ชีวิตที่สมดุลคือชีวิตสายกลาง เป็นธรรมชาติ    สมดุลกับตนเอง สมดุลกับเพื่อนมนุษย์ และสมดุลกับโลก-จักรวาล-สิ่งแวดล้อม    ผมมองว่าเป็นชีวิตที่เอื้อเฟื้อตนเอง เอื้อเฟื้อผู้อื่น และเอื้อเฟื้ออนาคต   ซึงก็คือ “ให้พื้นที่” แก่ผู้อื่น    หรือเป็นชีวิตที่เน้นการอยู่ร่วมกัน   ไม่ใช่เน้นกีดกันคนอื่น กลุ่มอื่น    เพื่อตนเอง “กินรวบ”  

          ธุรกิจที่ดี ต้องแข่งขันได้   แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งด้วย   เพื่อให้ตนเองอยู่ได้อย่างยั่งยืน

          ฝันไปไกล ผมกำลังจะบันทึก หรือ AAR ประสบการณ์การไปฟังคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย  บรรยายเรื่อง “ธุรกิจกับชีวิตภาวนา : เส้นขนานที่มีวันบรรจบ”    ในเวทีจิตตปัญญาเสวนา ครั้งที่ ๑๕ (สัญจร)  ที่หอประชุมพุทธคยา  ชั้น ๒๒  อาคารอมรินทร์พลาซ่า  เมื่อวันที่ ๓๐ ส.ค. ๕๑

          คุณดนัยเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย และเวลานี้อายุ ๔๒   ที่สำคัญเป็นคนมีปัญญา    ผม AAR ว่า คุณดนัยเป็นผู้นำคนหนึ่งของ “ธุรกิจสีขาว” ของเมืองไทย    ซึ่งผมตีความว่าหมายถึงธุรกิจที่ไม่ทำร้ายสังคม   แม้จะทำธุรกิจด้านการตลาด แต่ไม่รับทำงานให้ธุรกิจที่เบียดเบียนสังคม เช่นบุหรี่ สุรา

          ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของพ่อ ที่สอนผมแบบไม่สอน    เมื่อผมถามเมื่อผมอายุประมาณ ๒๐ ว่าทำไมบ้านเราจึงเลิกเป็นเอเย่นต์ขายเหล้า    พ่อบอกว่าปู่ขอร้องให้เลิก “เพราะเป็นอาชีพที่เบียดเบียนคนอื่น”    ผมจดจำใส่ใจมาจนบัดนี้ และสอนลูกสอนหลาน ว่าครอบครัวเราถือหลักการดำเนินชีวิตว่า   จะไม่ประกอบอาชีพที่เบียดเบียนคนอื่น  

          คุณดนัยปฏิบัติธรรมโดยตีความ ๒ ประโยคของท่านพุทธทาส “ธรรมะคือธรรมชาติ” และ “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”   มองการปฏิบัติธรรมเป็นหนทางสู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง (transformation)    ผม AAR ว่า ที่คุณดนัยเล่า เป็นการตีความ “ศีล สมาธิ ปัญญา” สู่การปฏิบัติ    ผมชื่นชมที่คุณดนัยเน้นการปฏิบัติ


          หอประชุมพุทธคยาเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมอยู่ท่ามกลางบรรยากาศทุนนิยมวัตถุนิยมสุดขั้ว    จึงน่าสนใจมากสำหรับผม   และเป็นเครื่องสะกิดว่า จริงๆ แล้วธรรมะไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่แบบวัดเท่านั้น   ธรรมะควรเข้าไปผสมกลมกลืนอยู่ในทุกพื้นที่    โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่ “ดำ” ที่สุด    น่าจะเป็นพื้นที่ที่ต้องการธรรมะที่สุด   ธรรมะที่แท้อยู่ในพื้นที่แบบใดก็ได้   ย่อมมีคุณค่าต่อมนุษย์ ต่อสังคม และต่อโลกเสมอ

          คุณดนัยตีความ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ออกมาเป็นข้อปฏิบัติที่ร่วมสมัย   คนทั่วไปปฏิบัติได้ไม่ยาก   ผมประทับใจที่สุดเมื่อมีการถามตอบเรื่องการปฏิบัติธรรมของพนักงานบริษัทของคุณดนัย   และได้คำตอบที่แสดงมุมมองว่าองค์กรมีธรรมชาติที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่คงที่   ดังนั้นแม้จะมีการปฏิบัติธรรมของพนักงาน ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเข้าถึงธรรมะ   จะต้องมีการพากเพียรเอาชนะโลกธรรมกันต่อไป 

          การมีสัมมาทิฐิไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าถึงธรรมะขั้นสูงถึงกับหลุดพ้นอย่างง่ายดาย   แต่ในระหว่างหนทางชีวิตที่มุ่งทำความเพียร เราก็จะได้รับผลบุญแห่งความเพียรนั้น


 

แท่นประดิษฐานพระพุทธรูปในห้องพุทธคยา

 

 

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย

 

บรรยากาศในห้องบรรยาย ภาพบนจอคือ White Ocean

ผลประกอบการ ๓ ด้านของธุรกิจ