คุณลักษณะผู้นิเทศ
คุณลักษณะผู้นิเทศ : ทักษะมนุษยสัมพันธ์ ทักษะการสื่อสาร และการสังเกตการสอน   
โดย กัญญา  วีรยวรรธน
ทักษะมนุษยสัมพันธ์
                เอ็ดวิน บี ฟลิปโป (Flippo 1966:15 อ้างถึงในจรูญ ทองถาวร 2536:2) ให้ความหมายไว้ว่า มนุษยสัมพันธ์คือการรวมคนให้ทำงานร่วมกันในลักษณะที่มุ่งให้เกิดความร่วมมือ ประสานงานความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อให้บังเกิดผลตามเป้าหมาย
             คีธ เดวิส(Davis 1957:9) กล่าวว่า มนุษยสัมพันธ์เป็นการจูงใจบุคคลในกลุ่มให้ร่วมมือกันเพื่อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพบังเกิดผลเป็นที่น่าพอใจทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม
             ประยูรทองสุวรรณอธิบายว่ามนุษยสัมพันธ์เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยพฤติกรรมของคนที่มาเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับองค์การหรือหน่วยงานเพื่อให้การทำงานร่วมกันดำเนินไปด้วยความราบรื่นบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
                สรุปได้ว่า การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีย่อมส่งผลต่อความสำเร็จในหน้าที่การงานและความสุขความราบรื่นในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 
                ความมีมนุษยสัมพันธ์ (Human Relation) เป็นปัจจัยสำคัญด้านหนึ่งที่ทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จซึ่งความมีมนุษยสัมพันธ์หมายถึงการสร้างความเป็นมิตรหรือความสัมพันธ์เชิงบวกกับบุคคลอื่นโดยการเริ่มต้นทักทายการสนับสนุนและช่วยเหลือ การรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลรวมทั้งการให้เกียรติบุคคลอื่นโดยทั่วไปบุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมักจะมีคนอยากเข้ามาหามาพูดคุยปรึกษาหารือด้วย และที่สำคัญจะได้รับความช่วยเหลือ ความร่วมมือในการทำงานรวมทั้งการได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จากบุคคลรอบข้างด้วยเช่นกันซึ่งตรงกันข้ามกับบุคคลที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ กลุ่มคนเหล่านี้หากไปขอความช่วยเหลือหรือติดต่องานกับหน่วยงานใดมักจะไม่มีใครให้ข้อมูลหรือความช่วยเหลือใดๆ   ความสามารถด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานเป็นสิ่งที่พัฒนาและปรับปรุงได้  ทั้งนี้ผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีโดยส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่มองโลกในแง่ดีหรือมองในด้านบวก (Positive Thinking) อยู่เสมอกล่าวได้ว่า  “มนุษยสัมพันธ์”  นอกจากจะส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงานแล้วยังส่งต่อสุขภาพจิตในการทำงานของเราอีกด้วย  
                ดังนั้นหลักของ "R-E-L-A-T-I-O-N" จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความสามารถด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานให้เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้
หลักของ "R-E-L-A-T-I-O-N"
                R             Reality                                 เป็นตัวของเรา…นำพาความจริงใจ
                E             Energetic                              กระตือรือร้น….สร้างความประทับใจ
                L             Listening                                                  เป็นผู้รับฟังที่ดี…เข้าถึงจิตใจ
                A             Adaptability                         ปรับตัวเป็นเลิศ…สร้างสายสัมพันธ์
                T             Tolerance                            อดทนสักนิด…ชีวิตสุขสันต์
