สามปีที่ชีวิตวนเวียนอยู่บนกระดาษ วันนี้ต้องฉีกความคิดเดิม ๆ ให้ขาดและทิ้งไปให้ไกล ๆ เมื่อได้นำกระดาษขึ้นมาสู่ “กระดาน...”

การนั่งเขียนงานในกระดาษและนั่งวาดวิมานในอากาศนั้นแตกต่างกับความจริงอย่างสิ้นเชิง
การวาดภาพ เขียนภาพ เราจะจินตนาการอย่างไรก็ได้ เขียนให้สวยอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อเราต้องมาลงมือทำด้วยกายและใจ ความรู้สึกต่าง ๆ นั้นไซร้ย่อมเปลี่ยนแปลง

 

อิฐสักก้อน หินสักกอง เสาสักต้น ไม้สักเล่ม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สร้างไม่ง่ายเหมือนที่ใจคิด
ทำงานในกระดาษผิดแล้วลบใหม่ได้
แต่ทำงานอยู่กับกระดานผิดแล้ว เสียเวลา เสียแรง เสียใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้อง “พัฒนา...”

การลงไปเป็น “กรรมกร” ช่วยแบก ช่วยหาม ช่วยเก็บ ช่วยกวาด ช่วยยก ช่วยเท ทำให้ชีวิตคุณหนูที่ได้วาดรูปอยู่หน้าคอมฯ นั้นเปลี่ยนแปลงไป

 

กระดานแต่ละแผ่นนั้นนักเหลือ
ตะปูแต่ละเล่มกว่าจะต้องลงไปได้ต้องใช้แรงมหาศาล
เสาแต่ละต้นที่ตั้งตรงได้ต้องใช้แรงงาน
คานต่าง ๆ จักสอดสานได้ด้วยแรงใจ

สามวันกับชีวิตกับกรรมของเรามีค่ายิ่งกว่าสามปีที่เป็นแต่เพียงนัก “ปรัชญา”
คนเดี๋ยวนี้พูดเก่งเยอะ เขียนเก่งเยอะ ทำให้ชีวิตคนทั้งหลายนั้นยุ่ง


พูดดีก็ยุ่ง พูดไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง
เขียนดีก็ยุ่ง เขียนไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง


แต่การทำ การปฏิบัตินั้น “สบาย...”
การปฏิบัตินั้นสบายกว่าการพูด การปฏิบัตินั้นให้ความสบายกว่าการเขียน
“ปฏิบัติดี สบายดี”

การปฏิบัติดี ทำดี
การปฏิบัติเพื่อเสียสละ ทำงานต่าง ๆ เพื่อเสียสละ สบายกว่าการที่จะคิด จะเขียนพร่ำเพ้อ จะใช้ชีวิตละเมออยู่ในนวนิยาย

การได้สัมผัสกับพี่ ๆ น้อง ๆ หลาน ๆ ที่ร่วมตากแดด ตากฝน ต้องทนทำงานหามรุ่ง หามค่ำนั้นมีค่า มีปัญญาแฝงอยู่ในทุกลมหายใจที่เข้าและออก


 

ชีวิตที่อยู่กับกระดานนั้นมีคุณค่ายิ่งกว่ากระดาษหลายแสนใบ
ชีวิตที่อยู่กับกระดานนี้ไซร้คือ “ชีวิตจริง...”

ชีวิตที่อยู่กับความจริงคือชีวิตที่อยู่กับความทุกข์
ชีวิตที่รู้เรียนรู้ทุกข์ รู้จักทุกข์ จักวางทุกข์ได้

ชีวิตที่อยู่กับกระดาน ทุกวินาทีต้องมีสติ ทุกนาทีต้องภาวนา เพราะสิ่งต่าง ๆ ต้องเข้ามาสัมผัสกระทบ และ กระแทก

เมรุที่เราตั้งใจหาข้อมูล
เมรุที่เราตั้งใจเขียน
เมรุที่เราตั้งใจใส่กระดาน
เมรุนี้จักเป็นที่สิ้นสุดแห่งสังขาร ภายใต้แผ่นกระดานคือฝาโลง...