พุทธโธโลยีกับการศึกษาของไทย
พุทธโธโลยีกับการศึกษาของไทย

โดย....รพีรัฐ ดวดรักษ์
หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์
เทศบาลเมืองตาก


     นักการบริหารการศึกษาของไทยในยุคเทศโนโลยีก้าวหน้า มีการพัฒนากันอย่างรวดเร็วมากเป็นไปตามระบบของโลกยุด IT แต่ความเจริญทางด้านศาสนาและศิลธรรมกลับเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด ครู-นักเรียน สนใจ competer สร้างงานได้มากมาย ส่วนในเรื่องของหลักธรรมคำสอนกลับไม่มีผู้ใดสนใจ แต่กลับสร้างความเสื่อมเสียให้กับศาสนาเสียอีก
     ปัญหาเหล่านี้ผู้ที่จะช่วยไขและพัฒนาได้เป็นอย่างดีก็ขอยกให้บรรดาผู้บริหารน้อย ใหญ่ ทั้งหลาย ช่วยกันนำเอาหลักธรรมคำสอนที่ล้ำยุดล้ำสมัยอยู่ตลอดกาลมาปฏิบัติและทำตนให้เป็นแบบอย่างกับลูกน้องและศิษย์ทั้งหลายได้สร้างโปรแกรมพุทโธโลยีกันให้มาก ๆ
     การศึกษาของไทยหากได้มีการพัฒนาทั้งทางด้านเทคโนโลยี ตามยุดของ IT ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางด้าน พุทโธโลยี แล้ว ความสมบูรณ์ของการจัดการศึกษาของไทยจะต้องประสบความสำเร็จ เป็นผู้นำทางการศึกษาในภาคพื้นเอเชียและติดอันดับโลกต่อไปในอนาคต การศึกษาของไทยในยุดปัจจุบันเติบโตเร็วมากโดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีจนรับแทบไม่ทัน ถ้ามีการวางแผนที่ไม่รัดกุม การควบคุมที่ไม่ทั่วถึง อาจกระทบกระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจของชาติบ้านเมืองก็เป็นได้ ที่เรียกกันว่าการลงทุนแล้วขาดทุน
     พุทธโธโลยี เป็นโปรแกรมอีกโปรแกรมหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ได้นั้นคือการพัฒนาคนตามหลักธรรมที่ยังคงเป็นหลักสากลและล้ำยุคอยู่เสมอ เพียงแต่ขอให้นักบริหารการศึกษาได้มองเห็นความสำคัญนำเอามาปฏิบัติแล้วเผยแพร่ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อนำไปใช้กับเด็กนักเรียนต่อไป มีหน่วยงานสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติที่คอยติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นการลงทุนที่ใช้งบประมาณน้อยมากแต่ด้านผลรับหรือผลตอบแทนจะมากมายมหาศาล
     ทางแห่งความเสื่อมของนักบริหารการศึกษาของไทยตามหลักพุทธโธโลยี อคติ 4
1. ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะชอบ
2. โทสาคติ ความลำเอียงเพราะชัง
3. โมหาคติ ความลำเอียงเพราะหลง
4. ภยาคติ ความลำเอียงเพราะกลัว
พุทธโธโลยีของนักบริหาร

    พุทธโธโลยี คือธรรมะปฏิบัติอย่างเรียบง่ายตามธรรมชาติที่เปานสากลทันสมัยอยู่ตลอดกาลเป็นคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติแล้วสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข ไม่เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น สามารถปฏิบัติได้ทุกคน ทุกหน ทุกแห่ง ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่ เมื่อท่านถึงพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ
     แนวความคิดใหม่ๆ แปลกๆ ง่ายๆ และทันสมัยอยู่เสมอนั้น จะช่วยให้การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีระเบียบวินัยในจิตใจ การปฏิบัติธรรมด้วยพลังศรัทธา ไม่ต้องมีใครบังคับให้เชื่อให้ปฏิบัติ จะทำให้การอยู่ร่วมกัน การทำงานร่วมกัน บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธ์ภาพ การมีอิสระในการคิด การพูด การทำในสิ่งที่ดีงาม คือพุทโธโลยีทั้งสิ้น

คุณลักษณะของนักบริหารตามแบบพุทโธโลยี

     นักบริหาร คือผู้ที่ทำงานสำเร็จ โดยอาศัยผู้ร่วมงาน มีหลัก มีความสำเร็จในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
     นักบริหารที่ดี ย่อมเป็นผู้มีน้ำใจ พูดไพเราะ สงเคราะห์ผู้อื่น ตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่เห่อเหิม ทะนงตน เป็นคนมีคุณธรรม น้อมนำแต่ทางที่ดี หลีกหนีอบายมุข รักสนุกขบขัน จิตมั่นใสสะอาดปราศจากเร่าร้อน สอนให้คนทำดี มีไมตรีทั่วหน้า คนรักคนศรัทธา เพราะเห็นค่าของคนดี
     การบริหารที่ดีนั้น จะต้องมีความเกี่ยวข้องกันระหว่าง ผู้บริหารกับผู้ร่วมงาน และงานที่ทำเป็นศิลปะที่ผู้บริหารจะต้องมีความรู้เป็นอย่างดี ใน 3 เรื่อง ต่อไปนี้

