"ปรีดิยาธร" ระบุต่างชาติยังอยากลงทุนไทย แต่ต้องเร่งแก้ปัญหาการเมือง สศช.ห่วงสุญญากาศทางการเมือง กระทบต่อการเบิกจ่ายงบปี 2552 ไตรมาสแรก ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปีนี้ชะลอตัว ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 5.2%
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในการเปิดงานสัมมนาเรื่องมุมมองเศรษฐกิจและสถาบันการเงินไทยในท่ามกลางความวุ่นวายทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่จัดโดยสถาบันจัดอันดับ ฟิทช์ เรตติ้ง ว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองสิ้นสุดลงโดยเร็ว จะทำให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนกลับมาดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติยังมีความต้องการที่จะลงทุนในเมืองไทยอยู่ “นักลงทุนยังอยากลงทุนในเมืองไทย แต่ทุกคนก็กลัวเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งถ้าเหตุการณ์จบลงได้เร็วพอสมควร ความรู้สึกนักลงทุนและนักธุรกิจก็จะไม่ถึงกับเสียไป หลายคนยังมั่นใจอยู่ อุปสงค์ก็ยังมี ดังนั้น ถ้าเหตุการณ์คลี่คลาย ก็คงจะเห็นการลงทุนในสินค้าคงคลังก่อน หลังจากนั้นการลงทุนอื่น ๆ ก็จะตามมา” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ภาวะการเมืองขณะนี้จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง แต่ไม่ทำให้เกิดสุญญากาศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลได้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจไว้ชัดเจนแล้ว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงและอธิบดีในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดสุญญากาศทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองกว่าจะมีนายกฯ และ ครม.ใหม่ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนทำงาน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน จะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2552 ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบที่จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไตรมาสที่ 4 ปี 2551 ต้องล่าช้าออกไปอีก 1 เดือน แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2551 “ผมประเมินว่า กว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มทำงานได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน ทำให้การเบิกจ่ายงบปี 2552 ล่าช้าออกไป แต่ผมยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจทั้งปีนี้จะยังขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5.2% และมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมากที่จะขยายตัวถึง5.7% แต่ทั้งหมดนี้ต้องขอดูตัวเลขจริงก่อนที่จะมีการปรับขยายตัวเศรษฐกิจหรือไม่” ดร.อำพนกล่าว
ส่วนกรณีที่เอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ดร.อำพนกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประกาศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและฝ่ายต่อต้าน ดังนั้น การคงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินน่าจะมีผลดีมากกว่า เพราะมีหากยกเลิกแล้วเกิดการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายปัญหารอให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไข การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ควรใช้เวลาเกิน 2 สัปดาห์ เพราะจะทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศต่อชาวต่างชาติ ซึ่งได้รับผลกระทบมากจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา
คม ชัด ลึก 11 กันยายน 2551