วันอาทิตย์นี้มีผู้คนมาทำบุญที่วัดชลประทานฯ ค่อนข้างหนาตากว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากวันนี้ในช่วงบ่ายทางวัดมี “พิธีเททองหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ปัญญานันทภิกขุ” ซึ่ง "หลวงพ่อเจ้าอาวาส" ท่านบอกว่าที่จัดสร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการและศรัทธาของญาติโยมที่อยากจะให้มีรูปเหมือนของหลวงปู่ฯไว้กราบไหว้แสดงความเคารพสักการะและรำลึกถึงท่าน
วันนี้ผู้เขียนไปถึงวัดสายกว่าที่เคยเลยได้ฟังปาฐกถาธรรมเฉพาะในช่วงสุดท้าย วันนี้หลวงพ่อท่านสอนเรื่อง “ทาน ศีล สมาธิ” ท่านว่า คนเราเข้าวัดควรปฏิบัติให้ครบทั้ง 3 อย่างนี้ การปฏิบัติทาน คือ ฝึกเรื่องการให้ การบริจาค การเสียสละ การรักษาศีลคือการรักษากาย วาจาให้อยู่ในกรอบที่ดีงามที่เหมาะสม และการฝึกสมาธิ เพื่อรักษาใจให้สงบเย็น ที่ผ่านมา “ผู้เขียน” เข้าวัดเพื่อปฏิบัติทานเสียเป็นส่วนใหญ่ คือไปแค่ใส่บาตร ถวายสังฆทาน รับศีลรับพรจากพระ เรียกได้ว่าทำตามประเพณีปฎิบัติที่คุ้นชินมาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้เรียนรู้และเข้าใจถึงแก่นธรรมของพุทธศาสนามากขึ้น ก็เป็นช่วงที่จะได้เริ่มต้นฝึกปฏิบัติให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อท่านสอนคือ “มนังการ-อหังการ” ความรู้สึกว่าเป็นตัวฉัน ของฉัน ท่านว่าคนเราที่วุ่นวายอยู่ในปัจจุบันนี้เพราะยึด “ตัวตน” มากไป ท่านสอนให้ทำตัวให้เล็กลง “ยิ่งตัวเล็กลง ยิ่งเบาลง เบาลง” เรื่องสุข-ทุกข์ ก็เช่นกันท่านว่า สุขไม่มีในโลก มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ถ้าทุกข์ไม่ลด สุขก็ไม่มี สุขมี ก็เพราะทุกข์ลด ลดได้ก็เบาใจ ลดไม่ได้ก็หนักใจ ท่านสอนให้ค่อยๆ ผ่อน ทีละน้อยๆ ดีกว่าที่จะแบกไว้ทั้งหมด... สุดท้ายท่านสอนวิธีสำหรับคนที่อยากมีอายุยืนไว้ด้วยว่า “ให้ขยันหายใจ” รับรู้และมีสติอยู่กับทุกลมหายใจเข้า-ออก ...
ช่วงสวดมนต์ของวันนี้ผู้เขียนมีสมาธิน้อยมาก เพราะ “ใจ” มันคอยแต่จะ “แล่นไปกระทบ” กับอาการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องพยายามดึงให้กลับมาจดจ่อกับบทสวดมนต์ตรงหน้าอยู่หลายครั้ง กว่ามันจะยอมสงบลงได้ก็ใช้เวลาพอสมควร...
ปลาทูแม่กลอง
14 กันยายน 2551