<!-- /* Font Definitions */ @font-face {font-family:"Angsana New"; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-parent:""; margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:12.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:"Times New Roman"; mso-fareast-font-family:"Times New Roman"; mso-bidi-font-family:"Angsana New";} @page Section1 {size:612.0pt 792.0pt; margin:72.0pt 90.0pt 72.0pt 90.0pt; mso-header-margin:36.0pt; mso-footer-margin:36.0pt; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} -->
ประเภทของศาสนา
ศาสนาต่างๆในโลกนั้นสามารถแบ่งออกได้อย่างกว้างๆออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ศาสนาแบบเทวนิยม
๒. ศาสนาแบบอเทวนิยม
ศาสนาแบบเทวนิยม
ศาสนาแบบเทวนิยม คือ ศาสนาที่มีคำสอนต่างๆ ที่สอนเน้นไปในทางให้มีความเชื่อหรือศรัทธา ซึ่งคำสอนต่างๆจะกล่าวถึงเรื่องของ อำนาจลึกลับ สิ่งลึกลับ ที่ไม่สามารถกำหนดหรือมีกฎมีเกณฑ์ที่แน่นอนได้ ได้แก่ เรื่อง เทพ เทวดา พระเจ้า พระพรหม อำนาจเหนือธรรมดา อำนาจพิเศษ อำนาจที่เรียกกันว่าความศักดิ์สิทธิ์ อำนาจที่สามารถบังคับ อำนาจดลบันดาลอำนาจที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆให้ไปเป็นไปอย่าง เหนือกฎ เหนือเกณฑ์ เหนือธรรมชาติ
ศาสนาแบบเทวนิยมนั้น จึงเป็นศาสนาแห่งความหวัง ความคาดหวัง เป็นศาสนาแห่งการร้องขอวิงวอน
ไม่ใช่ศาสนาแห่งการพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่ศาสนาแห่งการกระทำ
เพราะถึงแม้จะดูว่ามีการกระทำต่างๆในทางที่ดี กระทำดี กระทำอย่างเสียสละ แต่การกระทำนั้น ก็เป็นการกระทำเพื่อความหวังความคาดหวังอะไรๆในการกระทำนั้น เป็นเสมือนการกระทำให้พระเจ้าดู ทำให้พระเจ้าเห็นหรือทำเพื่อให้คนอื่นได้ดูได้เห็น เป็นการกระทำ เพื่อ หวังผล จากการกระทำนั้น
จึงนับว่า การกระทำแบบนั้น ไม่อาจจะนับว่าเป็นการกระทำที่แท้จริง เป็นเพียงการกระทำที่แฝงเจตนาอันตรงข้ามกันไว้อยู่ ขาดเจตนาความจริงใจในการกระทำ
ศาสนาแบบอเทวนิยม
ศาสนาแบบอเทวนิยมนั้น คือ ศาสนาที่มีคำสั่งสอนที่แตกต่างกับศาสนาแบบเทวนิยม คือ ไม่มีคำสอนให้เชื่อในเรื่องของ ความเชื่อในเรื่องอำนาจพิเศษใดๆทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทพเจ้า พระเจ้าหรืออำนาจที่สามารถกำหนดอำนาจที่จะสามารถดลบันดาล ซึ่งศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่เป็นศาสนาแบบอเทวนิยมนี้
