วันนี้มาอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการเผยแพร่ความรู้และนวัตกรรมด้วย blog ในเวปไซต์ http://gotoknow.org ท่าน ศน. ให้นำความรู้ลงเผยแพร่ มานั่งนึกว่าจะเอาผลงานอะไรลงดี คิดอยู่นานตกลงว่าโครงงานที่เราสอนเด็กไปที่ดูแล้วน่าสนใจ เห็นจะเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง น้ำกับการติดสีของเส้นไหม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวาย ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1เขต 2 เขต 3 มาแล้ว แต่รายละเอียดไม่ได้หยิบเอกสารติดมือมาด้วย วันนี้จึงขอพูดเกี่ยวกับโครงงานคร่าวๆ ก่อนแล้วกันนะคะ



โครงงาน เรื่อง น้ำกับการติดสีของเส้นไหม เป็นโครงงานที่สืบเนื่องมาจากการเรียนเรื่องน้ำ และในหมู่บ้านสวายเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อในเรื่องของผ้าไหม และภูมิปัญญาท้องถิ่นส่วนใหญ่จะใช้การย้อมเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติ เมื่อนำผนวกรวมกันแล้ว จึงเกิดโครงงานนี้ขึ้น
โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่าน้ำมีผลต่อการติดสีของเส้นไหมอย่างไร และน้ำชนิดใดที่ทำให้เส้นไหมติดสีได้ดีกว่ากัน โดยตั้งสมมุติฐานว่า น้ำประปามีการติดสีของเส้นไหมได้ดีที่สุด
วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง มี เส้นไหม เปลือกประดู่ น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำฝน ด่าง หม้อ ครุ
ขั้นตอนการทำก็เป็นขั้นตอนการย้อมไหมนั่นแหละ นักเรียนที่นี่เก่งมาก ครูแทบไม่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เพราะผู้ปกครองทอผ้าไหมเกือบจะทุกครัวเรือน จึงง่ายต่อการทดลอง เพียงแต่ครูแนะวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปหน่อย เน้นกระบวนการให้นักเรียนได้ฝึกคิด ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองให้มากที่สุด เท่านั้นก็ได้ผลงานที่น่าภาคภูมิใจ
ผลการทดลอง สรุปได้ว่า น้ำประปาติดสีเส้นไหมได้ดีที่สุด ตามมาด้วยน้ำฝนและน้ำบาดาลค่ะ
วันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะคะ วันหน้าจะเอามาเติมเต็มให้สมบูรณ์ค่ะ
สวัสดีค่ะ
ดีมากค่ะ น่าสนใจ จะมาติดตามอ่านอีกนะคะ
http://www.kkrukimpbmind.com
ผู้วิจัย ว่าที่ ร.ท. ตรีโกณ นครพรหม
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2560
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาของโพลยา มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ 3) เพื่อศึกษาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านทุ่งพระ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2560 จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม จำนวน 12 แผน แต่ละแผนใช้เวลาสอน 1 ชั่วโมง 2) เครื่องมือที่ใช้สะท้อนผลการปฏิบัติการ ได้แก่ แบบประเมินด้านทักษะ/กระบวนการ แบบประเมินด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ใบกิจกรรม แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบท้ายวงจร 3) เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวงจรปฏิบัติการ 3 วงจร เมื่อดำเนินการครบทั้ง 3 วงจร แล้วใช้เครื่องมือในการประเมินประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ เก็บข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลรายงานในลักษณะการบรรยายและหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ
ผลการวิจัยพบว่า
1. กิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาของโพลยา เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนในการจัดกิจกรรม 5 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน โดยการทบทวนความรู้เดิม การถาม-ตอบเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิด ขั้นที่ 2 ขั้นสอน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา ในการแก้สถานการณ์ปัญหา ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้น ดังนี้ (1) ขั้นไตร่ตรองรายบุคคล เป็นขั้นที่นักเรียนแต่ละคนต้องเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาผ่านใบกิจกรรมที่ครูเตรียมไว้ โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา ซึ่งมี 4 ขั้น คือ ขั้นทำความเข้าใจปัญหา ขั้นวางแผนแก้ปัญหา ขั้นดำเนินการตามแผน และขั้นมองย้อนกลับ (2) ขั้นไตร่ตรองระดับกลุ่มย่อย เป็นขั้นที่นักเรียนเข้ากลุ่มย่อยเพื่อร่วมกันอภิปรายแนวทางในการแก้สถานการณ์ปัญหาของแต่ละคน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงกระบวนการการหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด แล้วบันทึกลงในใบกิจกรรม และเตรียมพร้อมนำเสนอต่อชั้นเรียน (3) ขั้นไตร่ตรองระดับกลุ่มใหญ่ นักเรียนแต่ละกลุ่ม ส่งตัวแทนออกมานำเสนอวิธีการหาคำตอบของกลุ่มตนเอง เพื่อให้สมาชิกกลุ่มอื่นๆช่วยกันอภิปรายหรือเสนอแนะเพิ่มเติม ขั้นที่ 3 ขั้นสรุปผล ในขั้นนี้นักเรียนทุกคนร่วมกันสรุปแนวคิด หลักการ และวิธีการแก้ปัญหา โดยรวบรวมจากการนำเสนอและการอภิปรายของเพื่อนร่วมชั้น และครูช่วยสรุปความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอด และหลักการที่ถูกต้องชัดเจน ขั้นที่ 4 ขั้นฝึกทักษะ เป็นขั้นให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะจากสถานการณ์ปัญหาที่กำหนดให้เป็นรายบุคคล เพื่อเป็นการประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียน ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล เป็นขั้นประเมินทักษะความรู้ของนักเรียนจากการตรวจแบบฝึกทักษะ และประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน จากแบบประเมินด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์
2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 79.63 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 88.89 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือมีจำนวนนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป
3. นักเรียนมีความสามารถด้านทักษะการแก้ปัญหา โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80.00 ของคะแนนเต็ม