ข้าพเจ้าพร้อมกับกระเป๋า ๓ ใบ น้ำหนักรวมกัน ๖๐ กิโลกรัมกว่าๆ ต้องเดินทางคนเดียวและต้องเปลี่ยนรถไฟด้วย จะรอดจนถึงปลายทางมั้ย จะเปลี่ยนขบวนทันมั้ย เพราะมีเวลาเปลี่ยนแค่ ๗ นาทีเท่านั้นเอง

วันนี้ เมื่อ ๑๓ ปีที่แล้ว

 

                ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘ ช่วงค่ำๆ แม่เตรียมธูปกับดอกไม้ให้ แล้วบอกว่ากราบลาแม่พระธรณีเสียก่อน เพราะจะจากแผ่นดินนี้ไปไกล (เมื่อไรจะได้กลับมาก็ไม่รู้..หุ..หุ..ฮือ..ฮือ) เหมือนๆ กับไปมาลาไหว้ละมั้ง

                จากนั้นก็ไปน้ำตาร่วง น้ำตาหล่นกันที่ดอนเมืองอีกพองาม ซักประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ ก็ลับตาเข้าไปด้านใน การผจญภัยเริ่มขึ้น

                เที่ยวบินที่ไปเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของสายการบินAOM คือบินระหว่างกรุงเทพฯ - ปารีสเป็นครั้งสุดท้ายแล้วปิดเส้นทางการบินนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้น พนักงานของสายการบินก็ประท้วงกันพอให้เข้าใจได้ว่าไม่เห็นด้วย เลยไม่บินตามกำหนดเดิม เลื่อนมาซะอีก ๒ - ๓ วัน ผู้โดยสารที่รอไม่ได้ส่วนหนึ่งก็เลยหนีไปใช้บริการสายการบินอื่น แต่ตัวเองไม่ยอมเลื่อน (ก็จะได้อยู่เมืองไทยต่ออีกแป๊บนึงไง) พอถึงวันนั้น ปรากฏว่าโล่งมาก ผู้โดยสารบางตา ข้าพเจ้านอนยาวที่เก้าอี้แถวกลาง แล้วก็นอนอร่อยมาก...ขนาดเครื่องลงและขึ้นที่อิสตันบูล (เพื่อเติมน้ำมัน) ก็ยังไม่ตื่น คือ พอรู้สึกเหมือนกันว่าเครื่องกำลังขึ้น แต่ลงนี่ไม่รู้สึกเลย...เยี่ยมมาก

                ถึงปารีสเช้าวันที่ ๒๔ กันยายน มีหนุ่มน้อยกับหนุ่มใหญ่มารับ พาไปสถานีรถไฟมงต์ปาร์นาส[1] (la gare montparnasse) เพื่อไปเมืองโครยอง[2] (Royan) สถานที่เรียนภาษา[3] เพราะวันรุ่งขึ้นต้องเข้าเรียนทันที เลยไม่ได้มีเวลายลโฉมเมืองหลวงของฝรั่งเศส

                สองหนุ่มท่าทางกังวลเล็กน้อย เมื่อเห็นตัวข้าพเจ้าพร้อมกับกระเป๋า ๓ ใบ น้ำหนักรวมกัน ๖๐ กิโลกรัมกว่าๆ...เอิ๊กส์.. ต้องเดินทางคนเดียวและต้องเปลี่ยนรถไฟด้วย จะรอดจนถึงปลายทางมั้ยเนี่ย จะเปลี่ยนขบวนทันมั้ยเนี่ย เพราะมีเวลาเปลี่ยนแค่ ๗ นาทีเท่านั้นเอง แต่ข้าพเจ้าผู้เดินทาง ที่ภาษาฝรั่งเศสแทบไม่กระดิก ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนหรือเป็นกังวลเลย คิดว่า เดี๋ยวมันก็ถึงจนได้แหละ และที่ปลายทางก็ยังมีเพื่อนคนไทยที่ยังไม่ได้ย้ายเมืองมารอรับอยู่ มันไม่มีอะไรหรอกน่า...