(แต่ลัทธิแบบอเทวนิยมนั้น มีหลายลัทธิ เช่น จารวาก ซึ่งสอนเรื่อง ตายแล้วสูญ มุ่งสอนให้คนแสวงหาความสุขให้คุ้มกับการได้มีชีวิต เพราะต่อไปจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว หรือ ลัทธิเชน ซึ่งก็ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่เชื่อเรื่องวิญญาณบริสุทธิ์ของผู้บรรลุโมกษะ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกับพระเจ้าเลย และยังมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมในลักษณะการเวียนว่ายตายเกิดปัจจุบันนี้ เชนก็ยังมีอยู่ แต่มีอยู่เฉพาะที่อินเดียเท่านั้น) (ลัทธิ หมายถึง ศาสนาเล็กๆที่รู้ จักและนับถือกันเฉพาะกลุ่มเฉพาะถิ่น หรือคำสอนที่เห็นหรือมีการอธิบายธรรมที่แตกแยกออกจากความเห็นของคนส่วนใหญ่ในศาสนานั้นอีกที่หนึ่ง )
ในเมื่อชาวพุทธทุกๆคน ต่างก็มีความศรัทธามีความเชื่อด้วยความภาคภูมิใจว่า
“ศาสนาพุทธ”เป็น“ศาสนาแบบอเทวนิยม”
แต่ทำไมจึงมีการตีความคำสั่งสอนในทางศาสนาพุทธออกมาในแนวทางของความเชื่อที่ว่า มีอำนาจลึกลับ มีอำนาจที่จะสามารถกำหนดให้เกิดให้เป็นไป เช่น ในเรื่องของ“กฎแห่งกรรม” หรืออำนาจดลบันดาล อันได้แก่ เรื่องของ“ความศักดิ์สิทธิ์”
“กฎแห่งกรรม”ในแบบที่เราชาวพุทธส่วนใหญ่เชื่อหรือเข้าใจกันอยู่นั้น ก็คือ อำนาจลึกลับ อะไรสักอย่างหนึ่ง ที่สามารถดลบันดาล บังคับ ทำให้สัตว์ต้องชดใช้หรือรับผลแห่งการกระทำที่ได้กระทำเอาไว้ หากคุณทำชั่วคุณก็จะต้องได้รับผลแห่งความชั่วนั้น เช่น คุณเคยฆ่าหรือทำร้ายสัตว์ ในอนาคตหรือชาติหน้า คุณก็จะต้องถูกสัตว์ตัวนั้นฆ่าหรือทำร้ายคืน หรือหากคุณได้ทำความดีเอาไว้ ในอนาคตหรือชาติหน้า คุณก็จะได้รับรางวัลแห่งการทำความดีนั้นโดยคุณจะได้รับ ในสิ่งที่ดีๆ หรือได้ไปเกิดในสวรรค์
ถ้าหากตีความกันเช่นนั้น ก็ต้องแสดงว่า ต้องมี “อำนาจ”อะไรสักอย่างหนึ่ง ที่สามารถดลบันดาล ให้คุณ ให้โทษ แก่การกระทำนั้น (กรรม-วิบากกรรม) แล้ว “อำนาจ”นั้น มันคืออะไร ?
ในศาสนาพราหมณ์ เรียกอำนาจแบบนั้นว่า ประกฤต ส่วนในความเข้า ใจของเรา(ชาวพุทธ ?) เรียกว่า กฎแห่งกรรม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่อำนาจของ ประกฤติ และ กฎแห่งกรรม นั้น มีลักษณะเหมือนกันทุกๆประการ
หากเราพิจารณากันให้ดีๆ อย่างไม่มีอคติ และมีเหตุผล ก็จะเห็นได้ว่า“กฎแห่งกรรม”นั้น เป็นเสมือนกับ “ความคาดหวังของมนุษย์”
มนุษย์ มักจะกระทำอะไรๆด้วยความหวังว่า จะได้รับผลอะไรๆบาง อย่างจากการกระทำนั้นๆเสมอ
เมื่อเราคิดว่าเราทำความดี เราก็คาดหวังว่า จะได้บุญ เราคิดกันว่าบุญนั้น หมายถึงอะไรสักอย่าง ที่หมายถึงสิ่งดีๆ อาจจะหมายถึง การมีโชคลาภ การจะได้เกียรติยศหรือการมีชื่อเสียง ฯลฯ หรือคาดหวังว่าในอนาคต หรือเมื่อเราตายไปแล้วหรือในชาติหน้า เราจะได้ไปเกิดในที่ดีๆ มีความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต หรือสิ่งที่เราได้ทำบุญไปนั้นจะไปรอให้เราได้กินได้ใช้ในกาลต่อไป
