เด็กดมกาว

เรื่องจริงผ่านจอ

เทปออกอากาศ  วันที่ 7 สิงหาคม 2550

เด็กดมกาว

            ชีวิตยิ่งกว่านิยาย กลายเป็นเรื่องสะเทือนใจของคนในสังคมแห่งปี  

2 ชีวิตเด็กน้อยที่ถูกผู้เป็นพ่อและแม่ยัดเยียดมลทินสีดำจนทำให้ชีวิตเด็กน้อย

แปดเปื้อนเสมือนตกนรกทั้งเป็น ภาพพฤติกรรมเด็กน้อยวัย 4 ขวบ และ 2 ขวบ

ดมกาวพร้อมผู้เป็นพ่อและแม่และถูกใช้เป็นเครื่องหากินหน้าธนาคารแห่งหนึ่งใน

จ.นครสวรรค์ ทีมงานเรื่องจริงผ่านจอได้ประสานความร่วมมือไปยังบ้านพักเด็ก

จ.นครสวรรค์ เพื่อเข้าช่วยเหลือเด็กน้อยทั้ง 2 โดยเจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่า พ่อและแม่ของเด็กมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พุทธศักราช 2546  มาตราที่ 25 จงใจละเลยไม่ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการเจริญเติบโต   และยังดำเนินการโดยมิชอบให้ลูกเป็นขอทานซึ่งเป็นการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม นอกจากนั้นผู้เป็นพ่อยังมีพฤติกรรมการทำร้ายร่างกายลูกเสมอๆ เจ้าหน้าที่ได้เข้าให้ความช่วยเหลือเด็กโดยจะเข้าไปแยกเด็กมาไว้ในความดูและของบ้านพักเด็ก แต่ผู้เป็นแม่ไม่ยินยอมบอกต้องรอถามผู้เป็นพ่อ แต่ไร้เงาผู้เป็นพ่อ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามจนพบผู้เป็นพ่อ และสืบถามถึงการเลี้ยงลูกที่ให้ลูกดมกาว แต่ผู้เป็นพ่อปฏิเสธเสียงแข็งบอกว่าไม่เคยเห็นลูกดมกาว ส่วนผู้เป็นแม่ก็ให้การวกไปวนมาและยังอ้างอีกว่าที่เด็กดมนั้นไม่ใช่กาวใช้สำหรับดม เป็นเพียงที่ทาเอาไว้แปะรองเท้า อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจะช่วยเด็กทั้ง 2 ให้ได้

เจ้าหน้าที่ได้ถามเด็กว่า รู้มั้ยว่าถุงที่พ่อเอามาให้ดมนั้น เป็นถุงอะไร?   เด็กตอบว่าถุงขนม

และ เจ้าหน้าที่ได้ถามว่าหนูรู้สึกยังไงกับแม่ของหนู? เด็กน้อยตอบว่า หนูเกลียดแม่ นี่คือคำพูดของเด็กน้อยที่มีต่อแม่ของเธอ

                จากเหตุการณ์นี้  การกระทำของแม่ของเด็กวัย 4 ขวบ และ เด็กวัย 2 ขวบ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นแม่เลย และยังให้เด็กทั้ง 2 คนนี้ ดมกาวตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 52 เด็กและเยาวชน  มีสิทธิในการอยู่รอดและได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย  จิตใจ  และสติปัญญา  ตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม  โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

                เด็ก  เยาวชน  สตรี  และบุคคลในครอบครัว  มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากรัฐ  ให้ปราศจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม  ทั้งมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว

                การแทรงแซงและการจำกัดสิทธิเด็ก  เยาวชนและบุคคลในครอบครัว  จะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย  เฉพาะเพื่อสงวนและรักษาไว้ซึ่งสถานะของครอบครัวหรือประโยชน์สูงสุดของบุคคลนั้น

                เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ

                ซึ่งเด็กทั้ง 2 คนนี้ควรที่จะได้รับการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 52 นี้ไม่ใช่การดมกาวและเดินไปขอทานตามสถานีรถไฟนั้น

                และเด็กทั้ง 2 นี้ยังมีสิทธิได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR  นี้ด้วยใน ข้อ 24 1. เด็กทุกคนย่อมได้รับการคุ้มครองโดยมาตรการต่างๆ  ที่จำเป็นตามสถานะของผู้เยาว์  จากครอบครัวของตน  สังคมและรัฐ  โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ  ผิว  เพศ  ภาษา  ศาสนา  เผ่าพันธุ์แห่งชาติ หรือสังคม  ทรัพย์สิน  หรือกำเนิด

                การกระทำของแม่เด็กทั้งสองยังขัดกับ  พรบ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546  ในเรื่องการปฏิบัติต่อเด็ก  และ  มาตรา 23 ผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น แต่ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและต้องคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนมิให้ตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ และมาตรา 25 ผู้ปกครองต้องไม่กระทำการ ดังต่อไปนี้() ทอดทิ้งเด็กไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานพยาบาลหรือไว้กับบุคคลที่รับจ้างเลี้ยงเด็กหรือที่สาธารณะหรือสถานที่ใด โดยเจตนาที่จะไม่รับเด็กกลับคืน() ละทิ้งเด็กไว้ ณ สถานที่ใด ๆ โดยไม่จัดให้มีการป้องกันดูแลสวัสดิภาพหรือให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสม() จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตหรือสุขภาพอนามัยจนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก() ปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะที่เป็นการขัดขวางการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก() ปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะที่เป็นการเลี้ยงดูโดยมิชอบ

ดังนั้นการกระทำของแม่ของเด็กวัย 4 ขวบ กับเด็กวัย 2 ขวบ ที่กระทำการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของเด็กในการให้เด็กซึ่งอายุยังน้อยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดมกาวอยู่ทุกวันแล้วให้เด็กออกไปขอทานนั้นเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 52 ในเรื่องการพัฒนาร่างกาย  จิตใจของเด็ก  ตามวิวัฒนาการที่เด็กนั้นควรที่จะได้รับ มิใช่ให้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั่นแก่เด็ก  และยังขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเด็กนี้ด้วย  และยังขัดต่อ  พรบ.  คุ้มครองสิทธิเด็ก ตามมาตรา 23และ  มาตรา  25  ในเรื่องการปฏิบัติต่อเด็ก

เด็กทั้งสองคนควรได้รับการดูแลจากผู้เป็นแม่ให้ดีกว่านี้  และแม่ที่ดีควรจะมีจิตสำนึกที่ดีในการเลี้ยงลูกให้ดีอย่างเยี่ยงแม่ทุกคนควรที่จะทำ  การที่เด็กทั้งสองได้ดมการตั้งแต่เด็กจะมีผลต่อสติปัญญาของเด็กเป็นอย่างมากและมีผลกระทบต่อวิวัฒนาการในการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กด้วย  เด็กที่มีอายุเพียงแค่นี้ควรที่จะได้รับแต่สิ่งดีๆๆ มิใช่ได้รับแต่สิ่งที่ไม่ดีจากผู้ที่เป็นแม่ ตอนลังมูลนิธิได้รับแจ้งจึงเข้าไปช่วยเหลือนำเด็กทั้งสองแยกออกจากแม่โดยนำมารับเลี้ยงไว้ที่มูลนิธิที่นครสวรรค์ โดยนำเด็กไปตรวจร่างกายโชคดีที่มาพบสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของเด็ก  หากแม่ของเด็กมีจิตใจที่ปกติดีครอบครัวนี้อาจได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทั้งพ่อ  แม่  และลูกทั้งสองคน

เหตุการณ์นี้แม่ทุกคนควรที่จะตะหนักในเรื่องการเลี้ยงดูลูกให้ดี  ควรคิดว่าทุกวันนี้เลี้ยงลูกนั้นดีรึยังไม่ควรจะไปทำร้ายเด็กตาดำๆๆ ในฐานะที่เราเป็นแม่เราควรรักลูกให้มากมิใช่เห็นว่าเป็นแม่แล้วจะหยิบยื่นอะไรให้ลูกก็ได้ โดยไม่คำนึงว่าสิ่งนั้นดีหรือว่าไม่ดีต่อลูกยังไง