                I              Integrity                             มีความซื่อสัตย์ …สร้างความไว้ใจ
                O            Oral Communication             วาจาไพเราะ…รักษามิตรภาพ
                N             Networking                         แสวงหาเครือข่าย…ขยายมิตรสัมพันธ์
ทักษะการสื่อสาร
                จากบันทึกการสรุปคำบรรยายของ สุจิตราจรจิตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สรุปได้ว่า  “การสื่อสาร” เป็นศัพท์บัญญัติในหนังสือบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถานกำหนดไว้ การสื่อสารตรงกับคำ “communication” ในภาษาอังกฤษ การสื่อสารจะสัมฤทธิ์ผลมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถเข้าใจสิ่งที่สื่อสารและสามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสารนั้นๆ  ดังนั้นการสื่อสารที่ดีจึงต้องคำนึงถึงเป้าหมายของการสื่อสารเป็นสำคัญด้วย การสื่อสารตรงตามเป้าหมายที่กำหนดหมายถึงการรับรู้เรื่องราวร่วมกันได้อย่างถูกต้องตรงกัน รวมทั้งเกิดการตอบสนองตรงตามที่ต้องการอย่างไรก็ตาม การสื่อสารให้บรรลุเป้าหมายไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนักและเรามักพบเห็นความล้มเหลวของการสื่อสารเสมอไม่ว่าจะในครอบครัวหน่วยงานกลุ่มสังคมหรือแม้แต่ระดับประเทศ นักทฤษฎีการสื่อสารต่างมีความเห็นตรงกันว่าวิถีทางสำคัญที่สุดจะช่วยให้มนุษย์สามารถควบคุมการสื่อสารที่ตนเกี่ยวข้องให้บรรลุเป้าหมายได้ก็คือการทำความเข้าใจในกระบวนการและองค์ประกอบของการสื่อสารเพราะถ้าเข้าใจในเรื่องดังกล่าวแล้วจะช่วยให้การสื่อสารบรรลุเป้าหมายได้รวมทั้งยังช่วยให้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องหรือพัฒนาองค์ประกอบการของการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
                องค์ประกอบสำคัญของการสื่อสาร คือ ผู้ส่งสาร ผู้รับสาร สื่อหรือทางติดต่อ รวมทั้ง
ผลที่เกิดขึ้น ในการสื่อสารมนุษย์มักใช้วัจนภาษา (ภาษาพูด) ควบคู่กับอวัจนภาษา (ภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาพูด เช่น ภาษากาย การแสดงออกสีหน้า ท่าทาง แววตา เป็นต้น) ในลักษณะที่เสริมกัน แทนกัน ซํ้ากัน หรือแย้งกันได้ ผู้รับสารจึงต้องพิจารณาทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาของผู้ส่งสาร
จึงจะทำให้การรับสารครั้งนั้น ๆ ถูกต้อง ชัดเจนยิ่งขึ้น และการสื่อสารจะประสบความสำเร็จ
ตามวัตถุประสงค์ได้นั้น จะต้องขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากผู้ส่งสาร ผู้รับสาร เนื้อหาของสาร
การฟัง
                การฟัง หมายถึง การที่มนุษย์ ได้ยินเรื่องราวโดยผ่านประสาทสัมผัสทางหู อาจจะเข้าใจหรือ
ไม่เข้าใจก็ได้ ถ้าเรื่องราวที่ฟังเป็นเรื่องที่สื่อความหมายได้ และมนุษย์สามารถนำไปคิด หรือปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง จึงจะกล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการฟังที่สมบูรณ์ และในทางตรงข้ามหากการฟังนั้นสับสนวกวน ขาดความหมายที่สื่อส่งมาให้ ก็ไม่นับว่าเป็นการฟังที่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการได้ยิน
                การฟังเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นยิ่งสำหรับผู้นิเทศ  ในการสังเกตการสอนนั้นครูผู้สอนและผู้เรียนจะทำหน้าที่ส่งสาร และผู้นิเทศจะทำหน้าที่รับสาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการส่งสารโดยการพูดรวมถึงการใช้ภาษากาย ดังนั้น ผู้นิเทศจะทำการนิเทศหรือสังเกตการสอนได้ผลดีนั้นจำเป็นต้องมีทักษะในการฟังที่ดี พร้อมๆ ไปกับการรู้จักสังเกต จดจำ บันทึกสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น เพื่อช่วยสะท้อนให้ครูได้เห็นสิ่งที่ครูพูดหรือกระทำไป ดังนั้น ผู้นิเทศจึงควรเป็นกระจกเงาที่ชัดเจนเที่ยงตรงแม่นยำสำหรับครู และ เช่นเดียวกันหากครูผู้สอนหรือผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้มีทักษะในการฟังการสังเกตที่ดีด้วยย่อมจะช่วยให้กระบวนการจัดการเรียนรู้บรรลุเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
