อารมณ์ชั่ววูบของวัยหนุ่ม
ความถดถอยในสนามการทำงาน

โดย อัล อัค
สมัยที่เริ่มอ่านหนังสือเชค เกาะเราะฏอวียฺ ใหม่ ๆ ผมสังเกตเห็นว่า แทบทุกครั้งที่ท่านพูดถึงนักทำงานอิสลามวัยหนุ่มสาว ท่านจะเตือนเรื่องความใจร้อน ความรีบเร่ง คืออยากให้งานสำเร็จไว ๆ ซึ่งเป็นผลให้ในท้ายที่สุดเขาอาจจะถอยห่างออกจากสนามดะอฺวะฮฺไปเลย นี่คือบุคลิกของคนหนุ่มสาวมุสลิมโดยทั่วไปที่ทำให้เสียหายต่อการทำงาน
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการทำงานดะอฺวะฮฺนั้น ก็ไม่แตกต่างจากแบบแผนการสร้างของอัลลอฮฺ(สุนนะตุลลอฮฺ)อื่น ๆ นั้นคือต้องผ่านการยินยอมของกาลเวลาและต้องอาศัยดินอุดมที่เหมาะสมในการเพาะปลูก อุสตาซซัยยิด กุฏบฺ เปรียบเหมือนกับการตั้งครรภ์ของมารดาที่ต้องมีระยะเวลาและต้องมีความเหน็ดเหนื่อยจนถึงขั้นเสียเลือดในยามคลอดออกมา
การทำงานอะไรก็ตามต้องอาศัยการยืดหยัดอย่างยาวนาน มิใช่ความอยากเพียงชั่ววูบ จากช่วงหลายปีหรือสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ผมแทบไม่ให้เครดิตกับคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่คิดกิจกรรมต่าง ๆ หรืออาจถึงขั้นจัดตั้งกลุ่มทำงาน เพราะไม่นานนักก็เห็นกลุ่มทำงานมากมายเหล่านี้ล้มเลิกไปในเวลาที่สั้นเกินไป ทั้งที่เมื่อฟังดูเจตนารมณ์แล้วเป็นไปเพื่ออุดมการณ์อันสูงส่งของอิสลามทั้งสิ้น
เมื่อผมอ่านแผนการทำงานและประเมินกำลังของผู้ปฏิบัติงานของหลาย ๆ กลุ่มในอดีตแล้ว ก็ต้องจำใจใช้แนวคิดมองอนาคตว่า จะจบเห่ลงไม่นานนัก ไม่ใช่หมอดูนะครับ เป็นการประเมินอนาคตจากข้อมูล ซึ่งอิสลามยินยอมได้
แนวคิดมองอนาคต เป็นสิ่งที่ถูกตอกย้ำโดยเชค อัล-เกาะเราะฏอวียฺ เพื่อให้ใช้ข้อมูลที่เป็นจริงตัดสินสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังท่านนบีฯได้พลาดในการมองอนาคตของชาวฏออิฟ ในการไปแสวงหาความร่วมมือในครั้งแรก
แต่ท่านประสบผลในการมองอนาคตของชาวยัษริบ(มดีนะฮฺ)ในภายหลัง สิ่งเหล่านี้คือเรื่องข้อมูล นั่นคือเราสามารถประมวลและประเมินข้อมูลสนามการทำงานได้ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นจริงขนาดไหน
บทเรียนพวกนี้น่าจะเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดให้พวกเราไม่ต้องเดินซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุผลเพราะความเป็นคนหนุ่มคนสาวที่มีอารมณ์ร้อน อยากเห็นผลสำเร็จไว ๆ ทำให้คิดอะไรไม่ได้อยู่ในโลกที่เป็นจริง วางโปรแกรมกิจกรรมมากมายและหนักหนา และก็รีบร้อนวิ่งหาสมาชิก โน้มน้าวคนอื่น ๆ ถึงความสุดยอดของกลุ่ม แต่เมื่อกลุ่มถือกำเนิดขึ้นบนแนวคิดที่ไม่เป็นจริง วันหนึ่งมันพังทลายลง อย่าถามว่าสมาชิกยังเหลือกี่คนเลย หัวหน้ากลุ่มเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด
ผมไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้าย ในด้านหนึ่งผมก็อยากให้พวกเรารู้ว่า มีกลุ่มจำนวนหนึ่งที่เราต้องให้เครดิตพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเป็นคนหนุ่มที่สามารถระงับอารมณ์ชั่ววูบและสามารถทำงานยืนหยัดอย่างยาวนานได้ด้วยการยืนหยัดอย่างแท้จริง
