คนเรามักชอบไปยึดเอา ผูกเอาความโกรธ ไม่ลดราวาศอก เห็นว่าตนเองถูก ไม่ดูที่เหตุว่าเกิดจากอะไร หรือเกิดจากตนหรือไม่ เมื่อคนอื่นๆ บอกกล่าวตักเตือน กลับเอามาผูกไว้เป็นเรื่องให้เจ็บใจ ให้เป็นทุกข์ เหมือนพระติสสะที่ถือตัว ไม่ปฏิบัติต่อผู้อื่นตามควร เมื่อผู้อื่นบอกกล่าว กลับเป็นทุกข์ เดือดร้อน กล่าวหาว่าคนอื่นมากล่าวหาตนเสียอีก และก็เหมือนกับเทวลดาบสที่นอนไม่เป็นที่เป็นทาง ไปนอนขวางประตู นอนตรงนั้น อย่างไรก็คงต้องโดนผู้ที่เข้า-ออก เหยียบจนได้ แต่กลับโกรธผู้ที่เหยียบจนสาปแช่งเขาเสียแทน และไม่ยอมรับความผิดที่ไปสาปแช่งเขาโดยไร้เหตุผลเสียด้วย..

"ไม่.. ทำไมผมจะต้องออก ผมทำผิดอะไร ผมมาอย่างถูกต้อง"

ช่วงที่ผ่านมาได้ยินประโยคข้างต้นค่อนข้างบ่อย ไปพร้อมๆ กับการขับไล่นายกฯ และการยื้ออยู่ในตำแหน่งของนายกฯ

เมื่อวาน ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้ตัดสินคดีความ ทำให้อดีตนายกฯ ต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติไปโดยปริยาย..

แต่ก็ยังเป็นการหลุดจากตำแหน่งเพราะถูกบังคับโดยกฎหมาย เพราะผู้ที่หลุดจากตำแหน่งคงยังไม่ได้อยากออกจากตำแหน่งเท่าใดนัก คาดเดาว่าจิตใจคงยังยึดกับคำถามข้างต้นอยู่ ว่าฉันทำผิดอะไร ทำไมจะต้องทำตามที่คนอื่นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ด้วย

เรื่องทางการเมืองข้างต้น ทำให้นึกถึงเรื่องของพระติสสเถระ ซึ่งได้ไปอ่านพบใน อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ พอดี... ลองอ่านเรื่องพระติสสเถระดูนะคะ


พระติสสะเป็นภิกษุที่พระบรมศาสดาได้กล่าวถึงไว้ว่าเป็น"คนว่ายาก"

พระติสสเถระนั้นเป็นโอรสพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชเมื่ออายุมากแล้ว มีพรรษาน้อย แต่ไม่ประมาณตน  เมื่อมีภิกษุต่างถิ่นมาเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาก็ไม่ต้อนรับเอื้อเฟื้อต่อพระเถระผู้ใหญ่ เมื่อถูกถามก็กลับเป็นทุกข์ ร้องไห้เสียใจ ไปฟ้องสมเด็จพระศาสดาเสียอีก

เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาไถ่ถามความเป็นจริง ก็เห็นว่าพระติสสะนั้นกระทำการอันไม่สมควรแก่พระอาคันตุกะอาวุโส จึุงบอกให้พระติสสะขอขมาลาโทษกับพระเถระอาคันตุกะ  แต่พระติสสะก็ไม่ยอม พระเถระอาคันตุกะทั้งหลายถึงกับกล่าวว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระติสสะนี้เป็นคนว่ายาก"

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ติสสะนี้มิใช่เป็นผู้ว่ายากแต่ในบัดนี้เท่านั้น, ถึงในกาลก่อน ติสสะนี้ก็เป็นคนว่ายากเหมือนกัน

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงเล่าบุรพกรรมของพระติสสะไว้ว่า เคยเป็นดาบสชื่อ"เทวละ" อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศ แต่เดินทางเข้ามาในนครพาราณสี มาขออาศัยอยู่กับที่โรงนายช่างหม้อ ซึ่งเป็นที่ๆ ดาบสมักจะมาพักแรมเมื่อเข้ามาในพระนคร นายโรงช่างหม้อก็นิมนต์ให้เทวลดาบสอยู่อาศัยในโรงช่างหม้อได้  จากนั้นก็มีดาบสอีกองค์หนึ่งชื่อ"นารทะ" (สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตชาติ) เดินทางเข้าเมืองมาพอดี ก็เลยมาขออาศัยอยู่กับนายช่างหม้อ ๑ คืน  นายช่างหม้อก็คิดว่าหากเทวลดาบสผู้มาถึงก่อนพอใจในการที่จะให้ดาบสที่มาใหม่เข้าอยู่ในโรงฯ ด้วย ทางนายช่างหม้อก็ไม่ขัดข้อง

เมื่อนารทดาบสได้ขออนุญาตจากเทวลดาบสแล้ว ก็ได้เข้าไปอยู่ในโรงปั้นหม้อด้วย   เมื่อถึงเวลาก่อนนอน นารทดาบสได้มองสำรวจดูแล้วว่า เทวลดาบสได้นอนอยู่ที่ตรงใดในโรงฯ นั้น และประตูทางออกของโรงฯ อยู่ที่ใด เพื่อที่ในเวลากลางคืนหากจะออกไปข้างนอก จะได้ออกไปได้    แต่ปรากฎว่าเทวลดาบสนั้นนอนไม่เป็นที่ ย้ายที่นอนไปนอนขวางทางออกตรงประตูพอดี

เมื่อนารทดาบสจะเดินออกไปในราตรี จึงได้ไปเหยียบชฏาของเทวลดาบสเข้าโดยไม่ได้เจตนา  เทวลดาบสก็ต่อว่าดาบสที่เดินเหยียบชฎาของตน ทางนารทดาบสก็ขอโทษเพราะไม่ได้ตั้งใจจะเดินเหยียบ แต่เนื่องจากไม่รู้ว่าเทวลาดาบสนอนไม่เป็นที่ มานอนอยู่ตรงประตูทางออก ก็เลยพลาดไปเดินเหยียบชฏาเข้า

พอนารทดาบสออกไป เทวลดาบสก็เกรงว่าตอนกลับเข้ามา จะโดนเหยียบถูกชฏาอีก ก็เลยเปลี่ยนท่านอน กลับหัวกลับเท้า  แต่พอนารทดาบสจะเดินเข้ามา ก็คิดว่าเมื่อครู่ได้ทำผิดโดยการเหยียบไปที่ชฏา เกรงว่าจะเหยียบถูกอีก ก็เลยเปลี่ยนทิศทางเข้า จะไปเข้าทางเท้าของเทวลดาบสแทน แต่ปรากฎว่ากลับเหยียบถูกคอของเทวลดาบสเข้า

คราวนี้ เทวลดาบสโกรธมาก โดยไม่คิดว่าต้นเหตุเป็นเพราะการนอนไม่เป็นที่เป็นทางของตนเองเป็นเหตุ ไม่ว่านารทดาบสจะพยายามอธิบายและขอโทษ อ้อนวอนอย่างไร  ก็ไม่ฟัง และสาปแช่งให้เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ขอให้ศรีษะของนารทดาบสแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง

นารทดาบส ก็เลยต้องสาปเทวลดาบสคืนว่า "ท่านอาจารย์ โทษของผมไม่มี เมื่อกำลังพูดอยู่ทีเดียว ท่านได้สาปแล้ว, โทษของผู้ใดมีอยู่ ขอศีรษะของผู้นั้นจงแตก, ของผู้ไม่มีโทษ จงอย่าแตก"

เมื่อต่างฝ่ายต่างสาปกันแล้ว นารทดาบสนั้นมีอานุภาพใหญ่กว่า เล็งเห็นว่าคำสาปของตนจักตกแต่เทวลดาบสเป็นแน่ แต่ด้วยความกรุณา จึงห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้ขึ้น

คราวนี้เดือนร้อนถึงประชาชนชาวพาราณสี เพราะพระอาทิตย์ไม่ขึ้น จึงไปร้องเรียนต่อพระราชา พระราชาพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าน่าจะเกิดจากบรรพชิตวิวาทกัน จึงให้ไปสอบถามดูว่ามีดาบสมาอยู่อาศัยในเมืองหรือไม่ หลังจากนั้นก็ตามไปที่โรงนายช่างหม้อเพื่อไกล่เกลี่ย

เมื่อได้ทราบความแล้ว ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้เทวลดาบสขอขมาลาโทษเพื่อล้างคำสาปได้ นารทดาบสต้องแนะนำให้เอาก้อนดินเหนียวมาทูนไว้ที่หัวของเทวลดาบส ยืนแช่น้ำไว้แค่คอตอนตะวันจะขึ้น เพื่อให้ดินเหนียวแตกเป็น ๗ เสี่ยงแทน

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า 

"... ถึงในครั้งนั้น ติสสะนี่ก็เป็นผู้ว่ายากอย่างนี้เหมือนกัน"

ดังนี้แล้วรับสั่งเรียกติสสเถระมาแล้ว ตรัสว่า 

ติสสะ ก็เมื่อภิกษุคิดอยู่ว่า ‘เราถูกผู้โน้นด่าแล้ว ถูกผู้โน้นประหารแล้ว ถูกผู้โน้นชนะแล้ว ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราไปแล้ว' ดังนี้ ชื่อว่าเวรย่อมไม่ระงับได้;

แต่เมื่อภิกษุไม่เข้าไปผูกอยู่อย่างนั้นนั่นแล เวรย่อมระงับได้,'

ดังนี้แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

"ก็ชนเหล่าใด เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า

 ‘ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา

  ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว' เวรของชนเหล่านั้น ย่อมไม่ระงับได้,


 ส่วนชนเหล่าใด ไม่เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า

‘ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ติเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา

ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว' เวรของชนเหล่านั้น ย่อมระงับได้."

ที่มา - อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ หน้าต่างที่ ๓/๑๘


เป็นไงคะ อ่านเรื่องของพระติสสะแล้วได้ข้อคิดเปรียบเทียบอะไรบ้างไหม

คนเรามักชอบไปยึดเอา ผูกเอาความโกรธ ไม่ลดราวาศอก เห็นว่าตนเองถูก ไม่ดูที่เหตุว่าเกิดจากอะไร หรือเกิดจากตนหรือไม่   เมื่อคนอื่นๆ บอกกล่าวตักเตือน กลับเอามาผูกไว้เป็นเรื่องให้เจ็บใจ ให้เป็นทุกข์ เหมือนพระติสสะที่ถือตัว ไม่ปฏิบัติต่อผู้อื่นตามควร เมื่อผู้อื่นบอกกล่าว กลับเป็นทุกข์ เดือดร้อน กล่าวหาว่าคนอื่นมากล่าวหาตนเสียอีก     และก็เหมือนกับเทวลดาบสที่นอนไม่เป็นที่เป็นทาง ไปนอนขวางประตู นอนตรงนั้น อย่างไรก็คงต้องโดนผู้ที่เข้า-ออก เหยียบจนได้ แต่กลับโกรธผู้ที่เหยียบจนสาปแช่งเขาเสียแทน และไม่ยอมรับความผิดที่ไปสาปแช่งเขาโดยไร้เหตุผลเสียด้วย..

เรื่องในอดีตตั้งแต่สมัยพุทธกาล ยังเป็นจริงและมีเกิดให้เราเห็นอย่างสม่ำเสมอจริงๆ เลยนะคะ