คุณค่าอยู่ที่การมองเห็น
วันก่อนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุตำบลจองถนน อ.เขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ที่นำทีมโดยน้ารุณ(ข้าพเจ้าเรียกอย่างนั้น)หรือนายอรุณ สุวรรณโชติของคนจองถนน ได้เห็นบรรยากาศแล้วรู้สึกว่าเขามีความสุขกันจังเลยมันซึมซับรับได้อย่างนั้น เขามีความสุขกับการได้ทำกิจกรรมอะไรที่นอกเหนือจากการนั่งดูหลานอยู่กับบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นและมันคือความเป็นจริงของสังคมไทยที่หากเป็นผู้สูงอายุที่มีฐานะลูกหลานมีเงินก็จะต้องอยู่บ้านคนชรา หากเป็นผู้เฒ่า แม่เฒ่าที่มีฐานะไม่ค่อยดีนักลูกหลานต้องทำมาหากินอย่างหาเช้ากินค่ำ ก็ต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหลาน เหลนต่อ เป็นอะไรที่คุ้นชินมากกับสังคมนี้เรียกได้ว่าทำจนเป็น “วิถี”
แต่วันนี้ได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของกลุ่มคนสูงอายุที่บ้านจองถนน ได้รวมตัวกันทำประโยชน์ให้กับหมู่บ้าน/ชุมชนของตนเอง ไม่เพียงเท่านั้นยังได้ทำประโยชน์ต่อสาธารณะและเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองอีกด้วย มันทำให้คำกล่าวที่ว่าผู้สูงอายุคือภาระของสังคม (ที่มีใครหลายคนคิดอย่างนั้น) แต่วันนี้กลุ่มผู้สูงอายุตำบลจองถนนทำให้คำนั้นหมดไปจากใจแน่หากท่านได้เห็นกิจกรรม เพราะวันนี้ผู้สูงอายุตำบลจองถนนได้รวมตัวกันเพื่อเดินเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงของปวงชนชาวไทย ที่ทรงประชวรอยู่ให้หายจากประชวร ด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อในหลวงและความรักที่มีต่อกันระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุทำให้วันนี้มีคนเข้าร่วมเกือบร้อยคน ไม่เท่านั้นยังมีเด็กเยาวชนจากโรงเรียนบ้านแตระ และโรงเรียนเขาชัยสนที่อยู่ใกล้เคียงมาร่วมกิจกรรมอีกด้วย
พร้อมด้วยวันนั้นมีพิธีการตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากวัดเขียนบางแก้ว ที่เป็นที่นับถือของคนจองถนน เพื่อทำพุทธบูชามอบแด่สำนักพระราชวังด้วย
กำหนดการเดินจะเริ่มประมาณบ่ายโมงกว่า ด้วยระยะทางกว่า ๒ กิโลเมตรจากสามแยกโรงเรียนแตระไปถึงวัดเขียนบางแก้ว ไม่ได้ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ร่วมกิจกรรมย่อถ้อแต่อย่างไร แต่กว่าการรวมตัวจะเกิดขึ้นได้เล่นเอาผู้สูงอายุบางคนบ่นออด ๆ แอด ๆ ว่าทำไมเด็ก ๆ ในโรงเรียนมาช้าจังปล่อยให้คนแก่รอ เพราะว่าอุตสาห์มาตั้งแต่สิบเอ็ดโมง นั่นเป็นเพียงการบ่น ไม่ได้ทำสีหน้าว่าจะถอดใจแต่อย่างใด(ได้ยินเสียงบ่นก็นึกกลัวยายกลับบ้านเหมือนกัน แต่ผิดคาด)
และแล้วการเดินทางแห่งความภาคภูมิใจและเต็มใจยิ่ง แม้ว่าการเดินครั้งนี้จะเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อแต่เป็นหยาดเหงื่อแห่งความภาคภูมิใจที่ได้ถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวของพวกเขา การเดินเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงไซเรนของรถตำรวจที่ได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลจองถนนมานำขบวนการเดินในวันนี้ และเป็นสิ่งที่ดีมากในสายตาของข้าพเจ้า เพราะได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่นั้นคือ ชาวบ้านทำกิจกรรม หน่วยงานของรัฐช่วยเหลือ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยแต่ดั้งเดิมที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันหรือเรียกว่าบุญนิยม สิ่งนี้ห่างหายจากสังคมไทยมาตั้งแต่วัฒนธรรมยุคทุนนิยม(วัตถุ เงิน ทอง)เข้ามา ทำให้หลายคนหลงลืมไปแล้วก็มี
เสียงเดินผสมผสานกับเสียงคนพูดคุยระหว่างกันและกัน การถามไถ่ถึงเรื่องลูกหลาน การทำกิน การปลูกผัก การกินหมาก เสียงเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นเสียงของความเอื้ออารีต่อกัน ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน หากย้อนกลับไป หากไม่มีการเดินด้วยกัน การพูดคุยก็คงไม่เกิด หรือหากเกิดก็เพียงเสียงทักทายขณะนั่งซ้อนท้ายรถพบกันระหว่างทางที่สวนกัน แต่นี่ระยะทางกว่าสองกิโลเมตรกับการเดินด้วยเท้า ที่เดินที่ละย่างก้าว การพูดคุยย่อมเกิดมากกว่า ทำให้หลายเรื่องได้เล่าสู่กันฟังอย่างสนุกสนาน อยากให้มีการเดินนานกว่านี้(ยายคงไม่ยอมเพราะเหนื่อย)
การเดินกว่าสองกิโลเมตรได้สิ้นสุดลง ณ วัดเขียนบางแก้ว ซึ่งมีคณะอื่น ๆ ที่รอทำพิธีตักน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์เพื่อถวายแก่พระราชวัง พิธีการทางศาสนาได้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความปลาบปลื้มยินดีของกลุ่มผู้สูงอายุแห่งบ้านจองถนนที่เป็นส่วนหนึ่งของงานสำคัญครั้งนี้ และเชื่อว่าหากใครได้พบกับบรรยากาศอย่างวันนั้นต้องอมยิ้มอย่างแน่นอน ที่เห็นคนแก่ ๆ มานั่งรอทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไม่ใช่การนั่งดูหลาน ๆ ที่ลูก ๆ มาทิ้งไว้ให้เลี้ยง มันมีคุณค่ามากกว่าที่เป็นเยอะมาก
ท่านเห็นอย่างข้าพเจ้าหรือไหม......................
สวัสดีคุณ น้อง
ไปเขาชัยสน ผ่านปากยูนได้ปรือ ไม่ชวนเจ้าเท่
ทีม สว ของพี่หลวง รุณ เขาแข็งมานานแล้ว
มีกิจกรรมตั้งหลายอย่างทุกปี
ก็เห็นเหมือนเท่น้องบอกแหละ
หวัดีค่ะบังหีม
กะว่าไปเขา เลยไม่อยากผ่านเลเดี๋ยวกลัวจะเอาของฝากไปฝากเกลอเขาหลาว
ไม่พบนานแล้วคิดถึงค่ะ ตอนนี้น้องยุ่งเรื่องโครงการ อปท.๔ จังหวัดอยู่เดือนนี้จะลง
พื้นที่จังหวัดพัทลุงสนใจร่วมด้วยได้นะค่ะ
ขอบคุณค่ะที่ตามอ่านเพราะช่วงนี้ไม่มีเวลาเขียนบันทึกเลย