                ใกล้ถึงเมืองที่ต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟ ข้าพเจ้าก็ค่อยๆ ลากกระเป๋าออกไปวางไว้แถวๆ ประตู พอประตูเปิด เจ้าหน้าที่ให้ลงได้ ข้าพเจ้าก็ส่งยิ้มหวาน J แล้วเจ้าหน้าที่กับผู้โดยสารที่ลงที่นั่นก็ช่วยกันยกกระเป๋าของข้าพเจ้าลงจากรถไฟ (เสร็จไปหนึ่งยก) มองไปฝั่งตรงข้ามที่รถไฟอีกขบวนรออยู่ เริ่มคำนวณเวลา ๗ นาที กับกระเป๋า ๓ ใบ บวกกับระยะทางที่จะไปถึง แม้ไม่ไกล แต่ก็ไม่น่าทัน สายตาเริ่มสอดส่ายหาตัวช่วย และเจอกับหนุ่มคนหนึ่ง มีเป้คู่ใจแค่ใบเดียว กำลังเดินเข้ามาใกล้ๆ ข้าพเจ้า และแล้วข้าพเจ้าก็เอ่ยคำหวานพร้อมยิ้มหวาน J อีกครั้ง help me please(ฮิ้ว..นึกภาษาฝรั่งเศสไม่ออกค่ะ) เขาก็ถามว่าจะไปไหน ข้าพเจ้าก็ชี้เลย แล้วเขาก็ช่วยลากกระเป๋าไปจนถึงขบวนรถไฟพร้อมกับช่วยส่งกระเป๋าขึ้นไปด้วย ที่น่ารักอีกอย่างก็คือ ผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนรถไฟ เดินมาช่วยรับกระเป๋าด้วยค่ะ..ฮู้ย..โชคดีจริงๆ เรา (นี่ก็เสร็จไปอีกหนึ่งยก) คราวนี้ฉันนึกภาษาฝรั่งเศสออก เลยบอกทุกคนที่ช่วยไปว่า merci (ค่ะ - เติมในใจ เพราะเขาคงไม่เข้าใจ)

                คราวนี้นั่งอย่างสบายใจละ เพราะรถไฟขบวนนี้ไปสุดสายที่เมือง Royan ถ้าข้าพเจ้าซื่อบื้อไม่ยอมลง เจ้าหน้าที่คงเชิญลงเองแหละ แล้วเพื่อนก็มารับด้วย เพราะงั้นไม่ต้องกังวลเลย และก็เป็นจริงตามที่คาด ก่อนรถไฟจะจอดนิ่งสนิท ก็เห็นหน้ากลมๆ ของเพื่อนแล้ว...เฮ้อ...โล่ง

 

               ไม่น่าเชื่อเลยว่า เหตุการณ์ที่ป้าต๊อกเล่าข้างบนมันผ่านมาถึง ๑๓ ปีแล้ว แต่ความทรงจำยังชัดเจนเหลือเกิน เหมือนกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง...ฮู้ย...ไม่แก่ได้ไงเนี่ย  L

 

 

 

รถไฟ TGV ภายในสถานีรถไฟมงต์ปาร์นาส

ที่มา:http://be.digitrain.eu/fr/wp-content/uploads/2008/03/800px-tgv_train_inside_gare_montparnasse_dsc08895.jpg

 

ภายนอกสถานีรถไฟมงต์ปาร์นาส

ที่มา :  http://www.twip.org/photo/europe/france/photo-12857-27-09-07-14-23-41.jpg

 

Royan อยู่ไหนเอ่ย ใครเจอบ้าง

ที่มา :http://scenedecrime.blogs.com/photos/uncategorized/2007/07/11/plan_royan.jpg

 

ที่เห็นอยู่ตรงกลาง คือ โบสถ์ Notre Dame de Royan

ที่มา :http://www.frenchwayoflife.net/photos/villes/r/royan.jpg

 



[1] http://fr.wikipedia.org/wiki/Paris-Montparnasse

[2]http://en.wikipedia.org/wiki/Royan

http://www.ot-royan.fr/FRAccueil.asp

[3] http://www.carel.org/