มีเรื่องตลกเกิดขึ้นอยู่เสมอในชีวิตและการงาน โดยเฉพาะในเรื่องที่เราใส่ใจและคาดหวังมากเกินไป คิดและทำแบบกลไกเหมือนกับจะทำให้ผู้คนและสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามอำเภอใจของตน ซึ่งบางที ผมก็มักขาดสติในเรื่องเหล่านี้
ผมเห็นความจำเป็นในการทำงานของสถาบันทางวิชาการ ที่จะสนับสนุนการพัฒนาของสังคมอย่างหนึ่งว่า ในอนาคต การทำงานจำเป็นต้องอยู่ในรูปความร่วมมือกันของผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะภาคบริการสาธารณะอย่างสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่
คนทำงานสร้างความรู้และสนับสนุนทางวิชาการให้กับผู้คน จึงต้องมีความสามารถทำงานแบบกลุ่มสหสาขา สหวิชาชีพ และบูรณาการ มีความสามารถพึ่งตนเองได้รอบด้าน มีวิถีการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่องผ่านการทำงานกับกลุ่มผู้คนแบบไม่ต้องเกี่ยงว่าจะมาจากสาขาใด ผมเชื่อว่าทุกคนแม้มาจากสังคมแบบแยกส่วน แต่ก็พัฒนาได้ถ้าให้โอกาส
ผมมีบทเรียนด้วยตนเองและได้เห็นกลุ่มปัจเจกและกลุ่มประชาคมเป็นจำนวนมากทำได้ จึงเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นแนวโน้มของสังคมในอนาคต ที่เราจะต้องสามารถเรียนรู้และพัฒนาคนไปสู่แนวทางดังกล่าวนี้ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย การทำหลักสูตรระยะสั้นพัฒนาคนและองค์กร ผมก็จะทำเพื่อค้นคว้า เรียนรู้ พัฒนาตนเองและมุ่งสร้างคน-สร้างทีมในแนวทางนี้
อย่างน้อย ก็อยากให้องค์กรของตนและมหาวิทยาลัย มีคนทำงานในแนวทางที่ตนเองทำได้ในอนาคต ทว่า ผ่านไปหลายปี ยิ่งทำผมก็ยิ่งทำอะไรได้หลายอย่างที่ทำให้เชื่อแต่ตัวเองมากขึ้นและเชื่อมั่นคนอื่นน้อยลง ขณะที่อีกทางหนึ่ง ทีมผมและผู้คนรอบข้าง ก็หลุดหายไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า ใจหายสิครับ
กระทั่งผมไม่อยากหลอกตัวเอง เลยสรุปบทเรียนตนเองว่า ความเชื่อและแนวทางอย่างนี้ ใช้กับตนเองได้ แต่ทำไม่ได้ในโลกความเป็นจริง พอสรุปบทเรียนอย่างนี้ ผมก็ใช้วิชาวิจัยและปฏิบัติการเชิงสังคมอย่างที่ตนเองถนัด คือ เข้าสู่ Fade-down และ Fade Out Phrase โดยถ่ายทอดทักษะเท่าที่จะมีคนทำด้วย ไปตามความสนใจที่คนอื่นเขาอยากทำ ไม่อยากใช้ความเชื่อของตนเองเป็นที่ตั้งให้ใครอีกแล้ว จากนั้น ก็วางแผนชีวิตตนเองใหม่ก่อนที่จะแก่เกินกว่าจะทำอะไรได้ ผมจะไปในวิถีของผม ทำนองนั้น
สิ่งหนึ่งที่ทำก็คือ ผมขอให้ทีมคนทำงานที่ร่วมงานกับผมมาหลายปี ช่วยถอดบทเรียนในเรื่องที่คิดว่าเป็นตัวของตัวเองที่สุดที่ได้จากประสบการณ์การทำงานในระยะที่ผ่านมาและเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำงานสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน เพื่อร่วมกันทำเป็นหลักสูตรอบรมเชิงกระบวนการ เพื่อเป็นโครงการบริการทางวิชาการและมีทีมแบบสหสาขาของสถาบัน เป็นวิทยากร จัดหลักสูตรสร้างทักษะทำงานให้ผู้คนทั่วไปได้ ก็ทำไปตามหน้าที่ที่พึงทำ ไม่ได้ก็ไม่หวังอะไรมากอีกแล้ว ได้แค่ไหนพอใจแค่นั้น ผมคิด
