ความสำคัญของการทำความเข้าใจ:
ระหว่างอิสลามและมุสลิม

โดย อัล อัค
มีคนตั้งคำถามว่า ความเข้าใจอิสลามหมายถึงอะไร? และมีความสำคัญขนาดไหน? ครับ แน่นอนที่สุดการทำความเข้าใจอิสลาม ก็เพื่อให้มองเห็นสัจธรรมได้อย่างกระจ่างชัด ไม่คลาดเคลื่อนสามารถรับรู้ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่าการปฏิบัติหลักการอิสลามที่วางอยู่บนความคลาดเคลื่อนทางความคิดนั้นอันตราย
ผมยกตัวอย่าง มีบางคนยืนยันกับผมว่า การขอผ่านคนดีๆที่ตายไปแล้วนั้นเป็นหลักการอิสลาม(หมายถึงการขอในแบบที่คนตายมีอำนาจบางอย่างในการสื่อสารกับพระเจ้าแทนเราได้) โดยอ้างคำว่า “วะสีละฮฺ” หรือ “สื่อกลาง” จากบางตอนของอัล-กุรอาน ผมแย้งพวกเขาไปง่าย ๆ ว่า เรามิได้เป็นคนแรกที่อ่านอัล-กุรอานอายะฮฺนี้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างก็ได้อ่านผ่านมาแล้วเหมือนกัน แต่ประเด็นก็คือพวกเขาเหล่านั้น “เข้าใจ” เหมือนเราหรือไม่?“วะสีละฮฺ” ที่เราเข้าใจกับพวกเราเข้าใจนั้นเหมือนกันหรือไม่?
ประเด็นต่อมาก็คือ เราใช้อะไรเป็นหลักในการดึงความเข้าใจต่อตัวบท มันเป็นหลักการเดียวกับที่ศิษย์ของท่านนบีฯ(เศาะฮาบะฮฺ)ได้ใช้หรือไม่?
การทำความเข้าใจอิสลาม ยังทำให้เรารู้จักธรรมชาติของชะรีอะฮฺ(กฎหมายอิสลาม)อีกด้วย ผมเองแปลกใจกับพี่น้องนักเคลื่อนไหวอิสลามหลาย ๆ คน ที่เรียกร้องกฎหมายอิสลาม(ในประเทศมุสลิม) โดยเน้นไปที่ด้านเดียว เช่น ขโมยต้องตัดมือ อันทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่น่ากลัวอย่างไม่จำเป็น เมื่อผมเปิดหนังสือฟิกฮฺดูแล้ว เห็นชัดเจนว่าฟิกฮฺเน้นไปที่สังคมที่ยุติธรรมมากกว่า การตัดมือจะไม่เกิดขึ้นในกรณีที่มีข้อสงสัย ในบางปีในสมัยของเคาะลีฟะฮฺอุมัร อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบ ยังหยุดการตัดสินขโมยด้วยการตัดมือ อันเนื่องจากปีนั้นเป็นปีที่ข้าวยากหมากแพง คนที่ขโมยจึงถูกสงสัยโดยรัฐว่า ขโมยเพื่อยังชีพหรือไม่ ฉะนั้น จากความเข้าใจนี้ นักเรียกร้องเพื่อกฎหมายอิสลามควรหันไปเสนอโปรแกรมสร้างความยุติธรรมในสังคมก่อน (อัล-ฮัมดุลลิลลาฮฺ ท่าทีของพรรคอิสลามในหลาย ๆ ประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางนี้ชัดเจนขึ้น)
เพราะฉะนั้น ความเข้าใจที่เรามีต่ออิสลามนั้น ก็คือการรับรู้อิสลามครอบคลุมและครบถ้วน จากแหล่งที่มาที่บริสุทธิ์ โดยวิธีการเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อเราศึกษากลุ่มคลาดเคลื่อนและก่อปัญหาในโลกมุสลิมตั้งแต่อดีต เช่น กลุ่มมุอฺตะซิละฮฺ กลุ่มคอวาริจญ์ เป็นต้น ก็พบว่าความคลาดเคลื่อนของพวกเขาไม่ได้มาจากจิตใจที่เลวร้ายอะไรเลย แต่รากฐานของความคลาดเคลื่อนของพวกเขามาจากความเข้าใจ มาจากความบกพร่องในการร้อยเรียงหลักการอิสลามต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เหตุนี้เองที่คนดี ๆ เหล่านี้ต้องกลายเป็นผู้ก่อเรื่องเลวร้ายอย่างน่างุนงง อย่างการสังหารท่านอลี โดยพวกเคาะวาริจญ์ และอย่างการจับท่านอิหม่ามอะหฺมัด อิบนุ ฮัมบัล มาเฆี่ยนตีและทรมาน โดยเคาะลีฟะฮฺมะอ์มูน ผู้เลื่อมใสแนวคิดมุอฺตะซิละฮฺอย่างแรงกล้า