รู้ตน
    คือรู้ตัวเองว่ามีความรู้ความสามารถเพียงใด มีจุดเด่นจุดด้อยของตนเองอย่างไร รู้จุดเด่น คือ ทำในสิ่งที่ตนมีความสมารถ รู้จุดด้อย ต้องอาศัยผู้อื่นช่วยจึงจะสำเร็จ นักบริหารที่ดีต้องมองทั้งด้านในและด้านนอก ขึ้นอยู่กับปัญหาใด สถานการณ์ใด โอกาสใด เวลาใดเท่านั้นเอง
การรู้ตน คือ คนมีสติ หัดนิ่งเป็นบ้าง หัดโง่เป็นบ่าง หัดแพ้เป็นบ้าง นั่นแหละท่านกำลังชนะ และกำลังฉลาดขึ้น การรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล จะทำให้นักบริหารเป็นคนรู้เท่าทันเหตุการณ์รู้เท่าเอาไว้ป้องกัน รู้ทันเอาไว้แก้ไข
   การรู้จักตน คือ การบริหารตนเอง โดยรู้จักบริหาร วาจาใจ ให้ดีให้ได้การมีสติในการทำงาน ทำให้เราต้องระมัดระวัง รู้ตนเอง รู้หน้าที่ รู้สถานการณ์ รู้งานที่ต้องทำ
คือรู้เรื่องเกี่ยวกับผู้ร่วมงาน ว่าใครมีความรู้ความสามารถด้านใด เพียงใด มีใจรักงานประเภทใด จะได้มอบหมายงานได้เหมาะสม จะทำให้งานเกิดคุณภาพ ผู้กระทำเกิดความพอใจมีขวัญกำลังใจในการทำงาน และพัฒนางานให้ดีขึ้นไปตามลำดับ
    ข้อสังเกตนิสัยใจคอของคน พอสรุปได้กว้างๆ ดังนี้
1. คนใจร้อน
2. คนเฉื่อยชา
3. คนชอบยอ
4. คนวิตกจริต
5. คนช่างสงสัย
6. คนรักสวยรักงาม
     จะเห็นว่านิสัยคนมีต่างๆ นาๆ ต้องศึกษาพฤติกรรมให้ดี ก่อนที่จะมอบหมายงานให้ทำให้รับผิดชอบ ต้องศึกษานิสัยใจคอให้ชัดเจนเสียก่อน

รู้งาน
     การทำงานเป็นการพัฒนาคนและพัฒนาตน ทำให้เกิดความสามารถและความชำนาญ งานจึงเป็นเครื่องมือในการฝึกคนให้มีความขยันหมั่นเพียร อดทนต่อสู่ มีระเบียบวินัยและรู้จักสัมพันธ์
กับผู้อื่น ด้วยวิธีการรู้เท่า และรู้เท่า
     งานคือเงิน เงินคืองาน บัดดาลสุข งานจะช่วยให้มีตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ มีฐานะ รุ่งเรือง มีคนนิยมชมชอบ เคารพนับถือ การทำงานเป็นการพัฒนาสังคม และสร้างประโยชน์สุข ให้แก่ปวงชน งานทำให้ชีวิตมีคุณค่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ไม่ใช่ ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร
     งานคือ ธรรมมะ ธรรมมะคือ ธรรมชาติ ดังนั้นงานก็คือธรรมชาติ คนเรามีกรรมดี กรรมชั่วการทำงานนั้นมีความเป็นมาเป็นเหตุปัจจัย พระท่านว่า รูรั่วของชีวิต คือ อบายมุข หมายความว่า หนทางแห่งความเสื่อมของชีวิตจะดีชั่วที่การกระทำของตนเอง
     การรู้งาน คือ การรอบรู้สิ่งที่กำลังทำอยู่ มีการวางแผน มีการมอบหมายที่เหมาะสม มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง รู้ทันทั่งคนและงาน พร้อมที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาต่อไป นักบริหารที่ดีจะต้องมีความยุติธรรมในจิตใจ รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่คิดว่าตนเองถูกหรือเก่งแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นก็มีความสามารถมีปัญญาเพียงแต่ว่าจะถูกหรือผิด จะเหมาะสมหรือไม่เพียงใดเท่านั้นเอง
หลักพุทโธโลยีของนักบริหารโดยทั่วไป

การตัดสินใจ รวดเร็ว ถูกต้อง ม่นใจ มีเหตุผล ไม่วางอำนาจเป็นเจ้าอารมณ์ มีอคติโลเล

*******************************

http://jatuporn.is.in.th/?md=content&ma=show&id=16