วันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นคิวที่ฉันต้องไปร่วมทีมออกให้บริการในรูปของหน่วยแพทย์อาสาในสมเด็จพระบรมราชชนนีที่ต่างอำเภอ พื้นที่ที่ออกไปให้บริการกันนั้นเป็นพื้นที่เกาะค่ะ อยู่ในบริเวณที่ฮือฮากันอยู่ของจังหวัดกระบี่ บริเวณนี้ฮือฮาก็เพราะว่า กฟผ.มีโครงการจะเจาะอุโมงค์วางสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งกลุ่มชนที่อนุรักษ์ธรรมชาติเขาไม่ยินยอม
ในเมื่อเป็นเกาะก็ต้องเดินทางนั่งเรือซิ มีรถมารับไปส่งที่ท่าเรือค่ะ ไปถึงท่าเรือก็ต้องคอยเรือที่นัดไว้ และก็ได้เรียนรู้ว่าที่นี่เขามีท่าเรือสวย แต่ว่าท่าเรือนี้ชาวบ้านเขากลับไม่ใช้กัน ลองดูนะค่ะว่าท่าเรือที่ชาวบ้านเขาใช้กันนั้นมันเป็นยังไง

โดยทั่วไปหมู่บ้านนี้เศรษฐกิจดีค่ะ เพราะเป็นท่าเรือที่คนเกาะมาขึ้นบกกันเพื่อเดินทางเข้าเมืองและส่งสินค้าเข้าเมือง
ระหว่างรอเรืออยู่ก็พบกับสินค้าที่เตรียมส่งเข้าเมืองค่ะ ดูกันหน่อยมั๊ยว่ามันเป็นอะไร มันเป็นอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงของกระบี่ค่ะ แต่ก่อนร่อนชะไรเดินตามชายหาดก็มีเยอะแยะ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ถ้าจะกินต้องดำน้ำงมขึ้นมา นับวันราคาจะแพงยิ่งขึ้นๆ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนราคาของมันแค่กิโลละสิบ แต่ราคาวันนี้ขึ้นมาที่กิโลละแปดสิบค่ะ ที่ตรงท่าเรือมะที่เป็นเจ้าของ เขาบอกมาว่าขายแค่กิโลละห้าสิบค่ะ

วันนี้มีทีมจิตอาสาติดตามมาด้วย เป็นผู้สาวสวยๆน่ารักจากโรงเรียนสอนการเสริมสวยค่ะ เจ้าของโรงเรียนเป็นหนุ่มตัวเล็กทะมัดทะแมง มีวิสัยทัศน์ไกลบอกว่า ผมอยากทำประโยชน์ให้สังคม ตั้งแต่ทำมาชื่อเสียงเลยขจรขจาย มีแต่คนเรียกหาบริการจิตอาสาของเขา แม้แต่ที่โรงพยาบาลเขาก็ขนลูกน้องไปตัดผมให้คนไข้และญาติในยามที่ว่างค่ะ

พื้นที่เกาะนี้ประสบภัยซึนามิมาด้วย เมื่อขึ้นไปบนเกาะและมีโอกาสว่างช่วงพักกลางวัน ฉันจึงขอให้เจ้าถิ่นช่วยพาออกทัวร์หมู่บ้าน เส้นทางคมนามคมบนเกาะไม่เลวเลยค่ะ มีถนนรอบเกาะที่เป็นทางลูกรังราบเรียบ ขนาดถนนรถยนต์วิ่งได้สบาย บนเกาะแห่งนี้มีหมู่บ้านอยู่ 3 หมู่ด้วยกัน หมู่ที่เจริญที่สุดเป็นหมู่ที่มีที่ดินติดชายหาดเยอะๆค่ะ

ชาวบ้านบนเกาะส่วนใหญ่ทำสวนยางกันด้วย สำหรับการประมงนั้นไม่ต้องพูดถึงนะค่ะ มีการทำโมบายจากชิ้นส่วนหอยกันด้วย บ้านเรือนส่วนใหญ่ที่นี่ใช้ไฟฟ้าจากโซลาเซลล์กันนะค่ะ เพราะว่าไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง แต่กำลังจะถึงปักเสารออยู่แล้วค่ะ สำหรับโทรศัพท์ไม่ต้องพูดถึงค่ะ มือถือไปถึงแน่นอนอยู่แล้ว

