แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

วันทีสิบห้าของการเดินทาง บนเส้นทางสีขาว เส้นทางแห่งบุญ : ค่ายพุทธบุตร


สุขัง ยาวะ ชรา สีลัง : รักษาศีลย่อมมีสุข ตราบเท่าชรา

 

ในที่สุดเราก็สามารถทำได้  มาบวชอยู่ที่วัดป่าเจริญฯ ได้ครบ 15 วันแล้ว  จากแค่ฝันไว้  วันนี้กลายเป็นฝันที่เป็นจริงแล้ว  ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อจริงๆ  เราทำได้ยังไงเนี่ย  ปลื้มใจตัวเองจัง

วันนี้วันที่ 19 เมษายน 2551 วัดป่าเจริญราช   http://www.veeranon.com/  มีกิจกรรมค่ายพุทธบุตรวันแรก

ซึ่งวันที่จัดค่ายในแต่ละปี รายละเอียดของโครงการและระเบียบการของค่ายพุทธบุตร เราใส่ไว้ให้อ่านเพิ่มเติมที่นี่ค่ะ  http://gotoknow.org/blog/bhuddabutr 

มีจนถึงวันที่ 22 เมษายนค่ะ โดยโครงการนี้เปิดรับเยาวชนอายุ 9 -15 ปี มาเข้าร่วมอบรมคุณธรรม จริยธรรม และฝึกปฏิบัติกรรมฐานเบื้องต้นด้วย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของปีนี้ ผู้ดำเนินการก็คือ ชมรมกระแสใจ  มีเด็กๆสนใจเข้าร่วมเกือบ 100 คน และมีผู้ปกครองเด็กตามมาให้กำลังใจและอยู่ปฏิบัติธรรมกับลูกด้วย  ช่วงสุดสัปดาห์นี้ วัดป่าฯก็เลยคึกคักเป็นพิเศษ 

            โชคดีที่เราต้องลาบวชวันนี้ไม่งั้นเราคงรู้สึกแย่แน่ๆ ก็คนเยอะวุ่นวายขนาดนี้  เราปฏิบัติกรรมฐานในความสับสน วุ่นวายไม่ได้หรอก (ยอมรับตรงๆค่ะ) ยังไม่เก่งขนาดนั้นเน้อ

            ศาลาใหม่ก็กลายเป็นที่ฝึกปฏิบัติและพักอาศัยของเด็กๆ  ส่วนศาลายาวก็กลายเป็นที่ฝึกปฏิบัติของพวกเรา  พอคนมาอยู่เยอะๆศาลาก็เลยแคบไปเลย พ่อ แม่ ผู้ปกครองเด็กๆ ที่พากันมาให้กำลังใจลูก  หลวงพ่อให้มาปฏิบัติธรรมด้วย คนก็เลยนั่งกันเต็มศาลาเลยค่ะ  ไม่สามารถเดินจงกรมได้  แต่ก็อบอุ่นดีเหมือนกันนะคะ

            วันนี้พี่นกกับน้องเปิ้ล พี่สาวและน้องสาวเราก็มาบวชที่นี่ (หลังจากที่เราชวนแล้วชวนอีก  กล่อมแล้วกล่อมอีก ว่าบวชให้พ่อให้แม่ เค้าก็มาบวชกันสักที  ดีแล้วจะได้ๆบุญกัน) แม่เราคงจะปลื้มน่าดูลูกสาว 3 คนใฝ่บุญกันขนาดนี้ แม่เค้าก็ช่วยหาชุดขาว หารถมาส่งพี่น้องเราด้วย  ใจจริงเราอยากให้แม่เราบวชมากเลย  อยากให้เค้าได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐาน  อยากให้เค้าได้สิ่งดีๆแบบเรา  แต่คงยังไม่ถึงเวลาของเค้าน่ะ  เราต้องทำใจไปก่อน   ส่วนน้องเบนหลานเราก็มาบวชด้วย  เพราะเด็กน่ะ โชคร้ายโดนคุณไสยมา (เรื่องมันยาวน่ะ ไว้จะเล่าให้ฟังตอนหลังนะ)  หลวงพ่อให้เค้าบวชด้วย บวชแล้วเราก็ส่งให้เค้าไปเข้าค่ายพุทธบุตร  จะได้มีเพื่อน ได้ทำกิจกรรมดีๆไปด้วย

            วันนี้ถึงเราอยากจะอยู่ต่อก็ไม่ได้แล้วค่ะ  ทิ้งน้องพริม ทิ้งคุณต้นมาบวชนานแล้ว  เกรงใจค่ะ ให้สามีเลี้ยงลูกน้อย (อายุ 8 เดือน) คนเดียว  จะเป็นการเอาเปรียบสามีมากไป  ที่สำคัญคุณต้นต้องมาเป็นวิทยากรประจำโครงการค่ายพุทธบุตรในครั้งนี้ด้วย  เพราะเค้ามีประสบการณ์ด้านนี้มานานแล้ว  จัดกิจกรรมด้านพระพุทธศาสนามาตลอด  สมกับความรู้ระดับเปรียญ 9 ของเค้านั่นแหละค่ะ  ทำให้เราต้องเปลี่ยนตัวกันค่ะ  ให้เค้ามีโอกาสมาทำบุญบ้าง  ส่วนลูกรักของเราๆเลี้ยงเองค่ะ

