ได้เล่าแล้วว่าผมได้รับเชิญไปพูดเรื่อง “จริยธรรมในการวิจัย” แต่เอาเข้าจริง รศ. ดร. วริยา ชินวรรโณ เจ้าของหรือผู้รับผิดชอบการอภิปรายเรื่องนี้ โทรศัพท์มาบอกว่า ขอให้ผมพูดในฐานะผู้จัดการทุนวิจัย หรือจากประสบการณ์ในการให้ทุนวิจัย ซึ่งผมก็ว่าดีเหมือนกัน โดยผมก็ยังคงถือหลัก “เน้นจริยธรรมในวิถีชีวิต” หรือภาคปฏิบัติ
จริยธรรม แปลว่า ธรรมที่เป็นข้อควรปฏิบัติ (พจนานุกรมฉบับมติชน) เป็นหลักความสัมพันธ์ระหว่างคนนั่นเอง ข้อพึงปฏิบัติเหล่านี้ เมื่อยึดถือปฏิบัติจนเป็นนิสัย เป็นที่รับรู้เชื่อถือกันว่า บุคคลผู้นี้/หน่วยงานนี้ จะปฏิบัติในคุณธรรมอย่างนี้ จะยึดมั่นในคุณธรรมอย่างนี้ ไม่คลอนแคลน ที่เรียกว่ามี integrity จะเกิดคุณประโยชน์ต่อตนเอง ต่อองค์กร และต่อสังคมเป็นอันมาก
ผมจึงมองเรื่องจริยธรรมว่าเป็นเรื่องที่ถ้าเราหมั่นเอาใจใส่ เอาใจใส่ในการหมั่นตีความหมั่นฝึกฝน หรือก็คือหมั่นเรียนรู้นั่นเอง มันจะสร้างบุคลิก สร้างบารมี ให้แก่เรา เราในที่นี้คือตัวเราเอง ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูล เพื่อนร่วมงาน หน่วยงาน องค์กร และบ้านเมืองหรือสังคมของเรา
สร้างบุคลิก สร้างบารมี ในทางโลก ทำให้ชีวิตดี เป็นที่เชื่อถือ เรื่องยากกลายเป็นง่าย เพราะเราได้สร้าง “นายประกัน” ไว้ให้ผู้คนเชื่อถือ เรื่องของจริยธรรมจึงเป็นเรื่อง “นายประกัน” ระหว่างกัน นั่นเอง คือเป็นเครื่องให้เกิดความมั่นใจ ความเชื่อถือซึ่งกันและกัน
แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับผลในทางใจ ผลลึกๆ ในใจของเราเอง ทำให้ใจเราสงบ สอาด สว่าง และมีความกล้าหาญ ความกล้าหาญทางจริยธรรมคือ integrity ของฝรั่ง ผมคิดอย่างนี้ไม่ทราบว่าผิดหรือถูก ผมคิดว่ามันทำให้บุคคล/กลุ่มคน/องค์กร มีความสง่างาม แบบเปล่งประกายออกมาจากภายใน
ผมจะพูดจากประสบการณ์การทำงานจัดการทุนวิจัยสมัยเป็นผู้อำนวยการ สกว. อยู่ ๘ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖ – ๒๕๔๔ เป็นการเล่าประสบการณ์ ทั้งที่เป็นประสบการณ์ที่ดี และที่ยากลำบาก เพื่อให้เห็นว่า การสร้างตัวด้านจริยธรรมมันไม่ได้อยู่ลอยๆ กับเอกสารกำหนดจรรยาบรรณ แต่มันอยู่กับชีวิตจริง อยู่กับโลกธรรม
หน่วยงานจัดการทุนวิจัยมีจริยธรรมที่สำคัญที่สุดต่อสังคม ต่อบ้านเมือง คือต้องทำให้การใช้ทุนเกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างคุ้มค่า เราต้องไม่ใช้เงินแบบไม่ระมัดระวัง ต้องมีวิธีทำงานให้เกิดความคุ้มค่านั้น
แค่เล่าขยายความจากหลักการจัดการการใช้ทุนวิจัยให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า ก็สามารถครอบคลุมหลักจริยธรรม ๙ ข้อของ วช. ได้อย่างครบถ้วน โดยผมขอเริ่มจากหลัก “อย่าทำตัวเป็นหน่วยให้ทุน” ผมใช้คำว่า อย่าสร้างความสัมพันธ์แบบ granting agency กับ ผู้รับทุน (grantee) เพราะมันจะนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ซึ่งไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เหมาะสมต่อการทำงานวิจัย คือความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์
ที่ สกว. เรามีข้อกำหนดว่า จะต้องไม่มีคำว่า “ไปชวนเขามาทำงานให้เรา” หรือ “ไปชวนนักวิจัยมาทำงานวิจัยให้ สกว.” นี่คือคำต้องห้าม เพราะมันเป็นวาทกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ที่ผิด สร้างท่าทีที่ผิด และผิดหลักการจัดการสมัยใหม่ ที่เน้นที่การสร้างความเป็นเจ้าของ (ownership) ต่องาน แล้วให้อิสระในการทำงานสร้างสรรค์
เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพสูง มีการใช้ทุนวิจัยสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างคุ้มค่า สกว. ทำตัวเป็น “ภาคี” ของนักวิจัย/หน่วยวิจัย เพื่อร่วมกันฟันฝ่าให้ได้ผลงานที่มีคุณค่าสูง และคุ้มค่า การ “ร่วมกันฟันฝ่า” นี่มีมากมายสารพัดเรื่อง ตั้งแต่ตอนตั้งโจทย์วิจัย ตอนตกลงโครงการวิจัย การรายงานความก้าวหน้า หรือรายงานผลสำเร็จระหว่างทาง ที่อาจต้องมีการนำเสนอต่อคณะผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อรับฟังคำแนะนำ รวมทั้งฟันฝ่าช่วง downstream management เพื่อนำผลการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่หลากหลาย รวมทั้งในการชี้นำแก่สังคมในกรณีเกิดกระแสที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นขึ้นมา ซึ่งอาจจะหลังจบโครงการวิจัยไปแล้วหลายปี ซึ่งหมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยกับหน่วยงานสนุบสนุนการวิจัยเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวหรือตลอดชีวิต ความผูกพันกันไม่ได้อยู่ที่สัญญารับทุนเท่านั้น แต่เป็นความผูกพันผ่านผลประโยชน์ของสังึคมในวงกว้างด้วย
เอาเข้าจริง ในการอภิปรายจริงๆ ซึ่งมีเวลาเพียง ๒๐ นาที กลอนมันพาไปให้ผมไม่ได้พูดที่เตรียมไว้ข้างบน แต่เล่าวิธีคิดเรื่องจริยธรรมในการวิจัย ว่าผมไม่มองเป็นเรื่องยุ่งยากที่ต้องแบกรับ หรือเป็นภาระ แต่มองเป็นเครื่องมือสร้างตัว สร้างการยอมรับ ในวงการวิจัย ได้เล่าเรื่องการจัดการทุนวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ของ สกว. เมื่อ ๑๖ ปีก่อน โดยการแยกทุนวิจัยออกเป็น ๒ แบบ คือทุนวิจัยพื้นฐาน และทุนวิจัยและพัฒนา กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จต่างกัน และวิธีจัดการงานวิจัยต่างกัน
ผมเล่าเลยไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักจัดการงานวิจัย กับนักวิจัย ที่ผมเห็นว่าควรเป็นความสัมพันธ์ตลอดชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัย – ผลงานวิจัย – หน่วยจัดการงานวิจัย ก็ต้องเป็นความสัมพันธ์ตลอดชีวิตด้วย ความคาดหวังความสัมพันธ์แบบตลอดชีวิตนี้ จะกำหนดพฤติกรรมเชิงจริยธรรมระหว่างกัน ให้เป็นความสัมพันธ์ที่ดี
แต่การอภิปรายออกรสในตอนตอบคำถาม และผมได้ความรู้ใหม่เรื่องความสัมพันธ์ จริยธรรม – กฎหมาย จาก ศ. (พิเศษ) วิชา มหาคุณ จะได้เล่าในบันทึกต่อๆ ไป
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ย. ๕๑
บรรยากาศในห้องประชุม
ภาพจากอีกมุมหนึ่งของห้องประชุม