หาพื้นที่ตรงกลางให้ชีวิต

หาพื้นที่ตรงกลางให้ชีวิต
การรวมและการแยกระหว่างสองขั้วที่แตกต่าง


Sample Image

โดย
อัล อัค
           

            ปัญหาหนักในชีวิตมนุษย์ คือการขาดความสมดุลระหว่างสองด้านที่ดีงาม ตัวอย่างเช่น บางคนไม่อาจสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและชีวิตแห่งการแสวงหาปัจจัยยังชีพได้ ทั้งที่สองด้านนี้เป็นความดีงาม บางคนเอียงมาทางชีวิตครอบครัว เป็นสามีที่ดีของภรรยา เป็นพ่อที่ดีของลูก แต่ชีวิตในงานอาชีพกลับบกพร่อง ขาดความรับผิดชอบ ทำงานเช้าชามเย็นชาม ... ในทางตรงกันข้ามบางคนเป็นคนหาเงินเก่ง มีความรับผิดชอบสูง แต่ไม่เหลียวแลลูกเมีย

            การรวมเช่นนี้มีหลายประเด็น เช่น การรวมระหว่างชีวิตแบบปัจเจกชนและชีวิตแบบองค์กรทำงานอิสลาม การรวมระหว่างชีวิตครอบครัวกับชีวิตทางสังคม การรวมระหว่างชีวิตทางจิตวิญญาณกับชีวิตทางวัตถุ ชีวิตของนักเคร่งอิบาดะฮฺที่สงบเสงี่ยมกับชีวิตของนักกิจกรรมผู้คล่องแคล่ว ... ฯลฯ
           กรณีนี้เป็น “การรวม” เอาความดีสองด้านที่แตกต่างกัน แต่เมื่อใครไม่อาจรวมได้ ก็ส่งผลซึ่งการเสียความสมดุลในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ... ส่งผลกระทบให้อีกด้านหนึ่งไม่สมบูรณ์ไปด้วย

         
ในกรณีความสมดุลมิใช่แค่การรวมสองด้าน แต่เป็น “การแยกตัว” ออกจากชีวิตสองด้านที่ไม่ดี เช่น ระหว่างการตระหนี่กับความฟุ่มเฟือย ระหว่างความขี้ขลาดกับความบ้าบิ่น ระหว่างความไร้หัวใจกับคนที่ลุ่มหลงในความรัก ระหว่างความวิตกจริตกับความเผอเรอ ... ฯลฯ
           การไถลไปอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของสองด้านที่เลวร้าย เท่ากับตกไปอยู่สภาพที่สุดโต่งของชีวิต และย่อมสร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างเห็นได้ชัด ... 

           
การแสวงหา “พื้นที่” ตรงกลางกลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในชีวิตของผู้ศรัทธา ตรงกลางที่บางกรณีอาจต้องเกิดจากความสามารถในการรวมหรือเรียกตามศัพท์ยอดฮิตว่า “การบูรณาการ” ระหว่างชีวิตสองด้าน ระหว่างชีวิตปัจเจกชนกับชีวิตแบบสังคม ระหว่างบ้านกับมัสญิด ... ตรงกลางที่บางกรณีเป็นความสามารถในการ “แยกตัว” ออกจากชีวิตที่ไม่ดีสองด้าน
          
ศาสตร์และศิลปะต่าง ๆ ถูกระดมมาใช้ในการรักษา “พื้นที่” ตรงกลาง ความพยายามที่จะรักษาไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างขั้วต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน นี่กระมังที่เป็นความหมายของ “ชีวิตสายกลาง” ที่แท้จริง

         
แต่ก็มีหลายคนได้ให้ความหมายชีวิตสายกลางผิดพลาด คือการกลับทิศกับที่กล่าวมาข้างต้นกัน คือแทนที่จะเป็นการรวมระหว่างความดีกับความดี กลายเป็น “การรวม” ระหว่างความดีและความชั่ว ระหว่างคนละหมาดกับคนกินเหล้าเมายา ... หรือแทนที่จะแยกระหว่างสิ่งไม่ดีสองอย่าง กลับให้ความหมายว่า เป็น “การแยก” ระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ไม่ดี ไม่เอาทั้งสองฝ่าย ไปอยู่กลาง ๆ ระหว่างคนถูกกับคนผิด ไปเข้าข้างทั้งฝ่ายผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ ...
          
นี่เป็นแนวการตีความสายกลางของฝ่ายมาร เป็นการคละเคล้าระหว่าง “ฮักกฺ”(สัจธรรม) และ “บาฏิน” (ความเท็จ) ... 
 
