมาจากมติร่วมของประชากรทั้งมวล โดยที่พลเมืองทุกๆ คนไม่เพียงแต่ออกเสียงลงประชามติตัดสินใจขั้นสุดท้ายเท่านั้น แต่ทว่าทุกคนควรได้มีโอกาสอย่างน้อยเป็นครั้งคราวในการมีส่วนร่วมปกครองประเทศในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ไม่ว่าจะในองค์กรท้องถิ่นหรือในองค์กรกลาง" (On Liberty)

มิลพูดอย่างนี้โดยมีนัยยะว่า การปกครองระบอบราชาธิปไตยแม้แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เป็นประชาธิปไตยได้ ขอให้มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสมีส่วนร่วมในการปกครองได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็แล้วกัน ตรงกันข้ามการปกครองที่อ้างต่อชาวโลกว่าเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยเสียอีก ที่บ่อยครั้งไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสียเลย จึงเป็นประชาธิปไตยแบบบังหน้า สู้ระบอบราชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีโอกาสมีส่วนร่วมและมีโอกาสได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบไม่ได้
มิลพูดไว้อย่างนี้ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อ แต่ต้องคิดเพื่อหาสิ่งดีๆ ให้แก่ประเทศชาติของเรา

ที่มา : มติชนรายวัน วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11159