ที่ประชุม กก.เศรษฐกิจรุมจี้คลังเร่งเบิกจ่ายงบฯ หลังพบต่ำเป้าเพียง 10 เดือนทำได้แค่ 76.42% ตั้งกรรมการเร่งรัดดูแลค่าเค ทีมที่ปรึกษาเสนอ 7 ข้อแก้ปัญหา "ณรงค์ชัย" ชี้แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ธปท.ต้องดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอกับระบบ
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่กองบัญชาการกองทัพไทย ได้มีการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจ มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้สรุปความคืบหน้าเรื่อง 6 มาตรการ 6 เดือน ว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อให้ปรับลดลงได้ต่อเนื่อง ขณะที่ทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังว่าน่าจะขยายตัว 5.5% อัตราเงินเฟ้อ 6.5% แต่เศรษฐกิจไทย ยังไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คาดไว้ เนื่องจากรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ปรับสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น
นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ทีมที่ปรึกษาได้เสนอแนวทางในการแก้ปัญหา 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.รัฐบาลต้องรักษากำลังซื้อในประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบของผู้มีรายได้น้อย 2.รักษาตลาดส่งออก 3.วางระบบการดูแลราคาข้าว 4.ดูแลสภาพคล่องภายในประเทศให้เพียงพอ โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 5.เน้นการ ให้สินเชื่อกับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 6.เน้นการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้แข่งขันได้ และ 7.ดูแลการระดมทุนและวางมาตรการด้านตลาดทุนให้ได้มาตรฐาน "ทีมที่ปรึกษามองว่าครึ่งปีหลังนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ยังเคลื่อนไหวระดับ 100-120 เหรียญต่อบาร์เรล ขณะที่ภาคการส่งออกยังได้รับผลกระทบจากซับไพรม์และผลผลิตทางการเกษตรที่คาดว่าจะออกมาจำนวนมาก" นพ.สุรพงษ์กล่าว และว่า ที่ประชุมยังมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ มีรัฐมนตรีคลังเป็นประธาน เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องค่าเคและการผลักดันการประมูลโครงการภาครัฐให้เป็นไปตามกำหนดที่รัฐบาลต้องการ ประชุม 2 สัปดาห์ครั้ง และได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งรัดติดตามภาวะเศรษฐกิจ และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีรัฐมนตรีคลังเป็นประธานเช่นกัน จะประชุมเดือนละครั้ง
นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ไม่มีการหยิบยกเรื่องมาตรการสร้างรายได้ประชาชนมาพูดกันเป็นกิจจะลักษณะ คาดว่าน่าจะคุยกันได้ในการประชุมครั้งถัดไป และแม้แรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อจะเริ่มลดลง แต่กระทรวงการคลังยังจะไม่มีการทบทวนมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะยังไม่รู้ว่าราคาน้ำมันจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง นอกจากนี้ ตนจะดูแลอัตราเปลี่ยนให้เป็นทิศทางเดียวกับภูมิภาคเพื่อให้แข่งขันได้
นพ.สุรพงษ์กล่าวอีกว่า จีดีพีที่คาดว่าจะเติบโต 6%ได้รวมปัจจัยทางการเมืองแล้ว และไม่น่าจะมีอะไรเกินคาดหมาย ยิ่งรัฐบาลทำให้คลี่คลายได้เร็ว ความเชื่อมั่นจะกลับมาเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่รัฐบาลส่งไปแล้ว โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะยึดกฎหมายเป็นที่ตั้งเพื่อทำให้สถานการณ์ของประเทศคลี่คลายให้เร็วที่สุด และเชื่อว่าการที่ศาลอนุมัติหมายจับแกนนำพันธมิตรน่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่ารัฐบาลมีอำนาจตามกฎหมาย และปัญหาที่เกิดขึ้นไม่น่ากระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน "หากเราสามารถก้าวข้ามไปได้โดยมีบทสรุปที่ดี ทุกอย่างก็จะไม่บานปลายและจบได้โดยเร็ว เพราะสถานการณ์ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดแล้ว ผมก็หวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายด้วยดี" นพ.สุรพงษ์กล่าว
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี หนึ่งในทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลดภาษีสรรพสามิต มีส่วนช่วยให้เงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ 7% อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องที่มีแนวโน้มลดลง รัฐบาลควรจะเร่งรัดการใช้งบฯ ลงทุน ให้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการดูแลค่าเคให้เกิดความชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และน่าจะส่งผลดีต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการดูแลสภาพคล่องมากกว่าดอกเบี้ย เพราะมีแนวโน้มว่าครึ่งปีหลังนโยบายดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น โดย ธปท.คงขึ้นดอกเบี้ยแต่ไม่มากนัก เนื่องจากสภาพคล่องเริ่มตึงตัว หลังจากค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่า จึงมั่นใจว่า ธปท.จะต้องดูแลสภาพคล่องควบคู่ไปกับการดูแลภาวะเศรษฐกิจในด้านอื่นด้วย
แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ในที่ประชุม สศช. และ ธปท. มีความเห็นตรงกันว่า ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ กระทรวงการคลังจะต้องเป็นตัวหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจาก 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2551 ภาครัฐมีการเบิกจ่ายเพียง 1,268,554 ล้านบาท หรือ76.42% ของ งบประมาณทั้งหมด ต่ำกว่าเป้าที่จะเบิกจ่าย 94% นอกจากนี้ เดือนกรกฎาคมมีการเบิกจ่าย 134,377 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 1.03% ฉะนั้น ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณกระทรวงการคลังต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้า
วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีตซื้อขายในเอเชีย ปรับขึ้น 25 เซ็นต์ ไปอยู่ที่ 116.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยช่วงหนึ่งราคาปรับขึ้นไปถึง 117.12 ดอล ลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาด เกรงว่าพายุเฮอร์ ริเคนกุสตาฟ จะถล่มอ่าวเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกา ต่อมาในการซื้อขาย ที่ลอนดอน ราคาปรับขึ้นอีกไปอยู่ที่ 116.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
มติชนรายวัน คม ชัด ลึก โพสต์ทูเดย์
เดลินิวส์ 28 กรกฎาคม 2551