เด็กเล็กกับการเรียนการสอน


การสอนแบบบรรยายไม่เหมาะกับเด็กเล็ก เด็กควรจะเรียนรู้จากพฤติกรรมไปสู่การแสดงออก จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม ยิ่งเด็กเล็กเท่าไร ก็ต้องเรียนโดยใช้ของจริงและสิ่งแวดล้อมให้มากเท่านั้น ในชั้นเรียนที่สอนตามพัฒนาการของเด็ก ครูจะต้องเตรียมกิจกรรม มากๆ เด็กจะต้องทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ ในเรื่องของ การเขียน การอ่าน การสร้างบล๊อกไม้

ในการสอนเด็กเล็ก เด็กอนุบาล เด็กประถมต้นนั้น การจะบอกว่าวิธีการใดเป็นวิธีที่ดีที่สุด ยังคงเป็นเรื่องที่นักวิชาการถกเถียงกันทุกช่วงของทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ควรสอนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก การสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนจะต้องเปลี่ยนไปตามอายุและประสบการณ์ของผู้เรียน ซึ่งมีงานวิจัยที่พบว่า เด็กในช่วงอายุที่ต่างกันจะเรียนรู้ต่างกัน เช่น เด็กอายุ 4-6 ขวบ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงได้ดีกว่าการสอนจากครูที่เป็นผู้ให้ และเด็กเป็นผู้รับ แต่ถ้าเด็กอายุ 8 ขวบ อาจใช้วิธีสอนโดยการอธิบายจากครูได้ หากเด็กเล็กได้มีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งที่มีความหมายในชีวิตประจำวันมากเท่าไร เขาก็จะได้เรียนรู้อะไรที่มากกว่าในตำราที่จะได้อ่านในอนาคต

การสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการแบ่งได้เป็น 2 มิติ คือ มิติแรกเป็นการมองในเรื่องของอายุ ซึ่งจะสะท้อนให้เราทราบว่า เด็กพัฒนาและเรียนรู้อะไรบ้างและอย่างไร ส่วนมิติที่สอง เป็นการมองในแง่ของความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเป็นของตนเอง ความสนใจ วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ครูจะต้องพิจารณาเด็กทั้งสองมิติ

ในการเลือกประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็ก การรู้ว่าเด็กอายุเท่าไร จึงยังไม่ใช่ข้อมูลที่เพียงพอ ครูจะต้องพิจารณาตัวเด็กแต่ละคนด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะเลือกของเล่นให้เด็กคนหนึ่ง การรู้อายุอาจทำให้รู้ได้ว่าควรเลือกของเล่นแบบไหนได้บ้าง แต่เด็กแต่ละคนมีความชอบต่างกัน ถ้าเราไม่ทราบตรงจุดนี้ การเลือกของเล่นก็จะเป็นไปด้วยความไม่มั่นใจ หรือบางครั้งเลือกไปให้แล้วเด็กไม่ชอบก็ไม่เล่น ของเล่นที่ซื้อมานั้นก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น หากครูละเลยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะคิดว่าได้มีหลักสูตรและการสอนที่เป็นมาตรฐานที่ใช้กับเด็กทั่วไปแล้ว ก็จะมีเด็กบางกลุ่ม ที่จะขาดโอกาสในการเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพของเขา อย่างไรก็ตาม ครูที่ใช้วิธีการสอนโดยยึดหลักพัฒนาการต้องไม่คาดหวังว่า เด็กทุกคนจะต้องเรียนรู้ในสิ่งที่เหมือนกัน วิธีการเดียวกันในวัยเดียวกัน ครูจะต้องพิจารณาทุกแง่มุมของเด็ก เพื่อที่เด็กจะได้เรียนรู้และเข้าถึงศักยภาพของพัฒนาการทุกๆ ด้าน ครูต้องไม่เอาใจใส่เฉพาะความรู้ ความคิด แต่ต้องสนใจสังคมของเด็ก อารมณ์ ความต้องการทางกายด้วย การสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการนี้ไม่ใช่สูตร แต่เป็นปรัชญาในการสอนเด็ก ทั้งยังไม่ใช่หลักสูตรหรือใบสั่งยา แต่เป็นแนวทางที่ครูควรคำนึงอยู่ในใจเสมอ