            วันนี้คุณต้นพาน้องพริมมาด้วย  ช่วงบ่ายเราลาสิกขาบทแล้วก็นั่งเลี้ยงลูกไปค่ะ  ดูคุณต้นทำกิจกรรมกับเด็กๆ  จากที่ดูๆ ถ้าไม่มีคุณต้น  งานคงวุ่นวายกว่านี้  เพราะเค้ามีประสบการณ์มามากก็เลยแก้ไขปัญหาอะไรได้หลายอย่าง   เพราะค่ายพุทธบุตร ไม่ใช่ค่ายศิลปะหรือค่ายผู้นำ  หรือค่ายที่เน้นแต่ความสนุกสนาน  แต่เป็นค่ายที่อบรมคุณธรรมจริยธรรม ปลูกฝังสิ่งที่ดีงามและถูกต้องให้แก่เยาวชน  โดยมีแนวคิดและความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน  ฝึกให้เป็นเด็กดี มีความสุขสงบ  กตัญญู  รักพ่อ แม่ ตั้งใจเรียน ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน มีความรับผิดชอบ  ที่สำคัญฝึกสมาธิให้เด็กๆด้วยค่ะ ค่ายพุทธบุตรไม่เหมือนค่ายอื่นๆ  ซึ่งถ้าคนไม่รู้หรือไม่เข้าใจเข้ามาทำ  มันก็ไม่ใช่ค่ายพุทธบุตรค่ะ กลายเป็นค่ายอะไรก็ไม่รู้  แต่ใช้ชื่อนี้ จริงๆแล้ว  จากที่เราได้สัมผัสมาค่ายพุทธบุตรมีกิจกรรมดีๆอยู่มาก  เราก็เคยไปเป็นวิทยากรค่าย (ที่วัดอื่นนะคะ)  สอนโยคะสมาธิกับช่วยกิจกรรมต่างๆ  ได้ความรู้ดีๆกลับมาเยอะเลยค่ะ ซึ่งเราตั้งใจว่า ถ้าน้องพริมโตเมื่อไหรก็จะให้มาเข้าค่ายพุทธบุตรด้วยค่ะ  เค้าจะได้ของดีกลับไปเหมือนเรา 

            ก่อนจะกลับเราลาสิกขาบทแล้วก็เก็บของเตรียมตัวรอเวลากลับ ระหว่างนั้นก็อาบน้ำให้น้องพริมหน้ากุฎิริมน้ำ  มีพี่ที่มาบวชคนหนึ่งเดินเข้ามาทักเราว่า  เราน่ะเก่งมาก  ลูกเล็กขนาดนี้ยังตัดใจได้มาบวชปฎิบัติธรรมที่นี่ได้ตั้งหลายวัน  เค้าเข้ามาอนุโมทนาบุญกับเราน่ะ  เราอึ้งไปเลย คือ ซึ้งใจตัวเองด้วย  แล้วก็อึ้งด้วย ไม่คิดว่าจะมีใครมองเห็นความดีที่เราทำ  (คนส่วนมากจะว่ามากว่าค่ะ เพราะเค้าคิดว่าบวชเมื่อไหรก็ได้  บวชที่ไหนก็ได้) แบบว่าเราก็ไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันว่า เราทำได้ทำได้ยังไงเนี่ย ก็เราน่ะรักน้องพริมมาก  เรากะน้องพริมก็ไม่เคยห่างกันนานขนาดนี้ 

อยู่ที่นี่นะคะ  ยอมรับตรงๆว่า คิดถึงลูกมาก  หลายครั้งที่อยากจะกลับไปก่อนกำหนด  เพราะคิดถึงเค้าจนทนไม่ไหว  ก็ได้คุณต้นคอยปลอบใจให้คลายกังวล และให้เราสู้ต่อไป

ในขณะที่คนอื่นอาจจะมองว่า เรางี่เง่า ไร้สาระ  คลั่งไคล้อะไร ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่  เรามานี่เพราะเราศรัทธา  เราอยู่ก็เพราะเราศรัทธาในพระพุทธศาสนา เรามาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  แล้วพี่คนนี้ ทั้งๆที่เราเพิ่งรู้จักกับเค้าๆกลับเข้าใจเรามากกว่าเพื่อนๆเราอีก เข้าใจว่าเราทิ้งลูกมาปฏิบัติธรรมที่นี่เพื่ออะไร  เราก็เลยอึ้งปนซึ้งไปเลย