          
สายกลางในความหมายของผู้ศรัทธานั้น ต้องเริ่มจากความสามารถในการแยกระหว่างความจริงกับความเท็จ ของดีของของเสีย และยังสามารถแยกระดับย่อย ๆ ของมันได้อีกด้วย
          
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ถ้าไม่สามารถรู้จักและเข้าใจถึงธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ ก็ยากที่จะหาทางรวมระหว่างสิ่งดี ๆ ที่อยู่คนละด้าน เพราะไม่รู้จักความแตกต่างของมัน และในเมื่อไม่รู้จักมิติต่าง ๆ ของความชั่ว ก็ไม่อาจหาทางแยกทางจากความเลวร้ายที่แตกต่างออกจากกันได้ เพราะไม่เข้าใจถึงรูปแบบของมันที่ปรากฏออกมาไม่เหมือนกัน
          
การสูญเสียพื้นที่ตรงกลางไป ยังหมายถึงการสูญเสีย “ทางที่เที่ยงตรง” เพราะทางที่ตรงย่อมฝ่าไปบนสองซีกแห่งความเลวร้ายที่แปลกแยกกัน หรืออาจต้องกินพื้นที่แห่งความดีงามระหว่างสองด้านที่แตกต่างกันเสมอ

           
การเบี่ยงเบนระหว่างสองด้านที่ดีเกิดได้ง่ายมาก เพราะว่าทั้งสองด้านเป็นเรื่อง “ดี” ที่คนดีๆกระทำอยู่นั่นเอง แต่บางครั้งการทำความดีหนึ่ง ก็อาจลืมความดีอีกด้านหนึ่งหนึ่งไป ดังเศาะฮาบะฮฺบางท่านเคยคิดเอาเองว่า จะไม่แต่งงานเพื่อรักษาชีวิตที่บริสุทธิ์ จะถือศีลอดทุกวัน จะละหมาดทั้งคืน แต่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ สัลลัม ได้ทักท้วง และยืนยัน “การบูรณการชีวิต” ที่บริสุทธิ์ต้องรวมทั้งการแต่งงานและการถือศีลอด ต้องให้เวลากับครอบครัวและให้เวลากับอัลลอฮฺเช่นกัน ... มันคือชีวิตที่รวมเอาความดีในมุมมองที่มนุษย์จำนวนมากเห็นว่าอยู่คนละโลก ...
         
ในขณะเดียวกัน สำหรับคนดีแล้วการหนีตัวเองจากขั้วความเลวร้ายด้านใดด้านหนึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก เพราะทั้งสองด้านเป็นเรื่องเลวร้าย จึงไม่แปลกที่จะถูกต่อต้านจากคนดีๆ เมื่อมีการต่อต้านด้านใดด้านหนึ่งหนัก ๆ โดยเผลอลืมอีกด้านหนึ่งไป ก็อาจทำให้คน ๆ นั้นถอยหลังไปอยู่กับความเลวอีกด้านหนึ่งได้โดยไม่รู้ตัว ดังที่คนต่อต้านความฟุ่มเฟือยอย่างหนัก ขณะที่เขาเผชิญหน้ากับความฟุ่มเฟือย ประณามมัน และได้รับการโต้ตอบอย่างดุเดือดนั้น หากเขาไม่ระวัง เขาก็อาจกำลังถอยหลังไปสู่การสนับสนุนชีวิตแบบตระหนี่อยู่ก็ได้
          
กรณีนี้เป็นดังที่นักฟื้นฟูจำนวนมากไม่ยอมรับทั้ง “บิดอะฮฺ”(อุตริกรรม) และ “การสร้างความแตกแยก”(ฟิรเกาะฮฺ) ไปพร้อม ๆ กัน พวกเขาจะไม่ยอมให้การต่อสู้ด้านหนึ่งทำให้เขาหลงลืมความเลวร้ายอีกด้านหนึ่ง ... แต่ทุกวันนี้เรามักพบว่า คนที่เรียกร้องให้ทิ้งบิดอะฮฺนั้น กลายเป็นคนที่ประกาศความตั้งใจด้วยการส่งตัวเองไปอยู่ฝั่งสร้างความแตกแยกเสมอ หรือขณะเดียวกันคนจำนวนมากที่เรียกร้องอย่าสร้างความแตกแยก ให้สามัคคีนั้น กลับเป็นคนที่หละหลวมเกินไปในเรื่องหลักการ แม้กระทั่งบิดอะฮฺที่เอกฉันท์แล้วก็ตาม ประหนึ่งดังในโลกนี้ไม่สิ่งใดเป็นบิดอะฮฺอยู่เลย
           
นี่เองที่คำว่า อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ (ผู้คนที่ยึดมั่นในแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮฺ วะสัลลัม และ(เป็นผู้คน)ที่ดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลุ่มชน)ที่นิยมใช้เรียกลักษณะของแนวทางที่รอดพ้นหรือทางที่เที่ยงตรงนั้น เป็นคำที่ให้ภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการแสวงหา “พื้นที่ตรงกลาง”
            เป็นวลีที่ประกาศอุดมการณ์ทั้งรวมไว้ซึ่งความดีที่อยู่คนละมุม และแยกจากความเลวร้ายที่อยู่คนละด้าน ...

