ไม่เคยพบเลยว่าถ้ามีการทะเลาะกันแล้วฝ่ายหนึ่งผิดทั้งหมดอีกฝ่ายหนึ่งถูกทั้งหมด

       เมื่อประมาณปี    2550    มีครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งทะเลาะกัน    ฝ่ายหนึ่งเป็นสุภาพสตรีเป็นครูประจำการอายุมากกว่า     อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสุภาพบุรุษเป็นครูอัตราจ้างอายุน้อยกว่าประมาณ 20 ปี     หลังจากทะเลาะกันแล้วฝ่ายสุภาพสตรีได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจและทำเรื่องร้องเรียนมายังท่านผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา   ท่านได้มอบหมายให้ผมไปแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้     เช้าวันรุ่งขึ้นผมจึงขับรถไปที่โรงเรียนแห่งนี้ ระหว่างทางได้คิดไปตลอดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรจึงจะ   win   win   คือจบด้วยดีและทั้งคู่มีชัยชนะ     จากประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่เคยพบเลยว่าถ้ามีการทะเลาะกันแล้วฝ่ายหนึ่งผิดทั้งหมดอีกฝ่ายหนึ่งถูกทั้งหมด   จะมีทั้งความผิดและความถูกอยู่ในทั้งคู่    ซึ่งไม่มีใครเลยที่จะมองเห็นความผิดของตนเองและมองเห็นความถูกของคู่กรณี    มีแต่มองเห็นความถูกของตนเองและมองเห็นความผิดของคู่กรณีดังคำกลอนที่จำมาตั้งแต่เด็กว่า

          โทษผู้อื่นมองเห็นเป็นภูเขา

          โทษของเรามองเห็นเป็นเส้นขน

          ตดคนอื่นเหม็นเบื่อเสียเหลือทน

          ตดของตนถึงจะเหม็นไม่เป็นไร

ถ้าเป็นแบบนี้การที่เราจะเข้าไปสอบสวนหาคนผิดมาลงโทษคงไม่ได้    ไม่มีทางจะ win win ได้เลย   ผมจึงคิดใช้วิธีสมานฉันท์   พอไปถึงโรงเรียนก็เริ่มหาข้อมูลโดยการสอบถามท่านผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นคนแรก  ท่านได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากพอสมควรตอนท้ายได้ถามท่านไปว่าถ้าจำเป็นจะต้องให้ครูผู้ชายที่อายุน้อยกว่าไปขอโทษครูผู้หญิงเขาจะทำได้ไหม  ท่านตอบว่าทำได้  จากนั้นจึงเชิญครูผู้ชายมาให้ปากคำอีกพอสมควรแล้วให้เขาออกไป  และคนสุดท้ายที่ขอคุยด้วยคือครูผู้หญิงได้นั่งคุยกับคุณครูท่านนี้อยู่นานประมาณ 4 ชั่วโมง สรุปสาเหตุของการขัดแย้งกันดังนี้ ที่โรงเรียนแห่งนี้มีครูอยู่สองประเภทคือครูประจำการที่เป็นข้าราชการกับครูอัตราจ้างที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวรับเงินค่าจ้างจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดครูอัตราจ้างที่โรงเรียนนี้มีหลายคนทั้งหญิงและชายรวมทั้งครูชายที่เป็นครูกรณีนี้ด้วยบังเอิญครูสุภาพสตรีท่านหนึ่งเป็นคนเจ้าระเบียบคอยตักเตือนครูอัตราจ้างในเรื่องต่าง ๆ เป็นประจำ เช่น เตือนเรื่องการแต่งกาย การนั่งไกว่ห้างในห้องเรียนและอื่น ๆ ตอนแรก ๆ ครูอัตราจ้างก็เชื่อฟังและทำตาม พอนานเข้าชักรำคาญและไม่เชื่อฟังจึงเกิดความไม่ชอบหน้ากันขึ้น เช้าวันเกิดเหตุครูผู้หญิงได้ถือกล้องถ่ายรูปเดินสำรวจห้องเรียนถ้าพบเห็นห้องไหนไม่สะอาด ไม่เรียบร้อยก็จะถ่ายรูปไปรายงาน ผู้อำนวยการพอไปถึงห้องนี้ครูผู้ชายได้ปิดประตูห้องไม่ให้เข้าไปถ่ายรูป ครูผู้หญิงจึงยกกล้องขึ้นถ่ายรูปครูผู้ชายพร้อมทั้งพูดว่าไม่ให้ถ่ายในห้องฉันถ่ายเธอก็ได้เธอแต่งตัวไม่เรียบร้อย   ครูผู้ชายจึงใช้มือปัดกล้องแต่มือไปถูกหน้าครูผู้หญิงแกเลยไปแจ้งความที่โรงพักว่าถูกทำร้ายร่างกายและทำเรื่องร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา    พอผมได้เรียบเรียงเรื่องราวได้แบบนี้แล้วจึงเริ่มพูดคุยแบบสมานฉันท์กับคุณครูผู้หญิงที่เป็นเจ้าทุกข์ทันที   ผมบอกกับเธอไปว่าเราเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันผมอายุมากกว่าเพื่อนก็ถือเป็นพี่ชายคนโต   คุณครูผู้หญิงถือเป็นน้องสาวคนกลางและครูผู้ชายถือเป็นน้องชายคนเล็ก    เมื่อน้องสาวกับน้องชายทะเลาะกัน    ผมในฐานะพี่ชายก็ต้องมาจัดการแก้ปัญหา   จากนั้นก็บอกเธอว่าจะให้น้องมากราบขอโทษแต่ขอให้เธอถอนแจ้งความและถอนเรื่องร้องเรียน   ในการพูดคุยส่วนใหญ่จะยกหลักธรรมในพุทธศาสนามาประกอบ   เวลาผ่านไปประมาณ 4 ชั่วโมง   เธอจึงยอมตามที่ผมขอ   ผมได้พิมพ์หนังสือขึ้นมาหนึ่งฉบับถึงผู้อำนวยการโรงเรียนมีสาระว่า   ตามที่น้องได้ทำร้ายร่างกายเธอแต่น้องได้สำนึกผิดและมาขอโทษเธอแล้ว   จึงยกโทษให้และจะไปถอนแจ้งความภายในบ่ายวันนี้พร้อมทั้งขอให้ผู้อำนวยการโรงเรียนไปถอนเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาด้วย   เหตุที่ต้องเสร็จภายในบ่ายนี้เพราะกลัวเธอจะเปลี่ยนใจ    ผมบอกเธอว่าหนังสือฉบับนี้เธอยังไม่ต้องเซ็นให้น้องมาขอโทษก่อนถ้าเขาไม่ขอโทษก็ไม่ต้องเซ็น     จากนั้นจึงไปตามน้องมาขอโทษขั้นตอนนี้ก็ยากพอสมควร      แต่ในที่สุดน้องก็มาขอโทษ       เธอก็เซ็นหนังสือฉบับนั้นให้    ผมให้ผู้อำนวยการโรงเรียนรีบพาเธอไปโรงพักเพื่อถอนแจ้งความในทันที    ส่วนผมได้เชิญครูทั้งหมดประชุมอบรมเรื่องความสามัคคี       เรื่องก็จบลงด้วยดี วันนี้ผมไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันแต่ก็อิ่มใจที่ทำงานนี้สำเร็จ    จบลงแบบ WIN WIN