การสัญจรที่นี่ชาวบ้านเขาใช้มอร์เตอร์ไซด์ ถนนสายดีที่สุดได้งบอบจ.มาสร้าง ที่รู้เพราะว่ามีตราติดหราประกาศไว้ให้รู้ เป็นถนนสายเดียวที่ปูลาดด้วยคอนกรีตเรียบดี ถนนสายอื่นๆตัดโดยใช้งบอบต. วันที่ไปถึงมีหมู่บ้านหนึ่งกำลังเลือกผู้ใหญ่บ้านกัน ตั้งหน่วยเลือกตั้งที่มัสยิดบนเกาะ มัสยิดแห่งนี้วางแผงโซล่าร์แซลล์ไว้เป็นแถบ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู
บนเกาะแห่งนี้ที่ดินมีนายทุนมากว้านซื้อเกือบหมดแล้ว แม้แต่ที่ดินที่ประกาศว่าเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ก็มีเจ้าของแล้ว อีกหน่อยไฟฟ้าเข้าก็คงมีบังกะโลผุดขึ้นอีกจม เพราะแม้แต่ตอนนี้ ก็ยังมีบังกะโลบ้างแล้ว

ทุกครั้งที่ออกหน่วยชาวบ้านเขาจะพากันมาขอยา วันนี้เช่นกันเขามาขอยากันทั้งนั้น คนป่วยแท้จริงมีน้อยกว่าน้อย แม้แต่เด็กๆยังถูกฝึกให้มาขอยากัน ในกาลครั้งหน้าความเคยชินเยี่ยงนี้ก็จะติดตัวไป มองในมุมของเราผู้ออกให้บริการนั้น มองต่างมุมได้หลายมุมทีเดียวค่ะท่าน
มุมหนึ่งที่ฉันมองคือ การเข้าไม่ถึงบริการเรื่องยาสามัญประจำบ้านค่ะ ในฐานะหัวหน้าหน่วยฉันจึงบอกทีมงานไปว่า หากว่าชาวบ้านมาทำบัตรขอใช้บริการ ให้ถามความประสงค์ว่าแท้จริงจะมารับบริการอะไร หากว่าจะขอยาก็ให้บอกกันได้ตรงๆ แล้วให้ทีมเขาจัดยาสามัญประจำบ้านให้ ส่วนคนที่ป่วยหรือมีอะไรต้องการปรึกษากับแพทย์ให้คัดส่งให้ตรวจ เพื่อทั้งทีมที่มาจะได้ช่วยกันบริการให้ทั่วถึง ปรากฏว่าวันนี้คนที่มาส่วนใหญ่มาขอยาค่ะ คนป่วยจริงๆที่มาเป็นโรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง และโรคโลหิตจางซึ่งรับยาอยู่แล้วจากโรงพยาบาลประจำอำเภอ ที่รู้ก็เพราะว่าทีมงานที่ดูแลกันอยู่เขาร่วมทีมมาให้บริการด้วยค่ะ