            จริงๆที่เรามาวัดได้ก็เพราะคุณต้นสนับสนุนให้มาปฏิบัติธรรมและให้เราอยู่ต่อให้นานที่สุด  เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด และเพื่อทำความฝันเราให้เป็นจริง  คุณต้นเข้าใจเราน่ะ  เค้ายอมลำบากคนเดียวเลี้ยงลูกให้เรา  ต้องขอบคุณคุณต้นมากๆเลย  เราคงทำดีขนาดนี้ไม่ได้  ถ้าไม่มีเค้า คอยชี้แนะและให้กำลังใจเรามาตลอด  เราโชคดีที่ได้สามีดี  คุณสามีเข้าใจเราและสนับสนุนเราในเรื่องดีๆแบบนี้

            จะจบแล้วหรือ  ยังสิค่ะ  ยังไม่ได้เล่าอะไรแปลกๆเลยค่ะ แล้วจะจบได้ไง หลังจากที่เรากลับบ้านแล้วคุณต้นอยู่จัดกิจกรรมค่ายพุทธบุตร  วันที่เค้าจัดกิจกรรมแสงเทียนส่องธรรมน่ะค่ะ  ปรากฏว่า ในรูปถ่ายงานวันนั้น มีแสงไฟแปลกๆ รูปเหมือนหัวอะไรสักอย่าง อยู่เต็มไปหมดรอบๆตัวเด็กๆ ในสถานที่จัดกิจกรรมนี้  พี่ปู พี่ติ่งเอาให้หลวงพ่อดู  หลวงพ่อบอกว่า  พญานาคเค้ามาอนุโมทนาบุญกันน่ะ  โอ้โฮ..เรามาดูที่รูปแล้วขนลุก  ไม่น่าเชื่อ มากันเยอะด้วย (เห็นเปลวเทียนเป็นรูปหัวพญานาคชัดเจน)  แสดงว่าการทำดีนั้น  นอกจากมนุษย์กับเทวดาเห็น  พญานาคก็เห็นด้วย (ฮ่าๆๆ น่ากลัวจริงๆ)

            ในวันที่ 1 7 พฤษภาคม 2551  ที่วัดป่าเจริญฯจะจัดกิจกรรมบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม แบบจริงจัง  ในโครงการอบรมพัฒนาจิตเพื่อพ่อ  ซึ่งหลวงพ่อจะลงสอนเองด้วยทุกวัน  เรากะคุณต้นตั้งใจไว้แล้วว่า จะกลับมาใหม่  มาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวีระนนท์  วีระนันโท แบบเริ่มฝึกตั้งแต่พื้นฐานตามแนวหลวงพ่อเลยล่ะ เราตั้งใจขาดงานมาเลยล่ะ  ไม่ให้ลาก็ต้องขาดงานค่ะ  ส่วนน้องพริมเอาไปฝากให้คุณยายเลี้ยง  ต้องขอให้น้องพริมเสียสละ (อีกครั้ง)  เพื่อพ่อกับแม่จะได้ปฏิบัติธรรม  สร้างสมบุญบารมีไว้  บารมีเท่าๆเค้า จะได้เลี้ยงเค้าได้นานๆ

            15 วัน ที่ได้เข้าไปเรียนรู้ด้วยตนเอง  ให้สิ่งดีๆกับเรามากๆ  ถึงแม้จะลำบากกาย ลำบากใจ  ปฏิบัติกรรมฐานได้แบบลุ่มๆดอนๆ  แต่เราก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญและยิ่งใหญ่ในชีวิตเรา  ที่พยายามเข้ามาเรียนรู้ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ได้อบรม กาย วาจา ใจ  ทำให้เราตั้งสติ ก่อนสตาร์ทได้  ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ  เราผ่านมาได้ยังไงเราสามารถสวดมนต์ยาวๆได้เป็นชั่วโมง  นั่งสมาธิ เดินจงกรมได้เป็นชั่วโมง  ได้เรียนรู้ได้เข้าใจ ว่านั่งสมาธิสนุกยังไง  มันส์ยังไง  เจ็บปวดยังไง ได้ต่อสู้กับกิเลสตัณหา อดทน พยายาม ได้รู้จักและเข้าใจกิเลสมารจริงๆ  และที่สำคัญ  รู้และเข้าใจแล้วล่ะว่า  ความสุขสงบจากการปฏิบัติธรรมดียังไง  ทำไมเจ้าชายสิทธถัตถะ ทรงละทิ้งทุกอย่างเพื่อบวชปฏิบัติธรรมให้บรรลุนิพพาน  นี่ขนาดเรารู้เราฝึกอย่างงูๆปลาๆ  ยังรู้สึกดีขนาดนี้  ถ้าตั้งใจจริงๆ จะได้ดีขนาดไหน  อืม...น่าสนใจ  แฮะ!...


          พระพุทธศาสนาเป็นปัจจัตตังจริงๆ ค่ะ



 

เพื่อนๆสามารถอ่านธรรมในแง่มุมต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ


ธรรมะจากหลวงพ่อ

http://www.gotoknow.org/blogs/books/view/dhammaimportant


เรื่องเล่าในหนังสือธรรม

http://gotoknow.org/blog/storydhamma

หมายเลขบันทึก: 208813เขียนเมื่อ 15 กันยายน 2008 13:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 มีนาคม 2012 00:18 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี