แม้จะมีเหตุการณ์ต่างๆทั้งใน กทม.และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ชีวิตของคนที่นี่ก็ยังต้องดำเนินต่อไป
การเดินทางของ หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ได้ไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนมูลนิธิอาซิสสถาน จังหวัดปัตตานี เป็น รร.เอกชน ที่แต่เดิมเป็น รร.ปอเนาะ ได้พัฒนาปรับปรุง รร.และระบบการศึกษาที่ผสมผสานทั้ง วิชาสามัญและศาสนาเข้าด้วยกัน เรียกว่าให้มีความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป โรงเรียนนี้มีเด็กนักเรียน 3000 กว่าคนเป็นหญิง 2000 กว่าคน ชาย 1000 กว่าคน เด็กๆจบแล้วสอบเข้าระดับอุดมศึกษาได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เห็นแล้วน่าชื่นใจจริงๆ
เด็กนักเรียนหญิงร่วม 2000 คน ออกมาต้อนรับคณะลุงเอกอย่างน่าประทับใจ ในไมตรีที่มีต่อกัน
อาคารเรียนเป็นสีชมพูพร้อมด้วยเสื้อผ้าที่เด็กใส่ก็สีชมพู มีที่มาจากสีของลูกหมาก ผสมด้วยสีเขียวคือสีของต้นยาง
คณะของเราได้รับการต้อนรับอย่างดี ท่านรอง ผอ.โรงเรียนก็มาเรียนอยู่กับลุงเอก คือ อ.มูหัมมัดนาสีรูดดิน เล๊ะนุ๊ คนใส่ผ้าคลุมศรีษะสีขาว แถมคณะเรา 1 คนที่เห็นหน้าก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ดูแล 3 จังหวัดภาคใต้
นักเรียนทุกคนขยันขันแข็งมีหน้าตาสดใส เด็กๆที่ใส่สีชมพูเป็นเด็กมัธยมปลาย สะอาดสอ้านน่ารัก
ครูก็สอนอย่างตั้งใจ ระหว่างเยี่ยมมีสอนภาษาอังกฤษและชีวะ เด็กๆเหล่านี้จะรู้อย่างน้อย 2-3 ภาษาคือ ไทย มลายู และอังกฤษ แถมบางคนได้ภาษาอาหรับอีก
เด็กๆสวมสีขาวนี้เป็นเด็ก ม.ต้น เด็กมาจากทั่วประเทศไทย อยู่ประจำที่ รร.ประมาณ 1000 กว่าคนส่วนใหญ่อยู่กับครู ช่วยเลี้ยงดูและดูแลเรื่องอาหารด้วย
นักเรียนชายมีเพียง 1 ใน 3 แยกอาคารเรียนใช้พื้นอาคารเป็นห้องเรียนเด็กๆเรียนแบบสนุกสนาน
หลวงพี่ติ๊กดูออกจะยิ้มหน้าบาน ลุงเอกถามว่าไม่อาบัดหรือ หลวงพี่ติ๊กบอกเห็นเด็กๆสดใสแล้วปลื้ม แถมทายปัญหาเด็กว่า มีเลข 4 สี่ตัวเอามาทำอย่างไรจะให้ได้ 20 เด็กๆตอบไม่ได้เลยเฉลยว่า ให้เอา 4 หาร 4 ได้ 1 ไปบวก 4 ได้ 5 เอาไปคูณ 4 ได้ 20
แถมบอกว่าชีวิตคนเราอะไรไม่ดีก็หารมันออกไป อะไรดีก็ให้คูณจะได้มากขึ้น
ใครที่ว่าคนใต้ขัดกันด้านศาสนา ต้องหันกลับมาดูรูปนี้ ทั้งคนมาเยี่ยมและคนถูกเยี่ยมต่างศาสนา แต่ที่เหมือนกันคือมีรอยยิ้มทั้งสองฝ่ายครับ
ขวัญใจคุณศิริบูรณ์ คุณอัมรา เจ้าของเสื้อแตงโม และลุงเอกสุดหล่อของโก๊ะจิจัง นั่นๆๆติดโรคหลานขี้โม้ซะแล้ว
รร.นี้แม้ครูไม่มาเด็กก็จะไปเข้าห้องเรียนทำงานกันไปมีความรับผิดชอบดี
สวัสดีเจ้าค่ะ ลุงเอกจ๋า
โห โรงเรียนน่าเรียนจังเลย ดู ดู๊ ดู เด็กๆ น่ารัก สดใส (เหมือนหนู) 5555++ นั่นๆๆๆ มีหลวงน้าติ๊กไปด้วยหรอค่ะ อิอิ คิดถึงลุงเอก กอดๆๆ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ จองๆๆ คนแรก 5555+
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ --->น้องจิ ^_^
+ มีลูกศิษย์ที่เรียนชั้น ป.6 บอกว่าจะไปเรียนที่นี่ค่ะ..หลังจากจบ ป.6 ปีนี้...
+ อาซิส...เป็น ร.ร.ที่น่าเรียนค่ะ...พนักงานราชการที่ ร.ร.มี 2 คน ก็จบ ม.6 จากอาซิสค่ะ...
+ ประทับใจกับคำพูดหลวงพี่ค่ะ "ชีวิตคนเราอะไรไม่ดีก็หารมันออกไป อะไรดีก็ให้คูณจะได้มากขึ้น"
+ อืม...เป็นความคิดที่สุดยอดค่ะ....
+ ลุงเอกรักษาสุขภาพกายและใจด้วยนะค่ะ....
เป็นรร.ที่ สีสดใสมากค่ะ สมกับชื่อบันทึกดีแท้ค่ะ
เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ แล้วชื่นใจค่ะ ^^ ช่างสดใสดีแท้ ทำให้นึกถึงเพื่อนด้วย เธอก็เป็นมุสลิมเหมือนกัน..นิสัยน่ารักมาก
คุณศิริบูรณ์สวยจัง อิอิ แอบชอบเธอมาตั้งนาน ว๊าว!
ลุงเอกจะบอกคุณศิริบูรณ์ให้ว่ามีคนฝากชมมา ลุงเอกไม่สามารถแอบชอบเธอเหมือน ถ้าชอบก็ตรงๆเลย
ความอ่อนด้อยเชิงยุทธวิธี
วัดปรอทชายแดนใต้ | http://www.deepsouthwatch.org/
มูฮำมัดอายุบ ปาทาน
หากเปรียบเทียบในเชิงยุทธศาสตร์ ระหว่างรัฐไทยและขบวนการใต้ดินที่ก่อความรุนแรงชายแดนภาคใต้ ก็จะเห็นถึงความได้เปรียบในทุกด้านของรัฐไทย
ความเป็นรัฐไทยนั้นเหนือกว่าทั้งโครงสร้างกลไกอำนาจรัฐในพื้นที่ แสนยานุภาพทางทหาร สถานะในเวทีการเมืองโลก ด้านนโยบายต่อปัญหารัฐไทยก็มุ่งสู่การสร้างสันติภาพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะที่ฝ่ายใต้ดินมุ่งก่อความรุนแรง
นี่คือความได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐไทย ที่ขบวนการใต้ดินมิอาจเทียบได้ ภายใต้ความพรั่งพร้อมทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ เหตุใดสถานการณ์จึงยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี และยังมิอาจคาดได้ถึงจุดสิ้นสุดยุติ
ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ศึกษาก็คือ ภายใต้ความเสียเปรียบและอ่อนด้อยกว่าในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ขบวนการใต้ดินสามารถดำเนินยุทธวิธี ก่อเหตุพลิกแพลงหลากหลาย ความตกตะลึงได้เสมอ แม้จะมิใช่การก่อเหตุที่มุ่งสู่การทำลายล้างกองกำลังฝ่ายตรงข้ามเพื่อนำไปสู่จุดแตกหักทางการทหาร
ดังนั้นเป้าหมายของความรุนแรงที่ขบวนการใต้ดินกระทำอยู่ในขณะนี้คืออะไร
หากใช้ความรุนแรงสร้างความกลัวเพื่อควบคุมมวลชน การควบคุมมวลชนเอาไว้ได้นั้น มีจุดมุ่งหมายอะไร
การสร้างสันติภาพภายใต้นโยบายการเมืองนำการทหารเพื่อสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่นศรัทธาต่ออำนาจรัฐ ด้วยการเข้าถึงมวลชนในพื้นที่ วันนี้ทำได้แค่ไหน ภายใต้ความรุนแรง ซึ่งทำให้คนทำงานการเมืองสร้างความเข้าใจกับประชาชนก็หวาดกลัว ประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่ก็หวาดกลัว
วันนี้ความน่าสะพรึงกลัวจึงอยู่เหนือทุกสิ่ง การพัฒนาเครื่องมือสำคัญของการทำงานการเมืองพลิกฟื้นศรัทธาเชื่อมั่นต่อรัฐ เดินหน้าไปไม่ได้ก็เพราะความรุนแรง
วิธีการก่อความรุนแรงที่พัฒนารูปแบบใหม่อยู่เสมอ เป็นการทำให้รัฐตกเป็นฝ่ายตั้งรับทางยุทธวิธี เพื่อสกัดกั้นและทำลายหนทางยุทธศาสตร์การสร้างสันติภาพ ความสงบสุขของรัฐหรือไม่ และภายใต้ภาวะเช่นนี้รัฐจะกำหนดยุทธวิธีเพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้อย่างไร
ยุทธศาสตร์การสร้างสันติภาพของรัฐไทยกำลังถูกท้าทายด้วยความรุนแรง
ที่กล่าวมานี้สะท้อนจากสิ่งที่ผ่านมา หน่วยงาน องค์กร คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนภาคใต้ ต่างก็ได้ผลิตข้อเสนอ จัดทำนโยบายแผนแม่บทการแก้ไขปัญหามาแล้วเป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์ก็ยังอยู่ในวังวนของความรุนแรง ซึ่งปิดกั้นโอกาสให้แผนงานเหล่านี้ดำเนินไปได้อย่างเต็มที่ จึงยากที่จะประเมินผลได้ว่าแผนงานนโยบายที่กำหนดกันมานั้นถูกต้อง เหมาะสม หรือต้องปรับแก้กันอย่างไร
หากยุทธศาสตร์คือเป้าหมายว่าจะทำอะไร ยุทธวิธีก็คือคำอธิบายว่าจะทำเช่นนั้นอย่างไร
คำตอบของปัญหาชายแดนภาคใต้ ณ ขณะนี้มิใช่การบอกว่าจะทำอะไร เพราะหลายหน่วยงานก็มียุทธศาสตร์ มีแผนแม่บทเตรียมไว้แล้วทั้งนั้น เพียงแต่ทำได้แค่ไหนเท่านั้นเอง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากขาดแคลนความรู้ที่จะสร้างวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม ทั้งระดับบุคคล โครงสร้างทางสังคม และพื้นที่
ฉะนั้นคำตอบที่ถูกเรียกหาในขณะนี้ก็คือ ‘อะไร' ที่จะทำนั้น จะทำกัน ‘อย่างไร' ภายใต้เงื่อนไขความรุนแรง
การเอาชนะทางความคิด การพัฒนาเพื่อแสดงความจริงใจ สลายอคติ ฟื้นฟูความศรัทธาต่อรัฐให้กลับคืนมา และแม้กระทั่งการเฝ้าระวังพื้นที่เพื่อรักษาความสงบสุขเรียบร้อย ปิดกั้นโอกาสการก่อเหตุ
การทำเช่นนี้ได้นั้น จะทำอย่างไร และใครที่จะต้องเข้ามาร่วมทำบ้าง นี่คือคำถามที่กำลังรอตอบ
ชอบประโยคนี้เหมือนกันคะ
"ชีวิตคนเราอะไรไม่ดีก็หารมันออกไป อะไรดีก็ให้คูณจะได้มากขึ้น"
ลุงเอกขา
ขอบพระคุณจากก้นบึ้งของหัวใจค่ะ