หรือเมื่อเราถูกทำร้ายหรือถูกรังแกจากผู้ที่มีอำนาจมากกว่า ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะล้างแค้นจะเอาคืนได้อย่างไร หรือผู้ที่ทำความชั่วแล้ว กฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถเอาผิดอะไรเขาได้ เราก็ได้แต่สาปแช่งหรือไม่ก็หวังว่าต่อไปในอนาคตหรือเมื่อเขาตายไปแล้ว เขาจะต้องไปชดใช้กรรมที่เขาได้ทำเอาไว้ในนรกด้วยโทษอันหนักหนาสาหัส หรือให้เขาต้องไปเกิดในที่ ที่ไม่ดี ไม่งาม ไม่มีความสะดวกสบาย มีแต่ความทุกข์ ความลำบาก
“ความศักดิ์สิทธิ์” ก็เช่นกัน มันก็หมายถึง อำนาจที่สามารถดลบันดาลให้คุณประสบความสำเร็จในสิ่งที่คุณปรารถนา
ศักดิ์ แปลว่า สามารถ
สิทธิ มาจากคำว่า อิทธิหรือฤทธิ แปลว่า สำเร็จ
หากคุณเชื่อว่า อะไรสักอย่างหนึ่ง“ศักดิ์สิทธิ์” ก็แสดงว่าคุณเชื่อว่า สิ่งนั้นจะสามารถดลบันดาลให้สิ่งที่คุณปรารถนานั้นประสบความสำเร็จ
ตัวอย่างเช่น คุณเชื่อว่าพระเครื่องที่คุณมีอยู่นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ ก็แสดงว่า คุณเชื่อว่า พระเครื่ององค์นั้น สามารถดลบันดาลให้สิ่งที่คุณปรารถนาอยู่นั้นประสบความสำเร็จ
คุณปรารถนาจะได้ ความคงกะพัน คุณก็เชื่อว่าพระเครื่ององค์นั้นทำให้คุณคงกะพัน
คุณปรารถนาให้ผู้คนรักใคร่เชื่อฟังและปรารถนาดีต่อคุณ ก็แสดงว่าคุณก็เชื่อว่าพระเครื่ององค์นั้นอำนาจดลบันดาลให้บุคคลอื่นๆเกิดความเมตตาในตัวคุณ (เมตตามหานิยม)
จะเห็นได้ว่า“ความศักดิ์สิทธิ์”นั้น จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย“ความเชื่อ” หากคุณเชื่อสิ่งนั้นก็ศักดิ์สิทธิ์ หากคุณไม่เชื่อก็ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ศรัทธาหรือความเชื่อในแบบนั้น ไม่ใช่ศรัทธาความเชื่อในแบบของศาสนาพุทธ
ศาสนาพุทธนั้นก็ต้องอาศัยความศรัทธา(ความเชื่อ)ด้วยเช่นกัน แต่ความศรัทธา(ความเชื่อ)ในทางพุทธศาสนานั้นต้องประกอบอยู่ด้วยปัญญาเสมอ ซึ่งหมายถึงว่า ความเชื่อนั้นต้องความเชื่อที่มีเหตุมีผล เป็นความเชื่อที่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่ความเชื่อที่งมงายไร้เหตุผล
แล้วหากกล่าวกันว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแบบ อเทวนิยม
แล้วทำไม จึงมีความเชื่อในแบบเดียวกับ เทวนิยม ล่ะ!
กฎแห่งกรรมและความศักดิ์สิทธิ์ มันก็คือ อำนาจที่สามารถบังคับหรือกำหนดสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นและเป็นไปตามกฎตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ หรืออำนาจที่สามารถดลบันดาลให้สิ่งต่างๆเป็นไป ไม่ใช่หรือ ?
นั่น ! มันไม่ใช่“อำนาจของพระเจ้าหรือพระผู้เป็นเจ้า”ที่ศาสนาแบบเทวนิยมกล่าวถึงอยู่นั้นหรอกหรือ ?
ที่มันแตกต่างกันอยู่นั้น ก็เพียงแต่มี“ชื่อ”หรือ“คำเรียกหา”ที่ไม่เหมือน กันเท่านั้น
หากศาสนาพุทธยังมีความเชื่อหรือยังมีคำสอนในเรื่องแบบนี้อยู่ เช่น การสอนในเรื่อง การไปเกิดในนรก สวรรค์ เป็นเปรต เป็นเทวดาอย่างที่เป็นๆกันอยู่ แล้วจะกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า
“ศาสนาพุทธ”เป็นศาสนาแบบอเทวนิยม ได้อย่างไร ?
มีหลักฐานปรากฏยืนยันใน“โปฏฐปาทสูตร”ซึ่งเป็นพระสูตรที่กล่าวถึง ปัญหา ๑๐ ข้อ ที่พระพุทธองค์ ไม่ทรงนำมาถกเถียงด้วย ได้แก่ คำถามที่ว่า
๑. โลกเที่ยงหรือ ?
๒. หรือโลกไม่เที่ยง ?
๓. โลกนี้มีที่สุดหรือ ?
๔. หรือว่าไม่มีที่สุด ?
๕. ชีพเป็นอย่างเดียวกับสรีระหรือ ?
๖. ชีพแตกต่างไปจากสรีระหรือ ?
๗. บุคคลผู้รู้แจ้งเห็นจริงสัจธรรม ตายไปแล้วจะไปเกิดหรือ ?
๘. หรือว่าตายไปแล้วไม่เกิดอีก ?
๙. เขาตายไปแล้วเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มีหรือ ?
๑๐. หรือว่าตายไปแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ?
ด้วยเหตุที่พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ (ตอบ) หรือถกในเรื่องเหล่านั้น ก็เลยดูเหมือนว่า พระองค์ไม่ปฏิเสธความเชื่อดังกล่าว อีกทั้งมีพระโอวาทที่ตรัสติเตียนคำสอนของลัทธิจารวาก ซึ่งมีคำสอนในเรื่องการตายแล้วสูญ ก็เลยกลาย เป็นว่าพระองค์สนับสนุนความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสนับสนุนฝ่ายใดๆเลย เพราะแม้แต่ความเชื่อเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิด พระองค์ก็ทรงตำหนิด้วยเช่นกัน เช่นในพระสูตรที่ชื่อว่ามหาตัณหาสังขยสูตร ที่กล่าวถึงพระภิกษุชื่อว่าสาติ ที่มีความเชื่อว่า เมื่อคนตายแล้ว วิญญาณก็ออกจากร่างไปเกิดใหม่ ซึ่งหมายถึง วิญญาณดวงเดียวกันนี้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ หรือหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเมื่อพระภิกษุต่างๆรู้เข้า ก็พากันว่ากล่าวตักเตือนแต่พระสาติก็ไม่เชื่อฟัง จนเรื่องไปถึงพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงเรียกตัวพระสาติให้มาเข้าเฝ้า แล้วตำหนิว่าด้วยถ้อยคำที่ถือว่ารุนแรงว่า“โมฆะบุรุษ” และตรัสว่า“นั้นไม่ใช่คำสอนของพระองค์” เป็นการ“กล่าวตู่”พระองค์ (แอบอ้าง)
ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ทรงตำหนิคำสอนของลัทธิจารวากในเรื่องของ“คำสอนที่สอนให้คนมุ่งแสวงหาความสุขทางด้านวัตถุหรือจากกามและคำสอนที่คัดค้านในเรื่องความสุขในโลกุตตระ ว่าไม่มีจริง อีกทั้งคำสอนที่สอนให้คนเกิดอคติต่อคำสอนของลัทธิอื่นๆ และว่าคำสอนของลัทธิอื่นๆเหล่านั้น "เป็นคำสอนที่หลอกลวง หลอกล่อให้ คนโง่ หลงกล"
พระพุทธองค์เอง ก่อนที่จะออกบวชนั้น พระองค์มีชีวิตอยู่สภาพที่เสวยอยู่กับความสุขในแบบที่จารวากแสวงหากันนั้นอยู่แล้ว ความสุขจากวัตถุ อามิส สุขหรือสุขจากความสะดวกสบาย ซึ่งความสุขจากกามคุณและอามิสสุขที่พระองค์ได้ รับนั้นก็นับว่าเป็นที่สุดแห่งความสุขในแบบนั้นอยู่แล้ว และพระองค์ก็ทรงรู้แล้วว่า ความสุขแบบนั้นก็ยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ดังนั้นพระองค์จึงตรัสสอนให้คนรับรู้ในทั้ง ๒ มิติ คือรู้ถึง คุณของกามและในขณะเดียวกันก็ตรัสสอนให้เห็นถึงโทษของกามด้วย ซึ่งแตกต่างกับคำสอนของลัทธิจารวากที่สอนให้เห็นแต่ คุณของกามเพียงด้านเดียว การสอนแบบนั้น เป็นเหตุทำให้คนติดสุข เกิดความเห็นแก่ตัว คิดแต่จะหาความสุขทางวัตถุ เพื่อเสนอสนองตัณหาความอยากของตัวเอง ซึ่งเจ้าความเห็นแก่ตัวนี่แหละ ที่เป็นเหตุทำให้สังคมและโลกวุ่นวาย
