บันทึกการเดินทาง : กรุงเทพ – เวียงจันทน์ 3/9/51 – 4/9/51
วันนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษมากๆเลย เพราะจะได้เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต แบบว่าไม่เคยได้เดินทางไปต่างประเทศเลยในชีวิต ผมเริ่มเตรียมตัวแต่เช้า นั่งรอเวลาจนใกล้ 6 โมงเย็น ก็เตรียมออกจากบ้านไปขึ้นรถที่บริษัททัวร์ครับ จากนั้นรถตู้ก็วิ่งไปรอผู้ร่วมเดินทางอีกหลายชีวิตที่จุดนัดหมาย จากนั้น 3 ทุ่ม เราก็เริ่มสตาร์ท มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คนขับรถขับไวปานจรวด เราได้แวะพักในหลายๆที่ จนมาถึงหนองคายในรุ่งเช้าวันที่ 4 ซึ่งเราเริ่มแวะพักทานอาหารเช้ามาก ที่หนองคาย จากนั้นเราก็ได้ไปเก็บภาพสวยๆริมน้ำโขงฝั่งไทย และได้ไปไหว้พระที่วัดหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นวัดที่งดงามมาก และมีพระอุโบสถที่ใหญ่ตระการตา บรรยายความสวยได้ไม่เท่าตาเห็นเอง และเรารอคณะที่จะมาสมทบกันที่นี่
พอสายหน่อยเราก็ออกเดินทางเพื่อที่จะข้ามแม่น้ำโขงสู่นครเวียงจันทน์ โดยมีรถและไกด์จากฝั่งลาวมารับ และแล้วก็ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว พอถึงฝั่งลาวเราก็ได้เข้ารับฟังเรื่อง “กระบวนการตรวจคนเข้า-ออก” ณ จุดผ่านแดนฝั่งลาว โดยวิทยากรจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นครเวียงจันทน์ ซึ่งก็ได้รับความรู้และการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ที่นั่นเป็นอย่างดี
จากนั้นเรามุ่งหน้าไปนมัสการพระธาตุหลวง


ที่นี่มีของขายแต่ดูแล้วเหมือนของมาจากประเทศไทยเสียส่วนใหญ่ (ยังไม่จูงใจจะซื้อ และขอบอกอย่างหนึ่งว่าที่ประเทศลาวนั้นของประเภทที่จะเป็นของฝาก กระจุ๋มกระจิ๋ม หรือสัญลักษณ์ของประเทศน้อยมาก ไม่ค่อยมีวางขาย จะดังก็แต่เสื้อเบียร์ลาว กับเบียร์ลาว และกาแฟดาวเท่านั้น ต่างกับเมืองไทยที่ของฝากเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดย่อม) นมัสการพระธาตุหลวงและได้รู้ถึงประวัติศาสตร์แล้ว รู้สึกใจหายว่าพระพุทธศาสนาที่ได้เคยเจริญถึงขีดสุดและได้ถูกย่ำยีหลายครั้ง ก็คงจะเป็นธรรมดาของกฎไตรลักษณ์ ทุกสิ่งก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และจากประวัติศาสตร์ชาติลาวแล้วไซร้ ได้เคยคิดว่าบ้านเมืองซึ่งเคยเจริญถึงขีดสุด เป็นอาณาจักรล้านช้างต้องมาแตกแยก พี่น้องสายเลือดต้องมาฆ่ากันเอง และการตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาตินั้นก็ มาจาก...
ทำให้ย้อนรำลึกถึงนิราศพระบาทของท่านพ่อครูสุนทรภู่เสียจริง ซึ่งเป็นการเดินทางของสุนทรภู่ไปนมัสการพระพุทธบาทซึ่งผ่านกรุงศรีอยุธยา
“อนิจจาธานินทร์สิ้นกษัตริย์ เหงาสงัดเงียบไปทั้งไพรสณฑ์
แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง
มโหรีปี่กลองจะก้องกึก จะโครงคึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
ดูพาราน่าคิดอนิจจัง ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา
แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ”
(มีต่อนะครับ พอดีว่าง่วงอ่ะครับเดี๋ยวจะเขียนต่อครับ)
ผมชอบวัฒธรรม และโบราณวัตถุ โบราณสถานที่นี่มาก แต่ก็มีน้อยไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด จากนั้นเข้าไปกราบนมัสการองค์พระธาตุหลวง ซึ่งประวัตินั้นสามารถหาอ่านได้ตามเว็บนะครับ ผมไม่ขอกล่าวถึง แล้วก็เวียนเทียนรอบพระธาตุจากนั้นก็ถ่ายรูปกัยตามอํธยาศัย ซึ่งข้างๆกัน คาดว่าน่าจะเป็นวัดซึ่งสวยงามมาก และก็เดินชมซื้อของฝาก แต่ก็อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ของฝากส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆกับของที่เมืองไทย จากนั้นเราก็นั่งรถไปรับประทานอาหารที่ร้าย ครัวลาว ซึ่งตั้งอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งบรรยากาศ 2 ข้างทางนั้นเราจะเป็นตึกทรงโบราณ แบบ แบบยุโรป (ผมก็เรียกชื่อไม่ถูกเสียด้วย หรือเค้าเรียกกันว่า สไตล์ โคโลเนียล...ป่าวนะ ไม่รู้สิครับ แบบว่าคล้ายๆกับธนาคารชาติของเรา แต่มีสภาพทรุดโทรมไปมาก เราก็ได้ถ่ายรูปกันหนำใจ และก็รับประทานอาหาร ซึ่งก็ทำให้เราอิ่มกันไปตามๆกัน จากนั้น เราก็ถ่ายรูปกันอีก เฮ้อ ก็นานๆมาสักทีไม่ถ่ายไม่ได้แล้ว จากนั้นก็กลับเข้าที่พักของโณงแรม และไปยังมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียงจันทน์ (มีต่อนะครับ)
สวัสดีค่ะ
รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ต้องกราบขอประทานอภัยอย่างยิ่งครับ พอดีง่วงนอนมาก และต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ พร้อมด้วยรายงานชุดใหญ่ และเตรียมหาข้อมุลวิทยานิพนธ์ แต่สัญญาต้องเป็นสัญญาครับ ว่าจะเขียนให้จบ พร้อมบล็อคนี้ให้สมบูรณ์ครับผม
เด๋ยวจะเขียนบ้าง ตอนนี้กำลังเขียนอยู่นะ ยังไม่เสร็จดียังไงอย่าลืมมาติตามบ้างนะครับ อิอิอิ เพราะมันไม่มีอะไรที่แน่แท้เป็นแน่นอนใช่ไหมอะ ยังไงก็อย่าตั้งตนด้วยความประมาทก็แล้วกัน คิดถึงคณะเดินทางทุกคนครับ
ก๊อด พ.ช.ภ.