ประวัติ..ความเป็นมา..ของเทศกาล "กินเจ"
หัวข้อ : ประวัติ..ความเป็นมา..ของเทศกาล "กินเจ" ข้อความ : เทศกาล กินเจ คุณ คิดว่าเป็นเทศกาลซึ่งแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอย่างไร? 1. สนุกสนานรื่นเริง 2. เศร้า แบบไว้อาลัย
ถ้าคุณ ตอบข้อหนึ่ง แสดงว่าคุณ ยังไม่รู้จัก เทศกาลกินเจ อย่างแท้จริง จึงอยากให้คุณอ่านข้อความต่อไปนี้ (ข้อความบางส่วนเป็นความเชื่อส่วนบุคคล)
ประวัติความเป็นมา
เทศกาลกินเจ จริงๆแล้วเป็นช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์ 10 วัน แด่ คน 9 คน ซึ่งเป็นชาวฮั่น ที่ได้ทำการปฏิวัติต่อต้าน พวกแมนจู แต่ไม่สำเร็จจึงถูกประหารชีวิตโดยการตัดคอ และโยนลงสู่แม่น้ำหลังจากนั้นก็มีเจ้ามารับวิญญาณทั้ง 9 ไป ชาวจีนจึงยกย่องให้ชายทั้ง 9 เป็นเจ้าแห่งเทศกาลกินเจ เมื่อถึงเทศกาลกินเจ ก็คือการไว้ทุกข์ให้บุคคลทั้ง 9 คน ซึ่ง เราเรียกกันว่า เจ้า วันกินเจ ก็จะไม่ตรงกันทุกปีถ้าจะดูจากปฏิทินของไทย แต่ถ้านับจากปฏิทินจีน 1 เดือนก็จะมี 29 - 30 วัน จะไม่มีวันที่ 31 วันกินเจวันแรกก็จะตรงกับวันสุดท้ายของเดือนที่แปดนับจากปฏิทินจีน ถ้าดูจากปฏิทินจีน เทศกาลกินเจก็จะตรงกันทุกปี
สีที่ใช้
เมื่อสมัยก่อนนั้นจะใช้ได้แต่ สีขาว สีเดียว คือ ต้องแต่งกายสีขาวห้ามมีลาย ห้ามแต่งหน้า ทำผม รวบผมก็ยังไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการไว้ทุกข์ ขนาดที่ว่าคนที่คุมอยู่หน้าศาลเจ้าขอร้องเลยว่า แต่งกายให้ดีกว่านี้ได้ไหมค่อยเข้าไป แต่ปัจจุบันความเชื่อพวกนี้ก้เริ่มเลือนหายไปแล้ว เพราะลืมไปแล้วว่าเทศกาลกินเจ คือช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์ พักหลังก็ได้อนุญาตให้ใช้ สีเหลือง ได้อีกสี เพราะถือว่าสีเหลืองคือสีของเจ้า แต่คนที่เคร่งครัดจริงๆ ก็ยังใส่แต่สีขาวอย่างเดียว
อาหารที่ทานได้
ก็จะเป็นผัก แต่ไม่ทุกชนิด คือ ยกเว้นผักที่มีกลิ่นฉุน ทานไปแล้วมีกลิ่นปาก ก็จะมี ผักชี , ผักกุยฉ่าย , ต้นหอม , กระเทียม มีประมาณนี้ที่คนส่วนใหญ่ไม่ทานกัน ส่วนผลไม้ ก็ทานได้ทุกชนิด แล้วก็งดเว้นเนื้อสัตว์ทุกชนิดด้วย แต่มีบางคนบอกว่า หอยนางรม ทางได้ เพราะเคยช่วยชีวิตเจ้าแม่กวนอิม เอาไว้ เรื่องมีอยู่ว่า วันนั้นเจ้าแม่กวนอิม เดินทาง แล้วรู้สึกหิวมาก เหมาะกับเจอทะเล จึงเอ่ยไปว่า ตอนนี้หิวมาก จะมีสัตว์อะไรที่สามารถทานได้บ้าง ก็มี หอยนางรมนี่แหละที่ลอยขึ้นมาให้เจ้าแม่กวนกิมได้ทาน ( เป็นเรื่องเล่ากันมา อย่าคิดมากล่ะ] บางคนก็เลยนับ เจ้าหอยนางรมนี้เป็นอาหารเจด้วย แล้วที่แปลกคือ หอยนางรมไม่มีเลือดด้วย แต่ปัจจุบันก็ได้มีการทำอาหาร เรียนแบบโดยใช้แป้ง ทำเป็น หมู เป็ด ไก่ แต่ว่าเป็นของเจนะ รสชาตินี้ไม่มีผิดจากเดิมเลยจะให้แน่ใจ เมื่ออกไปทานนอกบ้านช่วง 10 วันนี้ ก็มองหา ธง สีเหลืองสักหน่อย ทานไปแล้วจะได้สบายใจ อิอิ ว่า เจ จริงๆ
เพื่อนเจ
เพื่อนเจเราจะเรียกว่า แจอิ๊ว ก็หมายถึงเพื่อนที่กินเจเนี่ยแหละ เวลาร้านค้าเรียกลูกค้าในวันนั้นก็จะเหมารวม คนใส่ชุดขาวว่า แจอิ๊ว ไปทั้งหมด
ไหว้เจ้า
ในการไหว้เจ้าถ้าเป็นศาลเจ้าเขาก็จะมีแบ่งว่า ถ้าไม่ได้กินเจ หรือแต่กายให้เหมาะสมก็จะไม่สามารถเข้าไปไหว้ ข้างในศาลเจ้าไม่ได้ ก็ไหว้ได้แต่ข้างนอก ของที่ใช้ไหว้ก็ไม่ต่างจากไหว้ทั่วไปเท่าไร แต่ก็จำกัดบ้าง คือ เทียน จะต้องเป็นสีเหลืองเท่านั้น ส่วนธูป ก็ใช้เหมือนปกติ แต่ถ้าใครเห็นธูปใหญ่ๆ สีแดงก็อย่าตกใจไป เพราะนั่นเขา ซื้อมาไหว้แก้บนกัน ของบางอย่างที่จะนำไปไหว้ก็ถามคนขายก่อนนะว่า ของเจ หรือเปล่า แต่จะให้แน่ใจก็ไปซื้อ เอาที่โรงเจเลยดีกว่า
การเวียนเทียน
จะไม่ได้เดินวน 3 รอบ ธรรมดาทั่วไป แต่จะเดินเป็นอักษรจีน ซึ่งแต่ล่ะตัวก็คือคำพร แล้วคำก็ไม่ใช่คำเดิมเสมอไป เพราะแล้วแต่การขอของเจ้าภาพในปีนั้น
ของกิน
อยาให้บอกว่าอะไรอร่อย ก็อร่อยแทบทุกเจ้า และมีร้านให้เลือกเยอะมาก จนเลือกไม่ถูก 10 วัน วันล่ะ 3 มื้อ ทานไม่ซ้ำกันซักมื้อก็ยังได้ จริงๆนะ ไม่ได้โม้
ถ้วยชาม
หากเป็นสมัยก่อนแล้ว ถ้วยชาม ที่ใช้ในเทศกาลกินเจก็จะมีชุดใหม่ซึ่งไม่ปนกับชุดที่ใช้อยู่ทุกวัน แล้วบางบ้างก็จะมีการทำความสะอาดบ้านเพื่อตอนรับเทศกาลกินเจเมื่อก่อนตอนยังเด็ก ก็ยังทานอาหารเจไม่เป็น เวลาทานข้างก็ต้องโดยแยกให้ไปทานที่หลังบ้าน และห้ามใช้จานชามและแก้วน้ำร่วมกัน กาลเป็นคนที่สังคมรังเกียจ ( เอ่ยไม่ใช่ ล้อเล่น ) แต่ความเชื่อนี้ในปัจจุบันก็ไม่เคร่งแบบนี้แล้ว เพราะปีที่ผ่านมาน้องๆก็นั่งทานร่วมกันได้
เต่ารู้บุญคุญ
เมื่อปล่อยเต่าไปแล้วก็อย่าเพิ่งรีบหนีไปล่ะ รอสักพักก่อน ลองสักเกตดูสักนิดเต่าที่คุณปล่อยไปจะว่ายกลับมา เอาหัวโผ่ลเหนือน้ำขึ้นมา ขอบคุณแล้วค่อยว่ายน้ำจากไปฉะนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ ส่วนใหญ่จึงชอบปล่อยเต่า มากกว่า สัตว์อย่างอื่น ไม่เชื่อลองซื้อเต่าไปปล่อยดู
10 วันของเทศกาลกินเจ
ก็จะมีวันสำคัญอยู่ประมาณไม่กี่วันซึ่งจะอธิบายแต่วันหลักๆ แล้ววันเหล่านี้แต่ล่ะศาลเจ้าก็จะไม่ตรงกัน แล้วแต่การดูเลิกยาม ณ ที่นี้ อิงกับ ศาลเจ้าเจาซือกง ( ตลาดน้อย ) เป็นหลัก
วันแรก แต่ละศาลเจ้าก็จะดูเลิกยามว่าจะเชิญเจ้ามาเวลาไหน แต่ยังไงก็ไม่เกิน 12.00น.จะทำการเชิญเจ้า กันที่แม่น้ำโดยการใช้ ปวย ( ถ้าคุณไม่ทราบว่าเป็นยังลองนึกไปถึงตอนที่เข้าศาลเจ้า จะเห็นเป็นเหมือน ก้อนสีแดงๆ 2 ก้อน อะนะถ้ายังนึกไม่ออกไว้จะถ่ายภาพมาให้ดู รอหน่อยแล้วกัน) จะทราบว่าเจ้ามาก็ต่อเมื่อ ปวย 2 อัน จะทำการเสี่ยงทายโดยการโยน 2 ครั้ง แล้วปรากฏว่า 1 อัน หงาย อีก 1 อันคว่ำ ก็แสดงว่าเจ้าทั้ง 9 ได้เสร็จลงมาแล้ว การกินเจก็จะเริ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ก็ทานกันส่วนหน้า เพื่อเป็นการล้างท้อง ยิ่งพวกที่ทำหน้าที่เป็นคนเชิญเจ้า ด้วยแล้วบางคนที่เคร่งจัดก็จะทานล่วงหน้ากันเป็นเดือนทีเดียว
วันที่สี่ เป็นวันที่คนส่วนใหญ่จะมาไห้วเจ้าเหมือนกับเป็นวันนัดกันมาไห้วเจ้า
วันที่เจ็ด ก็เป็นวันไหว้เจ้าอีกวันแต่วันนี้จะสำคัญกว่าวันที่สี่ เพราะถือว่าเป็นการไหว้เจ้าใหญ่ ใครจะพลาด ไหว้วันไหนแต่ขอบอกว่าอย่าพลาดไหว้วันนี้ ในวันนี้จะมีการซื้อเต่า , ปลาไหล ,นก ฯลฯ มาไหว้ด้วยโดนนำมาใส่จาก สัตว์ต้องเป็นๆ นะจ๊ะ ไม่ใช่เอาไปแกงแล้วมาไหว้ เพราะไหว้เสร็จก็จะปล่อยไป ถ้าใครซื้อเต่ามาไหว้ ก็ดูแลดีๆ หน่อยล่ะ หาจากที่มันลึกๆหน่อย เรื่องนี้ก็เกิดกับคุณแม่เอง ซื้อเต่ามาไหว้ แต่ไม่ทันจะจุดธูปเต่าก็เดินออกจาก จานไปแล้วต้องให้คนช่วยกันตามจับ อิอิ [เอาแม่เรื่องมาเผาไหมเนี่ย ) อะนะถือเป็นประสบการณ์เอามาเล่าสู่กันฟัง ขอเตือนอีกที ดูเต่าไว้ดีๆ แล้วกัน
วันที่แปด วันนี้จะมีการลอยกระทงด้วย ก็ไม่ต่างไปจากการลอยกระทงของคนไทย ความหมายก็ขอบคุณ เจ้าแม่คงคา สำหรับน้ำที่ให้เราๆ ท่านๆ ได้ใช้, ดื่ม กัน แล้วก็ให้สิ่งไม่ดีลอยไปตามน้ำ
วันที่เก้า จะว่าเป็นวันที่เด็กๆชอบ หรือเป็นวันที่คนเยอะสุดๆก็ว่าได้ ( ถ้าไม่น้ำท่วมนะ ) ตอนช่วงเช้าก็จะมีพิธีทำทาน หรือเรียกว่า ซิโกว เป็นการให้ทานแก่ พวกผีที่ไม่มีญาติ คนแก่บางคนก็เคยเห็นว่ามีวิญญาณมารับของไป ( เป็นความเชื่อส่วนบุคคลอะนะ ) ช่วงเวลานนี้คนก็จะเยอะมาก แทบเหยียบกันก็ว่าได้ ไม่ทราบว่าคนพวกนี้ มากจากไหมเหมือนกัน ทีเด็นของงานก็คงเป็นตอนกลางคืน เพราะจะมีแห่มังกร ,สิงโต ,ขบวนของเด็ก และสาวๆ อันนี้เป็นแค่ทำสีสันให้คนมาเที่ยวงานเยอะๆไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านี้ ขอเตือนก่อนว่าดูสาวๆเดินเสร็จ รีบหาที่หลบล่ะไม่งั้น จะเศร้า เพราะหลังจากนั้นจะเป็นพวกที่เดินเวียนเทียน คนมหาศาล ถือะธูปแต่ไม่ทราบ ว่าจะดันกันไปถึงไหนไม่รู้ ยังไงก็ลองมาเที่ยวงานดูแล้วกัน แล้วจะรู้
วันที่สิบ ก็เป็นวันส่งเจ้ากลับ ก็ไม่เกินเที่ยวเหมือนตอนที่เชิญมา
หลังจากวันนั้นก็กลายเป็นภาพแห่งความทรงจำ ต่อไป ลองมาเที่ยวดูแล้วจะรู้ว่า สนุก และอร่อย ขนาดไหน แล้วยังไงจะเก็บภาพมาฝาก
*** อย่าลืมมาเที่ยวแล้วกัน พลาดคราวนี้ต้องรอปีหน้าเลยนะ ***
ขอขอบคุณ อาม่า ที่เล่าเรื่อง และอุสาห์ตอบคำถามของหลานที่ช่างถามคนนี้ และ อาอี้ ที่ช่วยแปลคำจีน และความหมายของคำให้ ขอบคุณคะ
|