การระมัดระวังคำพูดไม่ให้สร้างความเจ็บปวดแก่ผู้อื่น
คัดจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ( โดยกลางชล)
ช่วงนี้เหตุการณ์บ้านเมืองก็มีอะไรวุ่น ๆ ให้ต้องคอยลุ้นกันอยู่เรื่อย ๆ นะคะติดตามกันไป ก็อย่าเครียดกันเกินไป คอยสำรวจระดับความสุขของจิตใจกันไว้บ้างนะคะ : )ย้อนกลับมาดูเรื่องใกล้ตัวบ้าง ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปชูโล่โชว์กระบองตั้งป้อมกับใครที่ไหนแต่ว่าไหมคะ เราแต่ละคน ก็มีอาวุธประจำกายชิ้นน้อย ๆอยู่ชิ้นหนึ่งที่แม้ดูบอบบาง แต่ก็ง่ายแสนง่าย ที่จะเผลอซัดออกไปทำร้ายคนรอบตัวได้ทุกเวลา นั่นก็คือ ปากและลิ้น อันอาจผลิตคำพูดที่เป็น
"วจีทุจริต"จนกลายเป็นอาวุธทำร้ายจิตใจคนรอบข้าง และกระทั่งถางทางมืดลงต่ำให้ตัวเองได้ มีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่เราอาจได้ยินกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะจากคนมั่น ๆ : ) ประเภทที่ว่า..."ฉันก็เป็นคน พูดตรง อย่างนี้แหละ..." "ขอโทษ อย่าหาว่าดูถูกเลยนะ แต่ พูดตรง ๆ @#$%+%&*+%&@... !!" (+_+") พูดตรง เหตุผลที่เหมือนตั้งต้นอยู่บนความจริงใจแต่พูดออกมาทีไร กรีดใจและทำเอาคนฟังสะอึกอึ้งไปตาม ๆ กันทุกที จนบางทีก็ยากจะแยกแยะ ว่ามันต่างกันตรงไหนหนอ
พูดตรง พูดพล่อย ๆพูดทุกอย่างที่คิด พูดจาถือดี วจีจากโทสะ พูดแบบแอบสะใจ?หลายครั้งที่เราเชื่อมั่นในความจริงใจ และเหมือนจะแสดงออกถึงความหวังดีแต่กลับลืมวิธีที่จะสื่อออกไปด้วยพื้นฐานของ "เมตตา"การพูดกัน การตักเตือนแนะนำกันด้วยคำจริง คำตรงนั้น ย่อมดีต่อการปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่บกพร่องอย่างถูกจุดแน่นอนอยู่แล้วนะคะแต่การ "เลือก"วิธีสื่อสาร และวิธีใช้คำพูดบนพื้นฐานของความปรารถนาดีต่างหากที่จะทำให้ผู้รับฟัง เข้าใจและเปิดใจยอมรับคำแนะนำนั้นมาสู่จิตสู่ใจจริง ๆ แล้วทำไมต้องเหนื่อยคิดหาวิธีพูดและคำพูดกันให้ยุ่งยากด้วยเล่า? ก็เพราะโดยพื้นฐาน ทุกคนรักตัวเอง ไม่มีใครชอบให้คนพูดจากระแทกใส่ตัวตนของเราสังเกตดูตัวเราเองง่าย ๆ เถอะค่ะ ลองใครมาบ่นมาตำหนิเราสักแค่ประโยคสองประโยคใจเราก็อึดอัดแข็งแน่นด้วย "แรงต้าน" ขึ้นมาโดยอัตโนมัติฉับพลันอยู่แล้วแต่ละคนก็เติบโตหล่อหลอมมาด้วยสภาพแวดล้อม วิธีคิด วิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกันด้วยคำพูดเดียวกัน วิธีรับสาร วิธีแปลสาร ของแต่ละคนจึงอาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงหากพูดด้วยความสะใจหรือปนๆว่าได้ยกตนข่มท่านคำพูดนั้นก็มักตั้งต้นที่มุมมองและจิตใจของผู้พูดแต่หากพูดหวังผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์ จากการติเพื่อก่ออย่างแท้จริงคำพูดนั้นก็ควรตั้งต้นที่มุมมองและจิตใจของผู้ฟังบ่อยครั้งที่เรามักจะนึกถึงความหมายของคำว่า "สื่อสาร" ว่าหมายถึง การพูด การบอกสิ่งที่อยู่ในใจออกไปยังคนที่ฟังเราอยู่ตรงหน้าทั้งที่จริงแล้ว การสื่อสาร ยังหมายรวมถึง การเปิดใจ "ฟัง" คู่สนทนาของเราอีกด้วยแต่ไม่มีใครสักกี่คนนัก ที่จะสื่อสารสาระสำคัญของสิ่งที่ต้องการบอก ด้วยการฟัง การพูดตรง จึงมักเป็นข้ออ้าง
ให้หลายคนตั้งต้นด้วยการพูดออกไปอย่างใจคิดโดยลืมเสียสนิทว่ามีอะไรอยู่ในใจของคนฟังบ้างว่าแล้วก็มีนิทานจากหนังสือ "ทำบุญต้องได้บุญ" เรื่องหนึ่ง ที่อยากนำมาฝากกันค่ะ ( "พี่เด็จ เอาของส่งให้เขา ๒ มือ ค่อย ๆ ประเคนส่งให้ต่อหน้า อันนี้ตรงไหม?" "ตรง" "ดีไหม?" "ดีซิ""เอามือเดียวส่งให้ ตรงไหม?" "ตรง""ของชิ้นนั้นน่ะ ขว้างหัวให้ ตรงไหม?" "ตรงเหมือนกัน""พี่เด็จนะ.. คำพูดก็เหมือนกัน พูดตรง ๆ น่ะดี แต่ว่าประเภทของคำถ้าไม่ระวัง ก็อย่างที่ยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าพูดด้วยคำชนิดหนึ่ง ก็เหมือนกับส่งของให้สองมือ คำพูดอีกชนิดหนึ่ง ก็เหมือนกับส่งของให้มือเดียว คำพูดอีกชนิดหนึ่ง ก็เหมือนขว้างหัวให้กันเลย เพราะฉะนั้นคำพูดตรง ๆของพี่เด็จช่วยปรับ ๆหน่อยนะ." : )
แปลว่าในการพูดตรง เรายังมี "ทางเลือก" ในการสรรหาคำพูด และวิธีพูดอีกมากมายและก็ไม่ได้แปลว่าต้อง ครับผม คะขา โอ้โลม พูดจาภาษาดอกไม้กันเสมอไปนะคะแต่ยังมีกลวิธีและคำพูดอีกมากมาย ที่สะกิดใจกันได้ โดยไม่ฝากรอยร้าวให้แก่กันสังคมไทยเป็นสังคมถ้อยทีถ้อยอาศัย ถนอมน้ำใจกันไว้คิดถึงใจเขาใจเรา เ ราไม่อยากได้ยินคำพูดแบบใด ก็งดการใช้คำพูดแบบนั้นกับคนอื่นขยายขอบข่ายของความรู้สึกเรานึกถึงความรู้สึกของคนรอบข้างอีกสักนิด
เคยได้ยินกับตัวเองนะคะ คำพูดที่เจือการกดข่มผู้ฟังอยู่เป็นนัย ๆ อย่างเช่น "ขอโทษนะ พูดตรง ๆ จบปริญญาโทมา
ไม่น่าถามคำถามแบบนี้ ระดับการศึกษาน่าจะช่วยให้คนคิดได้ ไม่ได้ดูถูก แต่ฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงชาติจริง ๆ" "ถ้ามองความหวังดีของชั้นไม่ออกก็ตามสบาย จะพัฒนาตัวเองก็น่าจะต้องรับคำวิจารณ์ได้ เสียเวลาเอาเวลาอันมีค่ามาแนะนำให้คนไม่เห็นคุณค่า เซ็ง..." ถ้าสวมวิญญาณคนฟัง ก็คงพอเดากันได้ว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไรคำหลายคำ พูดออกไปแล้วอาจไม่ได้มีประโยชน์ต่อการติเพื่อก่อแต่อย่างใด และเพราะคำพูดนั้นเป็นสิ่งที่ปรุงออกมาจากจิตหากเราหมั่นตั้งต้นที่พื้นฐานของ "ความเมตตา" ต่อผู้อื่นอยู่เสมอ ๆ แล้ว เราก็จะค่อย ๆ ฉลาดในการค้นพบวิธีพูดและคำพูดที่สร้างสรรค์ได้เองค่ะ )แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสสอนถึงวิธีการใช้วาจาไว้ใน อภัยราชกุมารสูตรซึ่งนับเป็นหลักการพูดชั้นยอดเลยทีเดียวมีใจความโดยสรุป ดังนี้ค่ะ