พระพุทธองค์ทรงไม่ทั้งยอมรับหรือปฏิเสธ ทิฏฐิทั้ง ๒ ด้าน ทั้งไม่ยอมที่จะถกในเรื่องเหล่านั้นด้วย เพราะพระองค์เห็นว่า การถกถึงเรื่องเหล่านั้นเป็นการถกกันแต่คำพูด ถกกันแต่เหตุผลทางคำพูด เป็นเพียงการโต้แย้งในเรื่องทิฏฐิของแต่ละฝ่ายเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย ทั้งยังเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะ วิวาทและแตกแยกกัน หลักธรรม คำสอนของพระพุทธองค์ เป็นการเสนอแนวทางใหม่ คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งมุ่งเน้นให้คนประพฤติและปฏิบัติด้วยกายด้วยใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ถกเถียงกันในหลักของอภิปรัชญาเท่านั้นและหลัก ธรรมของพระองค์เน้น เพื่อการยอมรับ ไม่ใช่เพื่อการขัดแย้ง
1. ศาสนาฝ่ายเทวนิยม (Theism) และฝ่ายอเทวนิยม (Atheism / Non-theism) มีทัศนะต่อโลก ชีวิต และสรรพสิ่ง แตกต่างกันอย่างไรบ้าง อธิบายให้เห็นจริง
2. ทัศนะของท่านเห็นอย่างไร มีเหตุผลอย่างไรที่แสดงว่าความเห็นของท่านถูกต้องแล้ว
ขอขอบุณล่วงหน้าหวังว่าคงจะได้คำตอบนะค่ะ
ตอบคุณ pan
ข้อที่ ๑. ศาสนาฝ่ายเทวนิยม มีทัศนะต่อโลก ชีวิต และสรรพสิ่ง ว่า เกิดจากอำนาจ-อยู่ภายใต้อำนาจ ของพระเจ้า,เทพเจ้า,หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ศาสนาฝ่ายอเทวนิยมหรือศาสนาพุทธ มีทัศนะต่อโลก ชีวิต และสรรพสิ่ง เกิดจากเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา)
ข้อที่ ๒. ทุกคนต่างก็มี"ความเห็น" และทุกคนต่างก็คิดว่า "ความเห็นของตนถูกต้อง"เสมอ
พระพุทธองค์จะไม่ทรงถกเถียงในเรื่อง "อภิปรัชญา" หรือเรื่องที่ เป็นการคาดคิด คาดหวังเอา ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ หรือที่เรียกกันว่า "อจินไตย"
ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้ทุกเรื่อง
แต่เราศึกษาศาสนาพุทธจาก "พระไตรปิฏก" ซึ่งมีเรื่องพิศดารต่างๆมากมาย แล้วผมค่อยกล่าวถึงเรื่องพระไตรปิฏกอีกที เพราะมันค่อนข้างยาว และมีประโยชน์ต่อคนทั่วไปด้วย
ความแตกต่างระหว่างศาสนาแบบเทวนิยมกับอเทวนิยม
ผมว่าท่านแสดงความคิดเห็นในเรื่องกฎแห่งกรรมนั้นยังไม่ค่อยกระจ่างเท่าใดนักอาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดได้ขอให้ท่านได้โปรดอธิบายกฎแห่งกรรมหรือกรรมนิยามที่ถูก ตรง ให้ด้วยครับ
บาปเทวนิยม กับบาปอเทวนิยม แตกต่างกันอย่างไร