อ้อ! ลืมบอกไปว่าเกาะนี้ ชื่อ เกาะศรีบอยาค่ะ และส่วนพื้นที่ของเกาะที่เสี่ยงต่อซึนามินั้น มีชาวบ้านอยู่กันแค่ 4-5ครัวเรือนเท่านั้นเอง หากเกิดซึนามิ ผู้ประสบภัยจะเป็นแขกที่มาเยือนและแรงงานที่มารับจ้างทำงานด้านท่องเที่ยวค่ะ ไม่ต้องกลัวจนไม่กล้ามาเที่ยวนะค่ะ ระบบเตือนภัยดีค่ะ ถนนรอบเกาะที่ทำไว้ให้อพยพนั้นก็อยู่ที่สูงพอและอยู่ห่างหาดในระยะที่ปลอดภัยค่ะ
มาเยี่ยมหมอเจ้ครับ
สบายดีนะครับ
ชื่นฃมในความเสียสละครับ
สวัสดีค่ะ พี่หมอเจ๊
มาอ่านและลงชื่อไว้ครับ
แบบนี้ไม่ได้เรียกว่า หนีงานไปเที่ยวครับ
ต้องเรียกว่า หนีเที่ยวไปทำงานจึงถูกต้องกว่า
สวัสดีค่ะพี่หมอ
เคยไปกระบี่ ชุมชนบ้านสังกาอู้ เกาะลันตา หลังจากเหตุการณ์สึนามิ ไปเก็บข้อมูลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์ เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ ข้อมูลโรคต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขาภิบาลทั่วไป (งง เหมือนกันว่าไปเก็บข้อมูลนี้ได้อย่างไร...อิอิ) ลงไปสัมภาษณ์ชาวบ้านไทยใหม่ (มอร์แกน) กลุ่มอุรักลาโว้ย ที่อาศัยบริเวณนั้น ชุมชนนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของชาวเล อันเนื่องมาจากสมเด็จย่าได้พระราชทานที่ดินผืนนี้ให้กับชาวเลได้อยู่อาศัยและทำมาหากินมาจนตราบถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังทรงพระราชทานนามสกุลทั้ง 5 นามสกุล ได้แก่ หาญทะเล ประมงกิจ ทะเลลึก ช้างน้ำ และชาวน้ำ ให้กับชาวเลอีกด้วย
มีชาวบ้านมากว่า 90 ครัวเรือน นับถือโต๊ะหมอ ปัจจุบันมีศาสนาพุทธ คริสต์ ด้วย มีอาชีพทำประมงชายฝั่ง ตอนเหตุการณ์สึนามิ ไม่มีผู้เสียชีวิตเลย แต่สภาพบ้านเรือน เรือประมง ได้รับความเสียหายลงไปเก็บข้อมูลโดยทำ Focus Group ปัญหาอุปสรรคส่วนหนึ่งคือภาษาที่ใช้สื่อสาร และ "งง" กับนามสกุลของชาวบ้านที่นั่น เพราะมีไม่กี่นามสกุล
นอกจากสนุกกับการเรียนรู้ชุมชน โดยลงไปศึกษาและดูพื้นที่จริงทั้งหมด เก็บข้อมูลทางกายภาพ และได้ ลปรร.กับกลุ่มชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ได้ประสบการณ์การทำงานที่ดีมาก และได้ชมทัศนียภาพของท้องทะเล (ที่ชอบ ๆ ๆ ๆ ๆ )
งานวิจัยเรื่องนี้สรุปเรียบร้อยแล้ว ไม่ด้อ่านฉบับเต็มค่ะ (อิอิอิ)
แต่มีงานที่ทำต่อเนื่องจากงานวิจัยที่ทางทุนศุภนิมิต ได้นำไปดำเนินการต่อเพื่อชุมชนแห่งนี้ด้วยค่ะ(ดีจัง)
บันทึกนี้ชวนรำลึกความหลังค่ะ (ไม่ได้บอกว่าแก่นะคะ)
ลืมบอกไปว่า วัตถุประสงค์งานวิจัยนี้คือ "หนีเจ้านายเที่ยวไต้" แต่ได้งาน (ของคนอื่น) ค่ะ อิอิ
ไปกระบี่ไม่ตื่นเต้นเท่าไปภูเก็ต เพราะหลังจากสินามิ 1 ปี ลงไปเก็บข้อมูลเหมือนกัน อันนั้นโหดกว่าลงพื้นที่จริง ไปหลายที่ ไปที่เก็บศพที่ยังไม่มีญาติมารับด้วย (อุอุอุ) ขากลับมีข่าวว่าเกิดแผ่นดินไหวที่ภูเก็ต (ในขณะที่กำลังอยู่บนเครื่อง) แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดสินามิ ที่บ้านเป็นห่วงกันมาก กลับถึงสนามบินดอนเมืองเกือบตีสอง นอนดอนเมือง ขึ้นเครื่องหกโมงเช้ากลับเชียงใหม่ อิอิอิ เป็นอะไรที่ทรหดมากค่ะ
สวัสดีครับ คุณน้อง หมอเจ๊ คนสวย แซ่เฮ และมิตรรักแฟนเพลง
สวัสดีค่ะ
แอบมาเที่ยวเกาะศรีบอยา ด้วยคนค่ะ...
เป็นการหนีเที่ยวที่มีประโยชน์และคุณค่ามาก...ชื่นชมในจิตอาสาของทีมงานค่ะ
(^__^)
เป็นคนกระบี่ ย้ายไปที่อื่นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว อ่านแล้วคิดถึงกระบี่มาก เคยมาเที่ยวเกาะศรีบอยา นานมากแล้ว นั่งเรือเล็กๆมา ค้าง 1 คืน ตอนนั้นลูกๆ ยังเล็กมาก มีความสุขมาก เพิ่งเห็น web คุณหมอ จะเข้ามาชมเรื่อยๆนะคะ