วันที่ 15 กันยายน 2551
เช้าวันจันทร์ ผมต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพราะว่าจะมีรถบัสออกจากโรงแรมไปยังศูนย์ประชุมตอน 6.30 น. ไอ้ผมก็เหมือนกับเพิ่งนอนไปไม่กี่นาน (ที่ไต้หวัน เวลาเร็วกว่าที่เมืองไทย 1 ชั่วโมง) ตกลงกับพี่พิชัยไว้ว่า ผมขอตื่นก่อน เพราะขี้นาน แต่นั่นแหละ นั่งจนตูดชาก็ไม่สำเร็จ ปุดโธ่ ก็นี่ที่บ้านผมมันตี 4 เองนี่นา เป็นอันว่าเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ
มื้อเช้าวันนี้ก็กินอาหารแบบญี่ปุ่น คราวนี้ผมเมินนัตโตะ (ถั่วเน่า) เพราะที่บ้านยังเหลืออยู่เลย พูดถึงเรื่องนัตโตะนี่ก็ตลกดีครับ เพราะรู้จักชื่อมันมานานแล้ว มาลองกินก็เหม็นสุดขั้ว มาเริ่มกินเป็นก็เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่ไป Sapporo มีคนสอนวิธีการกินนัตโตะ ว่าต้องใส่ซีอิ๊วและมัสตาดลงไป จากนั้นก็คนๆคลุกๆจนมันเหนียวหนืดยืดยาวออกมาเป็นเส้นๆ เอามาใส่ข้าว ห่อด้วยสาหร่าย แล้วก็อ้ำๆๆ กลายเป็นว่า คนที่ชอบที่สุดในบ้านตอนนี้ก็คือพี่แป้ง เลยต้องมีนัตโตะติดตู้เย็นจนถึงทุกวันนี้
รถบัสที่จะไปส่งที่ศูนย์ประชุม Taiwan International Convention Center (TICC) เขามีเฉพาะเที่ยวส่งอย่างเดียว ขากลับหาทางเอาเอง ฮ่า ฮ่า ลืมบอกไป ว่าที่ไต้หวันนี้คนเขาไม่พูดภาษาอังกฤษเลยครับ บนรถบัส ผมและพี่พิชัยได้พบกับบีและพี่หน่อย ซึ่งเขาล่วงหน้ามาก่อน เขามากันตั้งแต่วันศุกร์ ก่อนพายุเข้าวันเดียว แรกเริ่มเดิมที เธอทั้ง 2 ท่านวางแผนจะเที่ยวไต้หวันกันก่อน แต่เมื่อไต้ฝุ่นเข้ามา ทุกแห่งเขาปิดหมด อุทยานต่างๆ ร้านรวงปิดทั้งหมด ต้องแกร่วอยู่ในโรงแรมดูพายุผ่านไป ฮ่า ฮ่า น่าสงสารจริงๆ
TICC เป็นศูนย์ประชุมที่อยู่ใกล้กับ 101 Tower อันลือลั่น ดูภายนอกไม่เห็นจะมีอะไรเลย แต่ภายในนั่นโอ่งโถง เบ็ดเสร็จ ห้องประชุมมีหลายห้อง ห้องแสดงนิทรรศการก็กว้างขวาง ที่นี่เองที่ผมได้พบกับหมอไทยอีก 2 ท่าน นั่นก็คือพี่น้องและน้องเล็ก พี่น้องเป็นสูติแพทย์โรคมะเร็งจากราชวิถี ตอนนี้กำลังมาเรียนการผ่าตัดแบบส่องกล้อง ในขณะที่น้องเล็กเป็นสูติแพทย์ที่ลาออกจากราชการเพื่อมาเรียนการผ่าตัดแบบส่องกล้องที่ไต้หวันเช่นเดียวกัน เขาลงทะเบียนมาประชุมด้วย และทั้ง 2 คนนี้นี่แหละที่เตรียมตัวพาบีกับพี่หน่อยไปเที่ยวแต่เจอคุณซินลากอไปเสียก่อน

หลังจากที่รับป้ายห้อยคอแล้วก็รีบเข้าไปฟังประชุมเรื่องแรกในห้องใหญ่ ผมเลยได้พบกับครูหาญ ครูลีและครูรอน จากเมืองลอดช่อง ด้วยความคิดถึง เมื่อหยุดพัก เลยรีบวิ่งไปทักทายจับไม้จับมือ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามสมควร ผมทราบมาว่า เฮงฟุก เพื่อนสนิทผมก็มาด้วย แต่ตอนนี้คงอยู่โรงแรม เพราะว่าพาเมียมาด้วย ฮ่า ฮ่า