๑. วาจาใดไม่จริง ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นพระพุทธองค์ไม่ตรัสวาจานั้น
๒. วาจาใดจริง แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นพระพุทธองค์ไม่ตรัสวาจานั้น
๓. วาจาใดจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น พระพุทธองค์ย่อมรู้จักกาลอันควร
หรือไม่ควรที่จะตรัสวาจานั้น
๔. วาจาใดไม่จริง ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น พระพุทธองค์ไม่ตรัสวาจานั้น
๕. วาจาใดจริงแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นพระพุทธองค์ไม่ตรัสวาจานั้น
๖. วาจาใดจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นพระพุทธองค์ย่อมรู้จักกาลอันควรหรือ
ไม่ควรที่จะตรัสวาจานั้น
สังเกตไหมคะว่า ท่านจะเลือกกล่าวก็เฉพาะวาจาที่ จริง และมีประโยชน์ เท่านั้นเป็นพื้น แต่แม้จะจริงแล้ว
มีประโยชน์แล้ว บางอย่างก็อาจถูกใจผู้ฟัง บางอย่างผู้ฟังก็อาจไม่ชอบใจแต่หากมีเหตุอันควรให้พูด พระพุทธองค์ท่านก็ยังให้ รู้จักเลือกพูดในกาลอันเหมาะสม บางคนอาจนึกโอดโอย โห... ก็พูดก็เม้าท์กันทั้งวันอย่างนี้ ใครจะไปทันตรองทุกคำที่พูดได้เล่าแม้จะไม่ถึงกับต้องคาดหวังว่าเราจะคิด ๆ ๆ ก่อนพูด ๆ ๆ ได้ทุกคำ แต่อุปกรณ์ที่จะช่วยเราได้ดีที่สุด และบ่อยที่สุดชิ้นหนึ่ง ก็คือ "สติ" นี่ล่ะค่ะ สติ หรือความระลึกได้ ที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จะช่วยให้เรารู้ทันความเคลื่อนไหวในจิตใจของเราเอง ถ้าดักอีโก้ ดักโทสะ ดักความหลง ดักคำพูดร้าย ๆ ได้ตั้งแต่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวอยู่ในใจ
คำพูดที่เราจะ "เลือก" พูดออกไปก็ย่อมมีโอกาสเป็นไปในทางสร้างสรรค์กว่ากันแน่นอน แม้เราจะไม่ได้ออกปากด่าทอถึงขั้นชี้หน้าว่ากัน แต่หลายคนก็เผลอใช้วาจาที่หลุดออกมาจากฐานของความรู้สึกนานาชนิด สร้างแผลใจ สร้างความบาดหมาง และความระคายโสต แก่คนรอบข้าง กระทั่งสร้างความเป็นอกุศลแก่ตนเองกันอยู่บ่อยครั้งและโดยไม่รู้ตัวลองสำรวจตัวเองง่าย ๆ กันดูก็ได้ค่ะว่า ที่ขยับปากพูดกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ เรากล่าววาจาที่เข้าข่ายเหล่านี้อยู่บ้างหรือไม่ ถี่บ่อย มากน้อยในชีวิตประจำวันเพียงใด? ๑. พูดเท็จ ๒. พูดส่อเสียด ๓. พูดหยาบคาย ๔. พูดเพ้อเจ้อ