ปรากฏว่า ได้หลักสูตร กระบวนการ และทีมวิทยากรกระบวนการ ที่มีนักวิชาการและนักพัฒนา สมัครมาอบรมกับพวกเรา 12 คนทั่วประเทศ ทีมก็มีความแม่นยำในตนเอง เตรียมตัวดีมาก มีส่วนร่วม และเดินออกจากประสบการณ์ของตนอย่างสง่างาม จนผมเองก็งง พาผู้เข้าอบรมทำงาน เรียนรู้ และเมื่อถอดบทเรียนสรุปผลการอบรม ก็ออกมาดีมากเช่นกัน ดีจนผมรู้สึกว่าโลกเล่นตลกอะไรกับผมจริงเลย
ผู้เข้าอบรมทุกคนสะท้อนผลให้ว่าเขามั่นใจว่าจะนำกลับไปทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานเข้ากับการวิจัยในชุมชน การอบรม การเรียนการสอน การทำงานพัฒนาในชุมชน ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กรและการทำงานในแนวทางใหม่ๆ ผสมผสานกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรุ้ พัฒนาคนและชาวบ้านผ่านกระบวนการทำงานให้พึ่งตนเองก่อนได้ ซึ่งถือเป็นปรัชญาของการสาธารณสุขมูลฐานและเป็นกลวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในแนวทางที่สถาบันของผมเน้น
บางคนบอกว่าเขาเพิ่งเห็นวิธีคิดและระเบียบวิธีที่เชื่อมโยงกับทฤษฎีและความรู้ต่างๆที่เขาเคยมีอยู่ในกระบวนการทำงาน ซึ่งแต่ก่อนเขาได้รู้จักเพียงเทคนิคเครื่องมือ
พอผลปรากฏออกมาเป็นอย่างนี้ ผมก็เลยต้องทบทวนตนเองใหม่อีก เลยเห็นรายละเอียดอีกหลายอย่างที่เรามองข้ามไป มานั่งคิดใคร่ครวญดู ก็พอจะเห็นคุณค่าและความหมายใหม่ๆ ในความสำเร็จเล็กๆนั่นเอง โดยเฉพาะการที่ทีมวิจัยและทีมทำงานของผม สามารถถ่ายเททักษะ สร้างหลักสูตร ขยายผลประสบการณ์ของตนได้นั้น มีนัยยะต่อความเป็นสถาบันทางวิชาการซึ่งต้องมีบทบาทหน้าที่สร้างความรู้ พัฒนานัวตกรรม และบริการทางวิชาการแก่สังคม มากทีเดียว
หลังจากนั้น ผมพาทีมไปช่วยถอดบทเรียนและประเมินผลแบบสร้างพลังในแนวทางที่แต่ละคนจะใช้ประสบการณ์ไปช่วยเสริมศักยภาพการทำงานของชุมชนไปด้วยได้ ให้กับเวทีเรียนรู้ระหว่างชุมชนในกลุ่มจังหวัด สคร 4 และ สปสช เขตราชบุรี กระทั่งชุมชน อบต ตำบลมหาสวัสดิ์ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และเครือข่ายคนทำงานชุมชนในแนวคิดใหม่ๆ ในกรุงเทพมหานคร เกิดบรรยากาศการทำงานและการเรียนรู้ด้วยกันอย่างคึกคักในแหล่งต่างๆที่ไปทำหน้าที่บริการวิชาการ แปลกดี
มานั่งคิดทบทวนดู ก็เห็นอีกด้านหนึ่งว่า แม้เป็นความสำเร็จเล็กน้อย ทว่า กลุ่มคนจำนวนหนึ่ง สามารถพัฒนาหลักสูตร ถ่ายทอดทักษะและบทเรียนขององค์กร สร้างคน อย่างน้อยก็เป็นจำนวนสอง-สามเท่า ของตนเอง ก็ชี้วัดได้อย่างหนึ่งว่า มีการริเริ่มและสำเร็จด้วยมือตนเองเป็นทวีคูณ ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับการเดินไปข้างหน้าด้วยการพึ่งตนเองทางวิชาการได้ที่ดีมาก การสร้างทีมทำงานแบบสหสาขาสนองตอบกับความจำเป็นใหม่ๆในอนาคต ในส่วนที่ผมสนใจอยู่ เลยได้ความสำเร็จที่ไม่ได้คาดหวังเกิดขึ้น
ผมต้องนำเอาหลายอย่างมาคิดทบทวน ก็ได้บทเรียนชีวิตและหลักธรรมสำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากมาย ....คิดและคาดหวังมากไป เป็นทุกข์ไม่พอ กลับบดบังปัญญาและสติเข้าให้ด้วย .