การประชุมวิชาการ International Urogynecology Association (IUGA) นั้น เป็นการประชุมในสมาคมวิชาชีพเฉพาะทางเป็นครั้งแรกของผม เลยมีความมุ่งมั่นเป็นพิเศษ แม้ว่าไต้ฝุ่นเพิ่งเข้าและเพิ่งออก ยังไงเสีย ถ้าเครื่องบินขึ้นลงได้ ผมก็ต้องมาให้ได้ การประชุมนั้นจะต่างกับการประชุมราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยของผม เพราะของผมนั้น เน้นการบรรยายวิชาการโดยแพทย์ผู้ทรงความรู้ ชนิดที่เรียกว่า อ่านมาหรือตั้งใจมาสอนกันเต็มที่ ในขณะที่ IUGA นั้น เน้นการมานำเสนองานวิจัยต่างๆที่เขาทำกันมา การประชุมแต่ละช่วงเวลา แต่ละห้อง จะเน้นหัวเรื่องเฉพาะ จากนั้น ใครมีงานวิจัยที่ตรงกับหัวเรื่องก็มาพูดกัน มีการซักถามกันอย่างกว้างขวาง วิทยากรท่านใดไม่เก่งภาษาอังกฤษ ชนิดที่นำเสนอตามบทที่เตรียมมา ครั้นเมื่อถูกถามแล้วฟังไม่เข้าใจ ก็หันไปถามผู้ดำเนินรายการข้างๆได้ นับว่าเป็นการประชุมที่ตรงใจผมอย่างแรง

พิธีรีตองของเขาก็ไม่มาก ข้าวเที่ยงก็เลี้ยงในห้องนิทรรศการ ยืนกิน เป็นแซนด์วิช กินไปคุยไป ใครอยากมีเพื่อนก็กินไป หาเพื่อนใหม่ไป แลกนามบัตรกันพอหอมปากหอมคอ วันนี้เราประชุมกันจนถึง 6 โมงเย็น (เริ่มประชุม 7.30 น.ครับ) หัวบวมไปหมดแล้ว
เย็นนี้ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของเจ้าบ้าน นั่นก็คือพี่น้องกับน้องเล็ก ทีมของเรามีคนเพิ่มมาอีก 2 ท่าน ก็คือ อาจารย์วิทยา จากศิริราช และอาจารย์สัณธา จากราชวิถี รวมกันแล้วก็เป็น 8 คน เราอยากจะกินอาหารพื้นเมืองที่ night market น้องเล็กผู้ซึ่งอยู่มานานที่สุด และพูดภาษาจีนเก่งมาก เลยเสนอว่าจะพาเราไปกินกันที่ Keelung เหนือสุดไต้หวัน แหล่งการค้าและท่าจอดเรือ (ลองเข้าไปดูใน google earth สิครับ ยังเห็นเรือสำราญจอดอยู่เลย)
เริ่มจากไปลงรถไฟฟ้าใต้ดิน City Hall ขึ้นรถเพื่อไปที่สถานี Taipei main station จากนั้นก็เดินไปหา locker เพื่อใส่สัมภาระที่ขี้เกียจถือ โดยการหยอดเหรียญ 50 ดอลลาร์ แล้วล็อคกุญแจ ที่นี่เขาดีนะครับ ตามสถานีรถไฟ เขาจะมี locker เอาไว้ให้คนใส่ของ ชั่วโมงละ 50 เหรียญ บ้านเราไม่มี
เมื่อใส่ของกันแล้วก็เดินไปขึ้นรถไฟบนดิน อันนี้ต่างกันนะครับ เพราะเริ่มต้นเรานั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นรถบนดิน ที่มีหัวรถจักรลากแบบบ้านเรานั่นแหละครับ เราซื้อตั๋วจากตู้หยอดเหรียญ อันนี้มั่วสุดๆ เพราะทำกันไม่เป็น อาศัยน้องเล็กถามชาวบ้านเอาครับ
เรานั่งรถกัน 1 ชั่วโมงพอดี เล่นเอาหิวกันจนน้ำลายย้อย
Keelung อ่านว่า ชี่หลุง แปลว่า “ท่าไก่ หรือเล้าไก่” ก็ได้ ผมเองก็เรียกว่าขี้หลง แบบว่าอย่าเดินเร็วไปนะครับ ผมขี้หลง เดี๋ยวกลับไม่ถูก ที่สถานนีนี้เป็นปลายทางของรถไฟที่เราโดยสารมา ออกจากสถานีก็เดินมาตามทาง (จากการถามชาวบ้านละแวกนั้นอีกเช่นเดียวกัน) เดินผ่านท่าเรือที่ตอนนี้มีเรือสำราญลำเบ้อเริ่มจอดอยู่ เดินลอด(ถนน)ใต้ดิน เข้ามาในตลาด น้องเล็กก็พาเข้าไปในตลาดศาลเจ้า
ร้านแรกที่เราเริ่มเปิบกันก็คือ ก๋วยเตี๋ยว 100 ปี ที่เรียกแบบนี้ก็เพราะว่า ร้านนี้เขาสืบทอดกิจการกันมานาน 100 ปีแล้ว มันคล้ายก๋วยจั๊บน้ำใสครับ แต่เส้นเหนียวกว่ามาก และไม่รู้ว่าหิวหรืออร่อย เพราะแต่ละคนซดน้ำกันไม่เหลือ