          
การตอบรับต่อความดีสองด้าน(หรือบางครั้งก็มากกว่าสองด้านนั้น) และการปฏิเสธต่อขั้วของความชั่วสองด้าน(หรือบางครั้งก็มากกว่าสองด้านนั้น) กลายเป็นวิถีทางที่ต้องใช้ทั้งความรู้ความเข้าใจที่แม่นยำ พร้อม ๆ กับยืนหยัดอย่างสุดหัวใจ ... ต้องใช้ทั้งสติปัญญาที่แสวงหาความรู้และใช้ความคิดไม่หยุดยั้ง และต้องใช้หัวใจที่ทุ่มเทและสู้อย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย
             
วันนี้ชีวิตเราเหมือนขาดหายอะไรไปสักอย่าง เราตื่นนอนขึ้นมาเหมือนกับว่ายังไม่ได้กินอาหารที่มันสามารถเติมเต็มความอิ่มให้ชีวิตได้ ... เราขาดชีวิตสายกลาง !!!
 


 ........... 


 ประเด็นที่ต้องหมายเหตุ

            1. เวลาผมพูดถึงเรื่องการไม่สร้างความแตกแยกนั้น จะต้องไม่เข้าใจว่า เป็นการเรียกร้องให้วางเฉยกับสิ่งที่ผิด แต่หมายถึงต้องเผชิญหน้าดัวยวิธีการที่ดียิ่ง(อัฟฏ็อล อัล-วะสาอิล) จะต้องไม่นำไปสู่ความเลวร้ายที่ยิ่งกว่าเดิม

แต่ก็เป็นไปได้ว่า ความชั่วร้ายบางอย่างรุนแรงมาก เป็นบิดอะฮฺที่แท้จริง ปราศจากมูลฐานจากวิชาการ ไม่มีแนววินิจฉัยของอุละมาอ์ท่านใดรองรับเลย หรือเกี่ยวพันกับชิริก แบบนี้ก็ต้องเผชิญหน้าด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวหรืออาจต้องแยกสังคมกันเลยก็ได้ ถ้าหากว่าจำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะมันส่งผลที่ดีกว่า 

และก็เป็นไปได้ว่า สิ่งที่หลายคนเรียกว่า บิดอะฮฺ นั้น มันแค่ความแตกต่างทางการวินิจฉัย ซึ่งอาจจะมีฝ่ายใดผิดและฝ่ายหนึ่งถูก ซึ่งไม่มีปัญหาที่เราจะนำไปอภิปรายกันในสนามวิชาการ ไม่ใช่การบรรยายโจมตีระหว่างกัน

  

2. การพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อะกีดะฮฺ หรือเป็นทฤษฎีนามธรรม แต่ต้องเอามาวิจารณ์ชีวิตตัวเองว่า  

2.1 เราบกพร่องในการบูรณาการความดีที่จำเป็นสองด้านในเรื่องใดบ้าง เราเป็นนักกิจกรรมที่อ่อนในการรวมเรื่องโปรแกรมทางจิตวิญญาณหรือไม่? เราทำกิจกรรมทุกที่ แต่ไม่รักษาละหมาดญะมาอะฮฺหรือเปล่า? เราทุ่มเทให้องค์กร แต่ลูกๆของเราได้รับการฝึกอบรมศาสนาที่พอเพียงแล้วหรือ? ระหว่างการเรียนของเรากับการทำงานองค์กรมันเอียงไปหรือไม่? ฯลฯ 

           2.2 เรายังคงเอาแต่ต่อต้านความไม่ดีที่มองเห็นอยู่ด้านเดียว โดยลืมไปว่าด้านหลังเรามีความไม่ดีอีกด้านหนึ่งรออยู่หรือเปล่า? เราว่าคนอื่นสุดโต่งในบางเรื่อง แต่เรากลับหย่อนยานในเรื่องเดียวกันหรือไม่?  


            3. ทั้งการตอบรับต่อความดีสองด้าน และปฏิเสธความชั่วสองมุม เป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ในชีวิตสายกลาง ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัย  

3.1 ความรู้ความเข้าใจต่ออิสลามที่แม่นยำ เข้าใจว่าสิ่งใดที่อิสลามถือว่าผิด และสิ่งใดที่อิสลามถือว่าถูก เข้าใจและแยกแยะระดับต่าง ๆ ของความถูกผิดได้ ยิ่งกว่านั้นเข้าใจอีกว่าระดับความถูกหรือความผิดก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ระดับต่างๆของบิดอะฮฺก็ไม่เหมือนกัน  

3.2 การเตรียมพลังที่มากพอที่จะขับเคลื่อนชีวิตตัวเองไปสู่การตอบรับ(อิสติญาบะฮฺ)ต่อการเรียกร้องให้สนองต่อความดีและตัดขาดความชั่ว ข้อนี้ต้องพาตัวเองไปสู่สนามของการตัรบียะฮฺ อีมานียะฮฺ(การฝึกอบรมแห่งอีหม่าน)



            วัลลอฮุ อะอฺลัม