ก็จะยอมแพ้ได้อย่างไร ในเมื่อถ้ายังมิได้อดทน

   กลิ่นโรงพยาบาล

            กลิ่นที่สัมผัสได้มากกว่าจมูกเพียงอย่างเดียว

 ความเยือกเย็น วิเวก วังเวง ประกอบกับการลุ้นการแทงเข็มฉีดยา เป็นบรรยากาศที่อึดอัดพิลึก

  แม้ห้องนี้ จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ถึง สามคน แต่ผู้เขียนกลับรู้สึกเปล่าเปลี่ยวใจ เพราะกำลังจะผจญกับสิ่งที่กังวล ตามลำพัง

 ไม่มองแล้ว กับแขนที่กำลังถูกเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ ซ้ำไป ซ้ำมา สลับกับการใช้นิ้วชี้ แต่คลึงเบาๆ บริเวณข้อพับ ผู้เขียนึกเอาเองว่า เส้นเลือด คงหายากน่าดู เพราะดูเขาลังเลอยู่นาน

  เมื่อเบือนหน้า มาอีกด้านหนึ่ง มองเครื่องวัดสัญญาณชีพ ที่มีตัวเลขสลับขึ้นลง ตามสภาพทางกายของคนไข้ กราฟชีวิต มีความหยักสวยงาม เหมือนจะบอกว่า เจ้าของยังมีชีวิตที่สวยหรูอยู่นะ

 เอ...

มีเครื่องสัญญาณชีพสองเครื่องนี่นะ เครื่องหนึ่ง วางอยู่บนโต๊ะข้างผู้เขียน และมาปลายสาย หนีบปลายนิ้วชี้ซ้ายอยู่ ส่วนอีกเครื่อง ติดอยู่กับเครื่องX-Ray เสียงเจ้าหน้าที่อ่านค่า ว่าเท่ากันทั้งสองเครื่อง

  ไม่ได้ใส่ใจเจ้าเข็มยักษ์นั้น และจริงซิ!  มันแทงเข้าเส้นเลือดผู้เขียนตั้งแต่เมื่อไหร่นี่ ไม่รู้สึกตัวเลย

 คงเพราะอาการหนาวมากๆ ประมาณ ๑๐ องศาได้ละมัง บวกกับ กำลังสนใจ เครื่องวัดสัญญาณชีพ เลยเผลอไม่ทันรู้ตัว

 แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ต่างหาก ที่ทำให้ผู้เขียนไม่มีวันลืมได้เลย

   เมื่อแรงดัน พาสารเข้าสู่กระแสเลือดได้ไม่เท่าไหร่ ผู้เขียนก็มีอาการ เหมือนมีความร้อนแรง จากกระแสน้ำเดือด แผ่ซ่านไปตามร่างกาย ไปถึงไหน ร้อนถึงที่นั่น คำคอ ปาก ลำไส้ แขน ขา หน้าตา มันร้อนไปหมด และร้อนขึ้นทุกที ตามจำนวน ซี.ซี.ของยาที่ลดลงจากหลอด

  ผู้เขียนคาดการณ์ผิด กับคำบอกเล่าว่า จะมีอาการ วูบๆ วาบๆบ้าง ขณะฉีดสารนี้

แต่นี่มันร้อนไม่ใช่น้อย ร้อนแบบตลอดสายที่ยาเดินทางไป ไม่ใช่แค่วูบวาบ

"ทนไหวไหมคะ"

 เจ้าหน้าที่สอบถามพอดี  เมื่อเปลี่ยนอีกหลอดหนึ่ง

 นึกประเมินตัวเอง แล้วก็พยักหน้า

ก็จะยอมแพ้ได้อย่างไร

ในเมื่อถ้ายังมิได้อดทน

 ความนิ่งของผู้เขียน ทำให้เจ้าหน้าที่สบายใจ ยาเข็มที่สองจึงหมดไปอย่างรวดเร็ว คราวนี้ ต้องเรียกว่าร้อนรุ่มจนมีเหงื่อซึม ลืมความหนาวเหน็บไปอย่างสิ้นเชิง ฤทธิ์แห่งความร้อน คงทำให้ผู้ที่ทนไม่ไหว กระวนกระวายน่าดู แต่ผู้เขียนก็รู้สึกว่า เกือบทนไม่ได้เหมือนกัน

  ...ถ้านี่จะเป็นผลกรรมที่ผู้เขียน เคยล่วงเกินผู้ใด

ให้เกิดความร้อนรุ่มประมาณนี้

ผู้เขียนขอให้อโหสิกรรม

 แก่ผู้เขียนด้วยเทอญ...

 เตียงเคลื่อนเข้าอุโมงค์ X-RAY อีกสองครั้ง ผู้เขียนยังมีสติ ทำตามคำสั่งได้

ด้วยความรู้สึกทรมาน แม้จะเพียงระยะเวลาสั้นๆ

แต่มันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน

เมื่อเจ้าหน้าที่บอกว่า เสร็จสิ้นการตรวจแล้ว ผู้เขียนมองไปที่หน้าปัดเครื่องวัดสัญญาณชีพ

ผลความดันโลหิตขึ้นไปถึง ๑๕๐/๙๐ มิลลิเมตรปรอท ส่วนหัวใจนั้น ร้อยกว่าครั้งต่อนาที

 ในขณะที่ใจพยายามหยุดเพื่อให้ทนความทุกข์ให้ได้ แต่ร่างกาย ก็ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ เหนือการควบคุม การควบคุมใจ จึงน่าจะง่ายกว่าร่างกาย เป็นความคิดของผู้เขียนนะ

   เขาเข็นเตียงผู้เขียนออกมาแล้ว ผู้อยู่ภายนอก ทักทายยิ้มแย้ม แสดงความยินดี ที่เรียบร้อยดี

ถ้าไม่เรียบร้อยล่ะ

 ผู้เขียนนึกถึงคนโบราณ ที่มักจะบอกต่อๆกันมาว่า คนตายที่โรงพยาบาล วิญญาณจะเคว้งคว้าง ล่องลอย ดังนั้นจึงให้ญาติ ไปเรียกไปตาม เพื่อจะบอกให้ผู้ตายได้เดินทางสู่สัมปราภพ ด้วยความมีสติต่อไป.....คนโบราณ ละเอียดอ่อน และรอบครอบเสมอ

    เป็นความแสบร้อนที่จดจำได้ทุกเมื่อ แม้เวลาที่มานั่งทบทวนอยู่นี้

   ตั้งชื่อบันทึกว่า กลิ่นโรงพยาบาล เพราะมันช่างเป็นสิ่งสัมผัส ที่มีพลังเร้นลับ น่าสะพรึงกลัวเสมอ

แม้จะรังเกียจเดียดฉันท์ ไม่ยินดีที่จะย่างก้าวเข้าไป เพื่อใช้บริการตลอดชีวิต แต่แท้จริงแล้ว สักวันหนึ่งโรงพยาบาล ก็ยังเป็นที่โหยหา ต้องการ ของอีกหลายชีวิตที่ไม่อาจปฎิเสธได้ 

   ของอนุญาต เล่าเหตุการณ์ต่อในบันทึกหน้า เพราะต้องขอตัว ไปกำกับการเต้นของหัวใจก่อน เพราะไประลึกถึงกลิ่นโรงพยาบาลเข้าน่ะซิคะ

สวัสดีค่ะ