                ลักษณะการฟังที่ดี  มีดังนี้
                1. ต้องมีสมาธิในการฟัง ขณะฟังมีความสนใจ พยายามติดตามเรื่องที่ฟังอย่างมีสมาธิ
                2. จับประเด็นสำคัญ ผู้ฟังควรกำหนดจุดมุ่งหมายในการฟังให้ชัดเจน ฟังเข้าใจเรื่องราวโดยตลอดพยายามแปลความหมายและเจตนาของผู้พูด โดยอาศัยพื้นฐานและประสบการณ์เดิม และสรุปเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องที่ฟัง
                3.พิจารณาไตร่ตรองเรื่องที่ฟัง คิดวิเคราะห์แยกแยะข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นของผู้พูดด้วยเหตุผล
                4. มีส่วนร่วมในการฟังโดยการซักถาม เสนอแนะ หรือหาข้อยุติ
                ข้อบกพร่องในการฟัง การฟังที่ทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายหรือไม่มีประสิทธิภาพนั้น มักจะเกิดจากข้อบกพร่องในการฟังดังต่อไปนี้
                1. ขาดสมาธิในการฟัง
                2. คิดเรื่องอื่นขณะที่ฟัง
                3. มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเรื่องที่ฟัง
                4. มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้พูด
                5. คิดเร็ว คิดล่วงหน้าก่อนผู้พูดจะพูดถึง
                6. จับประเด็นสำคัญไม่ถูก
                7. ไม่เปิดใจให้กว้างขณะที่ฟัง
                8. สนใจฟังแต่เฉพาะข้อมูล ข้อเท็จจริงเท่านั้น
                9. ชอบกระโดดข้ามไปหาข้อสรุป
                10. ชอบขัดจังหวะผู้พูด/โต้แย้งผู้พูดโดยไม่ฟังให้จบก่อน
                11. ขาดความอดทนที่จะฟัง
                12. ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
การสังเกตการสอน
                การสังเกต (Observation) เป็นการเฝ้าคอยอย่างมีจุดหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลของบุคคลที่ต้องการ ผู้สังเกตจะได้ทราบถึงความรู้สึก บุคลิกภาพ ความถนัด ความสนใจ ทัศนคติและระดับสติปัญญาของบุคคลที่ถูกสังเกต ควรบันทึกสิ่งที่ได้จากการสังเกตทุกระยะโดยไม่สอดแทรกความรู้สึกของผู้สังเกตลงไปด้วยเพราะจะทำให้ข้อมูลผิดพลาดจากความเป็นจริง
                การสังเกตการสอนในชั้นเรียน เป็นการกระทำเพื่อปรับปรุงและพัฒนาพฤติกรรมของครูและผู้เรียน โดยใช้กระบวนการสังเกตพฤติกรรมการสอนของครูในห้องเรียน แล้วนำข้อมูลที่บันทึกหรือสังเกตได้ ไปวิเคราะห์ และหาทางปรับปรุงพฤติกรรมการสอนร่วมกัน บางทีเรียกวิธีการสังเกตการสอนนี้ว่า “การนิเทศแบบคลีนิค” ซึ่งมีขั้นตอนในการสังเกตการสอนที่เป็นระบบระเบียบชัดเจน
                ข้อควรระวังในการสังเกต คือ ผู้สังเกตควรทำตัวให้มีอิทธิพลต่อผู้ถูกสังเกตให้น้อยที่สุด   เพื่อไม่ให้พฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ผู้สังเกตต้องไม่ทำให้ประสบการณ์หรือทัศนคติส่วนตัวไปมีอิทธิพลต่อการสังเกต หรือ มีอิทธิพลต่อผู้ถูกสังเกต และการสรุปหรือตีความหมายข้อมูลควรต้องมีข้อมูลที่ละเอียดมากพอและถ้าเป็นไปได้ควรสังเกตหลายๆ ครั้ง
                นอกจากหลักการ เทคนิค และคุณลักษณะของผู้นิเทศที่ควรมีควรเป็น ตามที่ได้นำเสนอข้างต้นแล้ว สำหรับผู้นิเทศรายวิชาเพศศึกษาตามโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ-อาชีวศึกษายังต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับหลักการจัดกระบวนการเรียนรู้เพศศึกษาแบบรอบด้านและนำไปใช้ในกระบวนการนิเทศกับครูผู้สอนรายวิชาเพศศึกษาด้วย