ผมอยากยกตัวอย่างให้เป็นกำลังใจบ้าง อย่างกลุ่มหนึ่งในภาคกลาง มีอาจารย์จบจากต่างประเทศเป็นหัวหน้ากลุ่ม ผมเห็นตั้งแต่ท่านยังหนุ่มแน่น ตอนแรก ๆ ดูเหมือนท่านจะไม่ทำอะไรมากมายนัก เน้นทำค่ายปีละ 1 ครั้งทุกปี แต่เป็นการทำอย่างต่อเนื่อง จนน่าจะเกือบยี่สิบปีแล้ว ทุกวันนี้ผมเห็นท่านมีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายตามมา และมีผู้สนับสนุนอยู่ไม่น้อย
ที่ชัดเจนอีกกลุ่มหนึ่งในภาคกลาง ผู้นำกลุ่มนี้เป็นชาวต่างประเทศที่มาแต่งงานในเมืองไทยตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ ท่านทำวารสารเป็นงานยืนหยัดที่สำคัญ วารสารของท่านออกมาอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ผมก็เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายที่แตกออกมาจากกิจกรรมที่สม่ำเสมออันนี้ อย่างโรงเรียนที่ท่านทำก็เริ่มผลิตคนที่มีคุณภาพให้กับสังคมของเราบ้างแล้ว
และถ้าจะมีตัวอย่างคนหนุ่มสาวที่เป็นมุสลิมะฮฺ ผมก็เคยพบเห็นมุสลิมะฮฺที่ต่อสู้ในการทำโรงเรียนแบบบูรณาการอิสลามตั้งแต่สมัยเธอยังอยู่ในวัยรุ่น จนมีโรงเรียนมาตรฐาน จนวันนี้ผมมีโอกาสนั่งอ่านหลักสูตรที่เธอเขียนสอนเด็ก ต้องชมเชยเลยละครับ ผมประเมินได้อย่างมั่นใจว่า งานที่เธอทำนั้น เหนื่อยแทบขาดใจเลยล่ะ
หลายท่านที่ผมยกตัวอย่างมานี้ ผมไม่ได้สนิทสนมอะไรด้วย(คนที่สนิทคงไม่เอามาชมให้อายปาก) และท่านเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องมีความสอดคล้องกับผมในความคิดความเห็นต่าง ๆ แต่ผมยกย่องอดีตคนหนุ่มอดีตคนสาวที่เติบโตในสนามเป็นสิบ ๆ ปี ยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น ทำงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับสังคม จนเรากล้าพูดได้ว่า สังคมเราได้รับความดีจากการยืดหยัดของท่านเหล่านี้อย่างมากมาย
แค่อารมณ์ชั่ววูบอย่างเดียวในการตัดสินทำงานนั้น มันเป็นเพียงแค่สิ่งจอมปลอมในสนามดะอฺวะฮฺ การยืนหยัดและการเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จำเป็นต้องมี
ผมบอกตรง ๆ ว่า ค่อนข้างทำใจยากที่จะคบหาทำงานร่วมกับพวกเราที่เต็มไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ที่พอคิดทำกลุ่มเสร็จหรือคิดโครงการเสร็จ ก็ตรงไปกดดันคนนั้นคนนี้ให้เข้าร่วม
หากไม่มาร่วมก็หาว่าอีหม่านอ่อนบ้าง หาว่าไม่จริงบ้าง บ้างก็เสนอโครงการออกมามากมาย แต่สุดท้ายก็เป็นแค่นักสร้างโปรเจ็กท์ หรือบางครั้งที่เราทำแบบนั้นไปก็ส่อเจตนาอยากเด่นอยากดังและคลั่งไคล้พวกพ้องเสียมากกว่า
ขอให้เราศึกษาบทเรียนที่ดีงามจากนักทำงานอิสลามหลายคน ดังส่วนหนึ่งที่ผมยกตัวอย่างมา พวกเขาไม่ได้หวือหวา แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า จนเป็นสิบยี่สิบปี เป็นความเหน็ดเหนื่อยที่สมควรยิ่งที่จะได้รับรางวัลความดีงามจากอัลลอฮฺ
พวกเขาเหล่านี้ยังมีอยู่ตั้งแต่กรุงเทพฯ ตลอดไปจนถึงปัตตานี และได้มอบสิ่งดีงามให้กับสังคมเรามากมาย ทั้งโรงเรียนที่ให้ทั้งความรู้และความดีงาม สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามุสลิมะฮฺอันเป็นที่พึ่งพาของคนด้อยโอกาส ไปจนถึงสถาบันการศึกษาระดับสูง ...
ตัวอย่างอันดีงามของอิสลาม มันไม่ได้มีแค่ในหนังสือ มันสามารถหาได้ในชีวิตจริงเสมอ แม้ว่าคนจะไม่ค่อยได้กล่าวถึงก็ตาม
............................................................