ดังนั้น การเห็นคนไข้เองทุรนทุราย จึงเป็นเรื่องสุดระงับสำหรับเขา

  ผู้เขียนได้เตียงเบอร์ ๖

ดูจะไม่มีใครสนใจใครสักเท่าไหร่

เพราะคงต่างก็ไข้หนักสุมรุมเร้ากันอยู่

เตียงนี้อยู่เกือบสุดห้อง ผ้าปูยังไม่ได้เปลี่ยน

 เพราะเจ้าหน้าที่บอกแล้ว

ว่าเข้านี้วุ่นมาก มีคนไข้เข้าออกจำนวนมาก

ผ้าปู แทบจะไม่มีปูแล้ว บางทีตอนบ่าย จึงจะได้ผ้า เสื้อมาเปลี่ยน

ผู้เขียนเลยช่วยเขาเก็บเตียง เพราะมีรอยเลือดติดผ้าอยู่

ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งใส่เสื้อแดงอยู่ที่เตียงนั้น

สักพักก็มีคนส่งเสียงมาทักทาย

คุณมาเยี่ยมเด็กเหรอ เขากลับไปแล้ว เป็นไข้เลือดออกนี่นะ

ดีจัง มีเพื่อนแล้ว เป็นผู้หญิงวัย ห้าสิบเศษๆ ผอมบาง ท่าทางว่องไว ตอบไปว่า ว่า "ป่วยเองจ้ะ" และถามกลับไป ก็ทำให้ไม่อยากเชื่อ ก็คุณพี่เป็นตั้งหลายโรค เบาหวานเอย ปอดอักเสบ เพราะสูบบุหรี่มาก ความดันก็สูง บรรยายไปหัวเราะไป สภาพร่างกาย แสดงถึงการใช้งานมาอย่างหนัก ดูทรุดโทรม

  อีกคนนอนหน้าซีดด้วยเตียงเสริม เป็นไข้เลือดออก ยังต้องให้น้ำเกลืออยู่ มีญาติมาเยี่ยม ดูคนไข้จะดีใจ และยังพอมีแรง นอนตะแคง หันหน้าคุยกับพี่คนแรกได้

  สักครู่ก็มีคนไข้อีกคน ที่ผู้เขียนได้ยินเสียงไอถี่มาก เหมือนจะขาดใจ

เตียงตรงหน้า เป็นคนแก่ นอนเจ็บอยู่ เฮ้อ แล้วเราจะนอนหรือนั่งดีนี่

สายหน่อย ก็มีแพทย์เจ้าของไข้มาเยี่ยมไข้ แหมฟังหมอเขาเยี่ยมไข้แล้วก็ชื่นใจนะ พูดจาดีจัง คนไข้ก็กล้าพูดคุยด้วย มีการรับปาก ข้อห้ามของหมออย่างแข็งขัน

 สักครู่ก็มีเจ้าหน้าที่ จากโรงพยาบาลสมิติเวชมารับผู้เขียน 

 ไปทำการตรวจ X-ray ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามที่แพทย์ มีคำสั่งไว้ 

เขาเข็นเตียงอย่างดีมาเทียบข้าง

ผู้เขียนตกใจเหมือนกัน นี่จะให้เรานอนเตียงเข็นเลยหรือ

บอกเขาว่า เดินได้ค่ะ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอม

เขาทำกับผู้เขียนเหมือนคนไข้หนักเลย

แล้วก็เข็นเตียงไปขึ้นรถ ด้วยความนุ่มนวล

  ระหว่างเดินทาง ก็ต้องนอนอยู่ในรถอย่างนั้น เพราะมันไม่มีที่นั่ง

...ได้รับความรู้สึกแปลกๆ....

 บนเตียงนี้ รับมาแล้วกี่ร้อยชีวิตหนอ

 จะมีสักกี่คน จะนอนไปประเมินการขับรถ

ไปเหมือนผู้เขียนบ้าง

หรือบางคน

 อย่าว่า แต่จะได้นอนนิ่งๆเลย อาจทุรนทุราย

จนแทบจะขาดใจก็ได้ โรคภัยไข้เจ็บ

ไม่ว่าสภาวะไหน

ก็ไม่น่าให้เกิดขึ้น

แต่กฏแห่งธรรมชาติ เราก็หนีไม่พ้น

  นึกย้อนเวลาไป เมื่อหลายสิบปีก่อน เคยนั่งอยู่ในรถฉุกเฉินกับคนไข้

พร้อม บีบเครื่องช่วยหายใจไปตลอดทาง

แม้จะได้ยินเสียงหวอ และรถก็ขับแบบรวดเร็ว

แต่เรากับคิดว่า ทำไมช้านัก เมื่อไหร่จะถึงหนอ

วินาทีเป็น วินาทีตาย ทำให้เราหยุดใจไม่ได้

ดังนั้น การเห็นคนไข้เองทุรนทุราย จึงเป็นเรื่องสุดระงับสำหรับเขา

เหมือนเขากำลังมองเห็นพญายม มายืนอยู่ตรงหน้าทีเดียว

  ผู้เขียนมาถึงโรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา อย่างผู้รู้สติดี

 แต่เขาก็ไม่ให้เดินเลย เข็นรถไปตลอดจนถึงห้องตรวจ

มีคนมาอธิบายถึงการทำการตรวจครั้งนี้ ว่าจะตรวจบริเวณทรวงอกทั้งหมด จะใช้เวลา ๔๕ นาที นอนพักอีก ๑ ชั่วโมง จะมีการฉีดสารชนิดหนึ่งเข้าเส้นเลือด เพื่อให้ร่างกายทึบแสง เห็นภาพชัดเจน ต่อจากนั้นก็ซักประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร และอื่นๆ หลังตอบคำถามเสร็จ เขาก็ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า และเข้าห้อง X-RAY

  ห้องนี้ ช่างหนาวเหน็บเสียจริงๆ แม้มีผ้าห่ม แต่ก็ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรเลย

เอาเถอะว่าอย่างไร ว่าตามกัน

 อดทน อดทน

มีการเตรียมพร้อม ทั้งเครื่องวัดความดัน สัญญาณชีพต่างๆ

เห็นกราฟ เห็นตัวเลข วิ่งวนอยู่ตลอดเวลา

เตียงค่อยเคลื่อนเข้าอุโมงค์ ที่มีลักษณ์ เหมือนโดนัทชิ้นหนาๆ พอถึงจุดที่จะตรวจ เตียงก็หยุด และมีเสียงสั่ง ให้หายใจเข้าเต็มปอด แล้วกลั้นไว้ พอสิ้นเสียงชัทเตอร์ ก็ให้หายใจได้ ในอุโมงค์นั้น มีเครื่องหมุนวนอยู่ภายใน เร็วๆ เขาให้เข้าตรวจแบบนี้สองครั้ง คิดว่าเรียบร้อยแล้ว

ที่ไหนได้ ผู้เขียนเห็นเจ้าหน้าที่เข็นโต๊ะเล็กๆเข้ามา แล้วว่า เดี๋ยวเราจะฉีดสารเข้าเส้นเลือดนะคะ ไม่ต้องกลัว มันจะมีอาการร้อนวูบวาบตามลำตัว ไม่ต้องตกใจ ถ้ารู้สึกว่าจะทนอาการไหนไม่ได้ ให้บอกทันที

  เอ้า! กลืนน้ำลายลงคอครั้งสุดท้ายนะคะ จะไม่กลืนน้ำลายอีก จนกว่าจะฉีดสารนี้เสร็จ มิฉะนั้น จะเกิดอาการคลื่นไส้

  เมื่อเหลือบตาไปมอง หลอดสารที่จะฉีดเข้าไป

ผู้เขียนถึงกับต้องกลืนน้ำลายอีกครั้ง

ถามเขาว่า ฉีดหมดเลยหรือคะ กี่ซี.ซี.คะ

 "อ๋อ ๑๐๐ ซี.ซี.ค่ะ ต้องขอใช้เข็มใหญ่หน่อย

เพราะยาทั้งเหนียว และจำนวนมาก"

เจ้าหน้าที่อารมณ์ดี ก็เย้าว่า  เอาเส้นมาหรือเปล่าเอ่ย พอเธอตรวจสักพัก ก็บอกว่า สงสัยลืมเอาเส้นมา มองไม่เห็นเลย

  โธ่ อากาศก็หนาวเย็น กลัวก็กลัว ไม่เคยฉีดยาอะไรมากมายอย่างนี้ ทำไงดีล่ะ

ต้องแทงสักกี่ครั้งนี่ ถึงจะสำเร็จ เส้นก็หายาก

 แล้วอาการของสารนี้ที่ว่า จะเป็นแบบไหนนี่

 ขอหยุดกลืนน้ำลายอีกครั้งก่อนนะคะ เดี๋ยวกลับมาเล่าต่อค่ะ