นายพงษ์ศักดิ์
รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า
การเปลี่ยนระเบียบวิธีจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐจากวิธีเดิมมาใช้ระบบประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์
(อีอ็อคชั่น)
ทำให้เกิดช่องว่างของช่วงเวลาขึ้นที่ทุกหน่วยงานที่มีโครงการลงทุน
เพราะต้องเตรียมเปิดประมูล
ต้องซักซ้อมเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการให้เข้าใจระบบจัดซื้อจัดจ้างใหม่ก่อนนำมาใช้
ทำให้การลงทุนในโครงการของภาครัฐขณะนี้ชะงักงันไปเป็นเวลาประมาณ 2
เดือนแล้ว มีโครงการที่ชะลอตัวไปไม่มูลค่าไม่น้อยกว่า 20,000
ล้านบาท
อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงคมนาคมก็ได้สั่งให้หน่วยงานในสังกัด เช่น
กรมทางหลวงไปศึกษาดูว่าโครงการใดเป็นโครงการลงทุนต่อเนื่อง
หรือเป็นโครงการปกติที่หน่วยงานราชการ ต้องดำเนินการอยู่แล้ว
ไม่ใช่โครงการของฝ่ายนโยบาย
ขอให้เร่งรัดดำเนินการประมูลในระบบใหม่ทันทีเพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว
ส่วนความคืบหน้าในการจัดทำเมกะโปรเจกต์นั้น นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า
รัฐบาลจะยังคงเปิดประมูลต่อไป
เพราะต้องการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศมาร่วมกับนักลงทุนในประเทศ
เพื่อพัฒนาประเทศไทย หากทุกอย่างยังเป็นไปตามกำหนดการเดิม
คือมีการยื่นซองประกวดราคาเกิดขึ้นในวันที่ 29 พ.ค.นี้ ก็ยังเชื่อว่า
โครงการเมกะโปรเจกต์โดยเฉพาะที่สำคัญอย่างโครงการรถไฟฟ้า 10 สายทาง
จะเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปี 2549 นี้
ทั้งนี้ยังคงมั่นใจว่านักลงทุนหรือบริษัทข้ามชาติ
ที่เคยเป็นผู้แสดงความสนใจลงทุนในเมกะโปรเจกต์ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนส่วนใหญ่เริ่มมีความวิตกว่า
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้
จะทำให้กำหนดการที่รัฐบาลวางไว้หรือไม่
เนื่องจากผู้ลงทุนต้องมีการบริหารแผนลงทุนของตนเอง
รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการศึกษาออกแบบ ซึ่งหากการเปิดประมูลล่าช้าออกไป
ก็จะมีค่าใช้จ่ายทางการเงินสูงขึ้นอีก
ทางด้านนายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
กล่าวว่า กระทรวงการคลัง
ยังคงยืนยันตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเช่นเดิม คือ ร้อยละ
4.5-5.5 เพราะเห็นว่าปัญหาทางการเมืองยังเป็นเหตุการณ์ระยะสั้น
ไม่ได้เกิดปัญหารุนแรงจนทำให้ภาคอุตสาหกรรมหยุดการผลิต
หากมองในแง่เศรษฐกิจภาพรวมแล้ว การส่งออกยังคงดีอยู่
เศรษฐกิจภายนอกประเทศไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือญี่ปุ่นยังขยายตัวได้ดี
ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลดีตามไปด้วย
ส่วนเรื่องเคลื่อนย้ายการลงทุนไปที่อื่นก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจริงหรือไม่