พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า คำสอนของพระองค์ ผู้ปฏิบัติ เท่านั้นที่จะรู้

   วันนี้ขอนำเรื่องสามัญญผลสูตร ตอนจบมาเล่าสู่กันฟัง

การได้สนทนากันของบัณฑิต ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ ที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมาเสมอ เช่น เดียวกับการสนทนาระหว่าง พระเจ้าอชาตศัตรู และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกาลก่อนนั้น

   เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วว่า สามัญญผลสูตรเบื้องต้น ก็คือการบวชหรือการปฏิบัติธรรม อย่างมีเป้าหมาย ด้วยการก่อให้เกิดความสำรวมในกาย วาจา ใจ ในเวลาต่อมา

 ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อมีเวลาหยุดที่จะสำรวม สำรวจตนเอง จิตจะเกิดความสงบระงับ เกิดสมาธิ และนั่นเองพระพุทธองค์ จึงตรัสว่า คำสอนของพระองค์ เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเอง จึงรู้เอง

  สรุปสามัญญผลสูตรเบื้องต้น ผลของการบวช ก็คือ

 ๑. เป็นการยกฐานะของผู้บวชเอง ให้สูงขึ้นจากฐานะเดิม เป็นที่น่าเคารพกราบไหว้ บูชา

   ๒. เป็นผู้ที่ควรได้รับการบำรุงด้วยปัจจัยสี่

Img_1529

พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อถึงสามัญญผลเบื้องกลาง

 เมื่อเกิดสมาธิในบุคคลผู้ฝึกตนเบื้องต้นมาด้วยการบวชแล้ว จึงเป็นภาวะที่เหมาะสมต่อการชำระจิต โดยการเจริญสมาธิ กัมมัฏฐาน ต่อเนื่องขึ้นไป จนสามารถละนิวรณ์๕  คือกิเลสที่ปิดกั้นมิให้บรรลุความดีได้ และใจรวมเป็นหนึ่งได้อย่างอัศจรรย์ มีความผ่องใส อิ่มเอิบ ปิติชุ่มชื่น  จนได้บรรลุฌาณทั้ง ๔ ตามลำดับ

 นี่คือผลของสามัญญผลสูตรเบื้องกลาง

Dsc02464

สุดท้ายพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงสามัญญผลเบื้องสูง ต่อพระเจ้าอชาตศัตรูในลำดับต่อไป

สูงสุดแห่งการได้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ทำให้เราเดินใจได้ตลอดสุดสาย คือพระนิพพาน

เมื่อได้ปฏิบัติจนบรรลุฌาณ ๔ แล้ว ต่อจากนั้นจิตจะบริสุทธิ์ผ่องใสขึ้นไปอีก เรียกว่าเกิดญาณทัสสนะ คือการกลับมาเรียนรู้ในตัวตนของเราอย่างมีปัญญา ใช้หลักการวิปัสสนา ตามรู้ ตามเห็น รู้กาย ใจ จิต ธรรม รู้ว่าร่างกายเป็นอย่างไร เคลื่อนไหวอย่างไร ใจเรามีความรู้สึกอย่างไร สุขหรือทุกข์ ขณะจิตนั้นๆเราคิดว่ามันเกิดกุศล หรือเกิดอกุศล เป็นต้น

  ที่สุดก็รู้แจ้งเห็นจริงว่า กายสังขารนี้ไม่เที่ยง ด้วยความตระหนัก รู้เห็นตามธรรมชาติเป็นจริง ดังนั้นกิเลสต่างๆ จึงถูกขจัดออกไป ให้เบาบาง จนบริสุทธิ์ แม้แต่เพียงธุลีของกิเลส คืออาสวกิเลส ก็ดับลงเช่นกัน จะเกิดฤทธิ์ทางใจเอง โดยธรรมชาติ แต่ผู้ปฏิบัติ ก็มิควรใสใจมากนัก ควรเลยไปเสีย และพิจารณาด้วยความพิสุทธิืของใจที่ได้ปฏิบัติมา ถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จึงทำให้หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร เพราะหมดสิ้น สิ่งยึดเหนี่ยว ในการก่อภพชาติต่อไป

   พระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อได้สดับพระพระธรรม ที่มีคุณวิเศษถึงปานนี้ พระพุทธเจ้า ทรงยิ่งใหญ่ กว่าเจ้าลัทธิใดๆ ไขความสว่าง ให้เห็นทางเดิน ได้อย่างหมดข้อสงสัย

ดังนั้น จึงทรงก้มลงกราบ และขอถึงซึ่งพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดพระชนม์ชีพ

 จากนั้น จึงทรงสารภาพความผิดบาปต่อ หน้าพระพักตร์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงความเขลา หลงผิดในการกระทำปิตุฆาต ด้วยปรารถนาความเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นอนันตริยกรรม ขวางกัั้นการบรรลุธรรมของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรง เมตตา และอนุเคราะห์ ด้วยการรับทราบ และชมเชย ที่ทรงเป็นกษัตริย์ ที่กล้าหาญ เมื่อกระทำผิด ก็ยอมรับผิด โดยเห็นความผิดนั้นจริง

  พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงมีความปิติพระทัย และคลายทุกข์  ขุ่นข้องหมองใจทันที ที่ได้กล่าวถึงความผิด ที่มีพลังบีบคั้น พันธนาการ พระทัยมาตลอดจนมิอาจบรรทมได้ ทั้งพระพุทธองค์ยังมิได้ซ้ำเติมใดๆอีก

ในกาลต่อมา พระองค์จึงมุ่งในการบำเพ็ญกุศลอย่างยิ่งยวด พร้อมทั้งทรงปฏิบัติธรรมด้วยความวิริยะ

 การผูกเวรระหว่างพระเจ้าอชาตศัตรู และพระราชบิดาในอดีตชาติ ได้สิ้นสุดลงแล้ว คงเหลือแต่ผลของอนันตริกรรม ที่พระองค์ต้องเสด็จไปรับ หลังสิ้นพระชนม์ ณ โลหกุมพีนรก ขุมนรกบริวารของอเวจีนรกต่อไป

 เรื่องราวโดยย่อ ที่ผู้เขียนพยายามกลั่นกรอง จากความรู้ที่ได้รับฟัง และศึกษามา อาจไม่สมบูรณ์ครบถ้วน แต่ผู้เขียนก็ตั้งใจเขียนมาจนจบในวันนี้

  สุดท้ายที่ผู้เขียนได้รับรู้ บางอย่างจากเรื่องราวนี้ มีสิ่งหนึ่ง ที่ประทับใจ นั่นคือการรู้จักสารภาพผิด มองดูเหมือนเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ปรากฎว่า การรู้จักรับผิด เป็นการลดทิฏฐิมานะในตัวเอง จนทำให้บังเกิดความโล่ง โปร่งเบาสบาย ในดวงจิต เมื่อรู้จักวาง ใจก็ย่อมมีช่องว่าง ในการที่จะให้สิ่งดีงาม เข้ามาอยู่ได้อย่างมากมาย

 ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า คำสอนของพระองค์ ผู้ปฏิบัติ เท่านั้นที่จะรู้

               ขอให้ทุกท่าน จงชำระจิตใจ ให้ผ่องใส เพื่อรองรับสิ่งดีงาม ที่จะเกิดในโอกาสต่อไป อย่างเต็มดวงใจ นะคะ

หนึ่งในของฝากจากการได้ไปอินเดียมาค่ะ

สวัสดี