ทั้งกลุ่มคอวาริจญ์และมุอ์ตะซิละฮฺ ส่วนใหญ่ยังจัดว่าเป็นมุสลิมอยู่ แต่เป็นมุสลิมที่มีความคลาดเคลื่อนในบางประเด็นปัญหาของอิสลาม แต่เป็นประเด็นใหญ่มาก จนก่อเรื่องร้ายแรง ..... นี่คือปัญหาของความเข้าใจ
มีคนตั้งคำถามไว้ต่อการทำความเข้าใจสภาพของมุสลิมอีกว่า การที่มุสลิมบางคนปฏิบัติสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ(อุตริกรรม) หรือบางคนไม่ละหมาด ซึ่งถือว่าเลวร้ายมากในอิสลามนั้น เราจะไปทำความเข้าใจอะไรกับพวกแบบนี้อีก ขอตอบว่า การทำความเข้าใจสภาพมุสลิมนั้นเพื่อให้เข้าใจความเป็นจริง บางครั้งก็เพื่อให้เข้าใจว่า สังคมมุสลิมบางที่ได้เข้าใจอิสลามคลาดเคลื่อนไปอย่างไร มิใช่เข้าใจเพื่อปล่อยเลยตามเลย แต่เป็นการเข้าใจเพื่อหาวิธีการในการนำไปสู่ความเข้าใจอิสลามที่ถูกต้อง
ผมมีอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนผมคนหนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์ที่นิยมแนวทางสลัฟเป็นอย่างยิ่ง(เรียกว่
าสลาฟียฺ แต่ไม่พอใจถ้าใครไปเรียกท่านว่าวะฮาบียฺ) แน่นอนว่า งานหลักคือการคัดค้านสิ่งที่เรียกว่าบิดอะฮฺ แต่แล้ววันหนึ่งท่านบอกว่า ท่านพลาดที่ไปโจมตีผู้กระทำบิดอะฮฺแบบไล่ขยี้ เพราะนอกจากท่านจะหยุดพฤติกรรมบิดอะฮฺไม่ได้แล้ว พวกเขายังรื้อฟื้นพิธีกรรมทีหายสาบสูญไปกลับขึ้นมาอีก คือหมายความว่า แทนที่จะมีบิดอะฮฺ 2-3 อย่าง แต่ตอนนี้เพิ่มเป็น 7-8 อย่าง
นั่นไม่ได้หมายความว่า อาจารย์ท่านนี้จะเลิกต่อสู้กับบิดอะฮฺ แต่ท่านยอมรับแล้วว่า วิธีการที่ท่านใช้นั้นพลาด คือไม่เพียงหยุดไม่ได้ แต่ยังไปเพิ่ม ที่สำคัญสิ่งที่เพิ่มนั้นอันตรายกว่าในแง่ความเชื่อเสียอีก ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจปัญหาเหล่านี้อย่างรอบคอบเสียก่อน เพื่อกำหนดวิธีการที่ไม่นำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายกว่า ...
การทำความเข้าใจสภาพของมุสลิม แม้แต่การเข้าใจคนไม่ละหมาด ว่ามันมีเหตุมาจากอะไร ซึงจำนวนไม่น้อยก็มาจากอีหม่านที่อ่อนแอ .... การทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงไม่ใช่การยอมรับสภาพให้มันเกิดขึ้นต่อไป แต่เพื่อหาทางแก้ไขและเยียวยาต่างหาก บางครั้งการเยียวยามันต้องค่อย ๆ จ่ายยา แต่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าต้องส่งเข้าห้องผ่าตัดโดยด่วนเหมือนกัน
ที่สำคัญต้องเริ่มที่การวินิจฉัย เพื่อให้เข้าใจเสียก่อน
............................................................