สนนราคาถ้วยละ 30 ดอลลาร์ครับ (NTD: new Taiwan Dollar) เดินออกมาจากร้านแรก เหลือบเห็นข้าวราดอะไรไม่รู้ ดูน่าทาน เลยสั่งมากินกันอีก มันเป็นข้าวราดหมู ข้าวแบบญี่ปุ่นราดด้วยหมูสับพะโล้ ที่มีเนื้อปนกับมัน อันนี้ก็อร่อยแบบเสียวๆ กลัวมันจุกอก

กินกันพอหายอยากก็บอกลา มาเข้าอีกร้านเป็นร้านที่ขายของทอดครับ ซัดกันอีกหลายจาน มาถูกใจมากที่สุดก็ ตับทอด หอยทอด แถมแม่ค้าเธอยังให้ขนมที่เธอซื้อมากินเองให้เรากินด้วย ยังครับ ยังไม่พอ เรามาตบท้ายกันด้วยน้ำแข็งใส อันนี้เป็นที่ถูกใจ โดยเฉพาะนมข้นหวานแช่แข็งที่เอามาปั่นจนละเอียด ราดหน้าด้วยสตรอเบอร์รี่ โอย...พุงจะระเบิดอยู่แล้ว
จิ๋มโทรมาหาพอดี ได้ยินเสียงคุณจ้าร้องแหกปากลั่น ด้วยความที่พี่แป้งพูดก่อน เธอเลยโกรธจัด ร้องจนไม่ได้พูดกับพ่อ ฮือ ฮือ ออกมาอย่างเดียว เสียตังค์ไปหลายนาทีก็ไม่ยอมพูด และก็ไม่ยอมให้วางโทรศัพท์ ดูลูกสาวผมสิครับ
คืนนี้กว่าจะกลับถึงโรงแรมก็เกือบสองยาม ให้พี่พิชัยอาบน้ำก่อน เพราะผมขี้นาน และก็กว่าจะสำเร็จ ซัดไปเกือบครึ่งชั่วโมง ออกมาพี่ท่านก็หลับไปแล้ว ฮ่า ฮ่า เวรกรรมของคนไส้หนักเมื่อพลัดถิ่นจริงๆ
ก๋วยเตี๋ยวอร่อยเท่าบ้านเราไหม
ที่ชอบก็คงเป็นอาหารต่างถิ่น อาจารย์เอารูปมาลงหน้าตาน่ากินมากค่ะ แล้วค่าเงินเขาสูงกว่าเรามากมั้ยคะ
พี่อุบลครับ
อร่อยนั้น ไม่ทาบว่าหิวหรืออร่อยจริง แต่อร๊อย อร่อยครับ
สวัสดีครับ chaying
เงินเรา 1.7 บาท เท่ากับ 1 NTD ครับ
แต่ตอนออกไป ผมซื้อด้วยเงินเยน แลกกลับด้วย Dollar ครับ
อัตรามั่วไปหมด เลยไม่รู้ว่ากำไรหรือขาดทุน
เพราะตอนที่ซื้อเงินเยน เงินเราแพง ตอนนี้เงินเราถูก อันนี้น่าจะกำไร (เล็กน้อย) งงไหม ผมยังงงเลย