นั่นเองเป็นองค์ประกอบทั้งสี่ของวจีทุจริตที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไม่พึงควรกระทำ ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงแต่ศีลข้อ ๔ ที่ว่าด้วยการงดวาจามุสา หรือการพูดโกหกที่หลายคนบ่นว่า แค่นั้นก็ยากแล้ว แต่เอาเข้าจริง คิดดูแล้ว เราอาจมีโอกาสก่อวจีทุจริตประการอื่น ๆ ได้บ่อยยิ่งกว่าการพูดโกหกเสียอีก ดูง่าย ๆ สังเกตไหมคะว่า วจีทุจริตนั้นจะก่อร่างสร้างตัวได้รวดเร็วและเมามันเป็นพิเศษด้วยเมื่อคนประเภทที่ธาตุนิสัยคล้าย ๆ กันมารวมตัวกันอยู่ เป็นหมู่คณะบ้างก็หยอกล้อส่อเสียดกันแรง ๆ บ้างก็นินทาคนโน้นคนนี้ บางทีก็ล้อเลียนใครเขาไปทั่วบ้างก็เม้าท์ บ้างก็เพ้อเจ้อกันเป็นเรื่องเป็นราว ต่อปากต่อคำกันไปเรื่อย ฯลฯการคลุกคลีด้วยหมู่คณะโดยปราศจากความสำรวมระวังถึงความพอเหมาะพอดีของวาจา
จึงง่ายต่อการชวนกันฟุ้งซ่าน และจูงจิตใจให้เป็นไปในทางอกุศลได้โดยง่ายและเพราะหลายคนไม่รู้... ว่าการกล่าววจีทุจริต อาจชักนำผลเช่นไรมาสู่ตนบ้าง บางคนที่เก่งกาจในการใช้มีดโกนอาบน้ำผึ้ง จึงอาจกลับกลายเป็นฮีโร่น่าชื่นชม
ยิ่งพูดได้บาดใจ ยิ่งใช้คำถึงใจ ยิ่งตลกร้าย หรือล้อเลียนอีกฝ่ายจนพากันเห็นตลกไปทั้งวง ก็ยิ่งเป็นที่ยกย่องกันว่า "เจ๋ง" โดยที่อาจลืมความรู้สึกของคนที่ถูกล้อเลียนด้วยซ้ำไป เมื่อไม่เห็นเป็นความผิด เจ้าตัวก็มักภูมิใจในความสามารถพิเศษด้านมืดของตน และเมื่อคนรอบข้างชื่นชม ก็อาจยิ่งฉลาดในการปั้นคำเหล่านั้นให้กรีดได้คมยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ หรือกับบางสถานการณ์ เมื่อคนอื่นทำในสิ่งที่ขัดใจ เราก็อาจเผลอสติ ยอมให้ตัวเองยิงถ้อยคำว่ากล่าวออกมา เพียงด้วยความสะใจ
และมองข้ามไป ว่ามันอาจสร้างบาดแผลอย่างไรให้กับใจของคนฟัง คำส่อเสียด กระแนะกระแหน ประชดประชัน จึงหลุดมากับสถานการณ์เหล่านี้ไม่ยากนัก เคยย้อนมองไหมคะว่า จิตใจเราเป็นอย่างไรบ้างในขณะพรั่งพรูคำเหล่านั้น?
ผลของการกล่าววจีทุจริต ไม่ได้มีเพียงก่อความบาดหมางกับคนรอบข้าง แต่เจ้าตัวเองนั่นแหละ ที่จะต้องรับวิบากจากผลแห่งสิ่งที่กระทำผ่านลมปากและที่สำคัญ คุณภาพจิตของเจ้าตัวก็จะพลอยด้อยลงไปอย่างน่าเสียดายด้วย
เคยอ่านจากหนังสือของ คุณดังตฤณ ที่แจกแจงคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับวิบากแห่งวาจา จึงขอเล่าสู่กันฟังบ้าง
• การพูดเท็จ นั้น แม้หลอกชาวบ้านได้แนบเนียนอย่างไร ใจก็ต้องคอยระแวดระวัง ต้องคอยจดจำเรื่องราว และคิดหามุขเฉไฉเอาตัวรอดไปเรื่อย หาความสุขไม่ได้เลยยิ่งกระทำมาก ก็ยิ่งเป็นเหตุให้จิตบิดเบี้ยว เห็นผิดเพี้ยน ไม่ตรงตามจริง วิบากอย่างเบา คือ เจ้าตัวก็จะโดนใส่ไคล้ พูดจาขาดน้ำหนัก ไม่มีใครเลื่อมใสถ้าทำหนักเข้า บางทีพูดดี ๆ คนก็ไปตีความเห็นว่าเป็นร้ายได้ ยิ่งถ้าทำหนักแน่นเป็นอาจิณชาติต่อไป ก็เตรียมเกิดใหม่ด้วยหน้าตาแบบเห็นปุ๊บก็ต้องว่า เป็นดาราตัวโกงแน่นอน
