ความบังเอิญ

ความบังเอิญ..นำมาซึ่งแรงบันดาลใจ

จากชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่ง.........ที่ได้ไปคาดคิดเลยว่าชีวิตจะผกผันมาได้ไกลขนาดนี้ ..........เหมือนหลุดเข้ามาในโลกอีกใบหนึ่งที่มีแต่ความเงียบ..สงบ  ซึ่งมันขัดกับวิสัยของตนเองโดยสิ้นเชิงในทุกๆเรื่องเมื่อเข้ามาเรียนวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล แรกๆก็สนุกๆ               เพราะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆภาษามือน่าตื่นเต้นน่าค้นหา      และน่าเรียนรู้      พอเข้าสู่ปี2 ก็ได้รู้ตัวว่าตนเองจะได้ไปเป็นครู    ก็เริ่มรู้สึกรับไม่ได้ไม่อยากเรียน     แต่ก็นั่งเฝ้าถามตัวเองว่ามาถึงจุดนี้แล้วเราจะถอยหรือก็ได้คำตอบว่าไม่ถอย       และเปิดใจยอมรับวิชาชีพครู มีโอกาสได้ไปสังเกตการณ์ห้องเรียนสาธิตของวิทยาลัยราสุดา ก็ได้เห็นว่าเด็กสงบ    ฉลาด   แต่ก็ยังสงสัยว่าการสอนแบบสองภาษาตามแนววอลดอร์ฟนี้จะพัฒนาเด็กหูหนวกได้จริงหรือ..........จนกระทั่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดิฉันได้ไปฝึกสอนที่จังหวัดมุกดาหาร เป็นครูอนุบาล...เริ่มต้นก้าวที่หนึ่งของการเป็นครู บอกได้คำเดียวว่าเหนื่อยมากระยะเวลา 08.00 – 15.30 น. ไม่มีเวลาไหนที่ได้นั่งเฉยๆ แต่ในท่ามกลางความเหนื่อยนั้นกลับมีความสุขเล็กๆขึ้นมา

คุณเคยเห็นแม่เลี้ยงลูกแล้วเหนื่อยบ้างไหมคะ?............... แน่นอนว่าดิฉันไม่เคยเห็น........... การเป็นครูอนุบาลเหมือนเราเป็นแม่ของเขา แม่ที่ต้องดูแลทุกข์สุขของลูก    ให้.....ความรักและความอบอุ่น เมื่อเฝ้ามองลูกสิบกว่าคนในห้องเรียนเห็นพวกเขามีความสุข ร่าเริง      หัวใจของคนเป็นแม่ก็แช่มชื่น            ที่เหน็ดเหนื่อยนั้นแทบจะมลายหายไปเสียสิ้น     เริ่มคิดในใจก้าวที่หนึ่งของเราช่างมีความสุขเสียจริง       

ก้าวที่สอง ณ โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นี่ได้บทบาทใหม่เพราะต้องมาสอน ป.3 ครูคือผู้นำของเด็ก ทุกก้าวย่างการแสดงออก ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของครูจะถ่ายทอดผ่านไปยังเด็กเพราะฉะนั้นบทบาทนี้ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเป็นแม่ การสอน ป. 3 ครูเหนื่อยน้อยลง เพราะมีลูกๆมาช่วยแบ่งเบาภาระหลายๆอย่าง เพราะลูกโตแล้ว แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือคำว่า “ใจ” ที่ต้องมีความอดทนอย่างแรงกล้า ลูกศิษย์ของดิฉันโตขึ้น บางคนกำลังเข้าสู่วัยรุ่นที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในร่างกาย จากที่เคยสอนอนุบาลว่านอนสอนง่าย ก็เริ่มมาเจอว่านอนสอนยาก .......เห็นครูมนตรี รัตนมณี    ครูพี่เลี้ยงสอน     ทำไมไม่เป็นอย่างเราสอนเรายังขาดอะไร !     เมื่อเวลาผ่านไป    ปัจจุบันนี่เหลืออีก 1 เดือนจะครบ 1 เทอม รู้จักและเข้าใจเด็กแต่ละคนมากขึ้น     ตนเองพบว่าการสอนแบบสองภาษาตามแนววอลดร์อฟสามารถพัฒนาศักยภาพเด็กหูหนวกได้ทุกคน ขอเพียงเวลาที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ เวลานี้เด็กของฉันจำคำศัพท์ที่เรียนมาตั้งแต่ป. 1ได้ เขียนและสะกดได้ถูกต้อง เพียงเท่านี้หัวใจของคนเป็นครูก็มีความสุขที่สุดแล้ว…….

นางสาวเกษร  ชาวไร่นาค

นักศึกษาฝึกประสบการณ์

                                                                                                                                                  จากวิทยาลัยราชสุดา  มหาวิทยาลัยมหิดล

                                                                                                                                                                                           8   กันยายน  2551