เท่าที่ผมทำงานมา ผมได้พบกับ “คนดื้อ” หลายคน และ การแก้ปัญหาคนดื้อก็ค่อนข้างทำได้ยาก
ผมพลิกหาตำราต่างๆว่าด้วยคนดื้อ อ่านแล้วนำมาเทียบเคียงกับชีวิตจริงของคนดื้อ พอจะได้คำตอบที่เป็นสาเหตุของคนดื้อ ได้ดังนี้ ครับ
ในตำราที่เขียนเกี่ยวกับธรรมะ เขาวิเคราะห์ว่าคนดื้อ เกิดจากนิวรณ์ 5 ครับ ซึ่งผมมาเทียบเคียงกับคนดื้อต่างๆ ที่ผมพบมา ก็ดูจะเป็นจริง ดังนี้ครับ
1. กามฉันทะ พวกนี้ชอบอยู่สบายๆครับ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบความยากลำบาก ดังนั้นคนประเภทนี้จึงมักจะชอบมีความคุ้นเคยกับวิถีชีวิตเดิมๆ ไม่ชอบพัฒนา ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง
2. พยาบาท คนประเภทนี้ มักจะคิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม เกลียดนาย แค้นผู้ร่วมงาน โกรธคนที่ได้ดีกว่า ก็เลยปิ้งปลาประชดแมวด้วยการเป็นคนดื้อไม่ทำงาน
3. ถีนมัทธะ ประเภทนี้ เป็นคน “ขี้เบื่อ” ไม่มีความสุขในการทำงาน ทำงานด้วยความจำใจ ไม่สนุก หดหู่ ก็เลยไม่อยากพัฒนางาน
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ประเภทนี้มักจะเป็นผู้มีปัญหาครอบครัว จึงมักจะคิดฟุ้งซ่าน วิตกกังวล ห่วงหน้าพะวงหลัง เลยทำให้ไม่มีกะจิตกะใจที่จะทุ่มเทเรื่องงาน
5. วิจิกิจฉา พวกนี้เป็นพวกคิดมาก รู้มาก แต่ยังไม่เคลียร์ ก็เลยไม่ทำ เนื่องจากยังมีความสงสัยในเรื่องต่างๆ อยู่ เมื่อยังสงสัยก็ไม่แน่ใจ เมื่อไม่แน่ใจก็ไม่ทำ
ในแต่ละหน่วยงาน ลองสังเกตคนดื้อที่เคยพบดูนะครับ ว่าเข้าข่ายใด
ส่วนวิธีแก้ ค่อยว่ากันตอนต่อไปครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ท่านรอง
โห มาไม่ทัน ท่าน ผอเลย
วัยรุ่นเซ็ง
ฮ่าๆๆ
ผมเอาวิธีแก้นิวรณ์มาให้ในทันใดทันทีเลยครับท่าน
การแก้นิวรณ์เรื่อง..กามฉันท์
ให้พิจารณาว่า กายเป็นสิ่งที่ปฏิกูล ไม่ต่างจากซากศพ ความหล่อ ความสวยไม่มีจริง มันเป็นเพียงจิตปรุงแต่ง การหลงในกำหนัด ยินดีในเรื่องเพศ เป็นเรื่องของคนโง่ ตอนนี้เราหลุดพ้นจากความทุกข์มาแล้ว จะให้กามฉันท์มันมาดึงเราลงไปอยู่นรกขุมเดิมหรือไม่ คิดดังนี้จะตัดนิวรณ์ตัวแรกไปได้ครับ
การแก้นิวรณืที่สอง คือ พยาบาท ให้พยายามเจริญสติ แผ่เมตตา เห็นว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตนเอง
เขาก็มีกรรมของเขา ภรรยาน้อยก็มีกรรมของเธอ ในที่สุดกลไกแห่งกรรมก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ
ทุกคนต้องรับกรรม ทุกคนต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อเราเข้าถึงหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความทุกข์แห่งแรงพยาบาทก็จะหมดสิ้นลงครับ
นิวรณ์ตัวที่สาม คือ ถีนมิทธะ ความซึมเศร้า หดหู่ ให้แก้ไขโดยปรับปรุงตัวเอง หางานอดิเรกทำ แต่งตัวแต่งหน้า เข้าฟิตเนสพาพ่อแม่ญาติพี่น้องไปเที่ยว เข้าสมาคมกับเพื่อนฝูง พยายามสร้างความประปรี้กระเปร่าให้ตัวเอง
ส่วนเรื่องจิตฟุ้งซ่าน หลีกเลี่ยงไม่ได้หรับคนที่เพิ่งหย่าร้างให้ฝึกสติ คอยจับอารมณ์ฟุ้งซ่าน ทุกครั้งที่ฟุ้งซ่านให้ใช้สติไปกำหนด
..ฟุ้งซ่านหนอๆ... จนความฟุ้งซ่านหมดไป เมื่อกำหนดได้เรื่อยๆ จากวันหนึ่งที่ฟุ้งซ่านเป็นร้อยครั้ง จะค่อยๆลดลงเหลือสิบครั้ง และหมดไปในที่สุดครับ
นิวรณ์สุดท้ายคือ การลังเลสงสัย แน่นอนว่ากว่าจะหย่า ก็ลังเลมานานแล้ว พอหย่าจริงๆก็ยังลังเลอยู่นั่นแหละ ไม่แน่ใจในตัวเอง ขอให้คิดว่า นี่ถึงที่สุดแล้วที่เราจะทำได้ ที่ผ่านมาเราพยายามทำดีที่สุดแล้ว แต่มันจบแบบนี้ พอกันที เราจะไม่กลับไปอยู่ในสถานะแบบนั้นอีก หมดกรรมแล้ว
เข้ามาดูทางแก้ค่ะ..
เพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนดื้อ..อย่างรุนแรงมากๆๆค่ะ
จะติดตามต่อค่ะ
สวัสดีค่ะ
อิอิ ตามมาอ่านด้วยคน ฮิๆๆ
ไม่ดื้อค่ะ เรียบร้อย มากๆๆ 5555+
ขอบคุณค่ะ...
ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยม
เป็นข้อคิดทางศีลธรรมครับ
ขอบคุณครับ
ท่าน ผอ.ประจักษ์ ท่านยังแคล่วคล่องว่องไวอยู่เสมอครับ
ขอขอบคุณครับสำหรับธรรมะในการแก้นิวรณ์ 5
เป็นหลักธรรมสำหรับแก้ที่ตัวเองครับ
แต่ทีนี้ ถ้าเราจะไปแก้ที่คนอื่น ต้องมีอีกวิธีครับ
ขอบคุณครับ
ผมเองก็เป็นคนดื้อครับ
เพียงแต่ว่าต้อง
1. ดื้อให้ถูกจังหวะ
2. ดื้อให้ถูกโอกาส
3. ดื้อให้ถูกกาลเทศะ
4. ดื้อให้ถูกคน และ
5. ดื้อให้ถูกกับเรื่อง
ครับ
ขอบคุณครับ
บางครั้งก็ต้อง "ดื้อ" บางนะครับ
เพียงแต่ว่าต้องดื้อให้ถูกหลัก
ผมเองบางครั้งก็ยั้งต้องดื้อบ้างเลยครับ
ขอบคุณครับ