• การพูดส่อเสียด คนที่พูดจาว่าร้ายคนอื่นได้อยู่เป็นนิตย์นั้น จิตจะเหมือนพ่นไฟแลบออกมาพร้อมคำพูด หรือบางทีก็แลบออกมาจากศีรษะขณะตั้งใจจะพูดตลอดเวลาจิตที่ให้ความร้อนย่อมไม่อาจนิ่งเย็นได้นาน แม้จะเป็นผู้ปฏิบัติภาวนาดีเพียงใดใจก็จะเร่าร้อนเหมือนถูกเสียดสีด้วยอกุศลธรรมอยู่ไม่ขาด วิบากอย่างเบาของผู้มักพูดจาส่อเสียดก็คือ มักแตกคอกันกับเพื่อนได้โดยง่าย ยิ่งเห็นการนินทาลับหลังเป็นของสนุกน้ำเสียงก็จะยิ่งฟังดูขาดเมตตา
ลงเรื่อย ๆไม่น่าชื่นใจ แม้เคยมีเสียงที่สดใส ก็สามารถกลายเป็นเสียงที่ขาดความขลังไปได้หรือใครชอบสนุกกับการทิ่มแทงคนอื่นขณะกำลังโกรธ นอกจากเสียงจะฟังดุร้ายเหมือนหาเรื่องแล้ว ต่อไปถึงแม้พูดดี ๆ คนก็จะรู้สึกเหมือนตั้งท่าเป็นศัตรูได้เช่นกัน วจีทุริตที่ว่าด้วยคำส่อเสียดนั้น ไม่ใช่เพียงคำว่าร้ายให้กันเท่านั้นแม้คำนั้นจะเป็นคำจริงก็ตาม แต่หากเป็น คำพูดที่ก่อให้เกิดความแตกร้าวเช่น เอาเรื่องของข้างนั้นไปบอกข้างนี้ เอาเรื่องที่ได้ยินมาของข้างนี้ไปเม้าท์กับข้างนั้นยุยงให้สองฝ่ายบาดหมางแตกแยกกัน ก็จัดเข้าในพวกส่อเสียดด้วยเหมือนกัน
• การพูดคำหยาบ หากพูดออกมาจากจิตที่มีโทสะเป็นฐาน ย่อมเป็นวจีที่เป็นโทษแต่ในบางกรณีนั้น อาจเป็นไปได้ที่บางคนอาจโพล่งเพียง "ภาษาหยาบ" ออกมาโดยที่จิตใจไม่ได้มุ่งร้ายหรือมีความร้อนแรงแฝงอยู่ด้วยโทสะเลยก็เป็นได้เช่น ด้วยวรรณะที่เติบโตมาเขาพูดกันอย่างนั้น ก็อาจหยิบมาใช้แต่เพียง "ภาษา" ที่คุ้นชินแต่กระนั้นก็ตาม โดยทั่วไปก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าวาระจิตของผู้พูดเป็นอย่างไรแน่ รู้แต่ว่าเมื่อได้ยินคำหยาบ เราย่อมคิดว่าคนผู้นั้นมีจิตหยาบ และปรุงแต่งให้จิตคนฟังหยาบตามเมื่อเรามีโอกาสเกิดในตระกูลที่ไม่จำเป็นต้องสั่งสมนิสัยพรั่งพรูคำหยาบก็สมควรฝึกตนให้พูดเฉพาะคำเยี่ยงสุภาพชน เพราะจิตที่พูดคำหยาบ มักเหมือนเอาหอกทิ่มแทงใจคนฟัง สร้างแนวโน้มก่อเวร
ก่อความเบียดเบียนขึ้นในตน เป็นกรรมดำที่ทำให้จิตนิ่งเย็นได้ยาก
• การพูดเพ้อเจ้อ พูดไร้สาระ วิบากอย่างเบา คือ ทำให้เป็นคนพูดจาไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งก็เห็นกันได้ชัด ๆ ใครพูดจาไร้สติ เลื่อนเปื้อนเพ้อเจ้อมาก ๆ คนก็เบือนหน้าหนีทั้งนั้นยิ่งถ้าพูดไหลไปเรื่อยเปื่อยชนิดฟุ้งซ่านจัด สุ้มเสียงก็จะเริ่มเหมือนคนสับสนพูดจาวกวน คนฟังได้ยินแล้วพลอยฟุ้งซ่านตาม ไม่มีใครอยากทนฟังให้จบยิ่งกระทำมาก ก็ยิ่งเป็นเหตุให้จิตพร่ามัว แต่การพูดเล่นที่ประกอบไปด้วยสติ รู้จักกาลเทศะ ไม่หยาบโลนดึงใจลงต่ำ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้โดย ไม่เป็นพิษเป็นภัย