ในชั้นเรียนเด็กประถมหนึ่ง เด็กมักจะถูกคาดหวังให้นั่งเงียบ ขณะฟังการสอนหรือทำแบบฝึกหัด ครูอยากให้เด็กนักเรียนของตนรู้มากๆ เด็กทุกวันนี้เข้าโรงเรียนอนุบาลเพื่อเหตุผลทางวิชาการ ยิ่งเริ่มเร็วก็เหมือนการออกตัวเร็ว ได้เปรียบ บางโรงเรียนเรียกได้ว่าใช้สมุดสอนแทนครู บางแห่งให้นักเรียนทำงานที่ยากเกินอายุเด็ก การให้งานเด็กที่มากเกินไปจะทำให้เด็กขาดประสบการณ์การเรียนรู้ในธรรมชาติ การรับรู้โลกจากประสบการณ์ตรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้สิ่งต่างๆหรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรมต่อไป เมื่อเด็กถูกให้เรียนรู้อย่างเป็นทางการเร็วเกินไป เรียนรู้นามธรรมมากเกินไป เขาก็อาจจะมีความรู้ในลักษณะเชิงความจำ รู้ตามความเคยชิน แต่จะไม่เข้าใจอย่างแท้จริง และอาจทำลายความรู้สึกกระตือรือล้นที่จะเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้รับกับโลกภายนอก

การสอนแบบบรรยายไม่เหมาะกับเด็กเล็ก เด็กควรจะเรียนรู้จากพฤติกรรมไปสู่การแสดงออก จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม ยิ่งเด็กเล็กเท่าไร ก็ต้องเรียนโดยใช้ของจริงและสิ่งแวดล้อมให้มากเท่านั้น ในชั้นเรียนที่สอนตามพัฒนาการของเด็ก ครูจะต้องเตรียมกิจกรรมมากๆ เด็กจะต้องทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ในเรื่องของการเขียน การอ่าน การสร้างบล๊อกไม้ การทำโครงการ เด็กต้องเรียนรู้ที่จะต้องร่วมมือกันทำงาน ช่วยเหลือกัน และวิชาเลข เด็กจะเข้าใจได้ดีถ้าปัญหาหรือโจทย์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน นักการศึกษาพบว่า ในการสอนในชั้นเรียนหนึ่ง จะมีเด็กที่รู้ในเรื่องที่สอนแล้ว ประมาณ 1/3 เด็กที่เรียนแล้วเข้าใจ 1/3 ที่เหลืออีก 1/3 ไม่เข้าใจ ดังนั้น เด็กประมาณ 2/3 ของห้องจะเสียเวลาที่จะต้องเรียนซ้ำๆ เด็กบางคนใช้เวลา 10 นาทีก็เข้าใจ ในขณะที่เด็กบางคนต้องใช้เวลาถึง 30 นาที ครูจะต้องเข้าใจความแตกต่างในการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ควรละเลยเด็กทั้งส่วนน้อยและส่วนมากของห้อง ครูอาจใช้วิธีศูนย์การเรียนรู้ โดยครูจัดมุมสำหรับวางใบงานหรือบัตรกิจกรรมเรื่องต่างๆไว้ให้เด็กที่เรียนรู้เร็วได้มีโอกาสเลือกที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม ตามความสนใจด้วยตนเอง ในขณะที่ครูสอนกลุ่มเด็กที่ต้องการเวลาในการเรียนรู้ นอกจากนี้ ครูอาจสอนเด็กโดยการจัดกลุ่ม เปิดโอกาสให้เด็กค้นหากันเอง ธรรมชาติสอนให้เด็กค้นหา อยากรู้ อยู่แล้ว เช่น ถ้าเด็กตั้งคำถามว่า ปลากินน้ำในอ่าง น้ำเลยหายไปใช่ไหม ครูสามารถตอบเด็กได้โดยการให้เด็กลองเอาน้ำใส่อ่าง ไม่มีปลามาตั้ง แล้วตรวจดูว่าระดับน้ำเท่าเดิมหรือไม่

การสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการไม่ใช่การไม่ให้ความรู้ทางวิชาการ แต่เป็นการใช้วิธีการที่เหมาะสมในการสอน กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่เรียนโดยการท่องจำ ปราศจากความหมาย ครูจึงควรเลิกการยัดเยียดความรู้ให้ได้มากที่สุดกับเด็กตัวเล็กๆ แต่หันมาให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ก็จะทำให้เด็กมีชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่าที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้

หมายเลขบันทึก: 207021เขียนเมื่อ 9 กันยายน 2008 05:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 19:32 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (3)

มาอ่านรับความรู้

                ขอบคุณค่ะ

                             สุขภาพแข็งแรงนะคะ

                         

ขอบคุณครับ แวะเข้ามาอ่านเรื่อยๆ อย่างนี้ต้องมีของรางวัลครับ เดี๋ยวจะจัดไปให้ครับ

มีประโยชน์มากๆคะ ไม่เสียเวลาที่ได้เข้ามาศึกษา

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี